มองอนาคตกรุงเทพฯ : ‘สก.’ โหน ‘ชัชชาติ’ ไม่ขึ้น ฉากทัศน์ ‘สภา กทม.’ เบี้ยหัวแตก

9 มิ.ย. 2569 - 18:20

  • ‘ไม่อยากให้ผูกขาด’ เมื่อคนกรุงเทพฯ กำลังเลือก ‘ถ่วงดุล’ 

  • ฉากทัศน์สภากทม. ‘เบี้ยหัวแตก’ 

  • ‘โหนชัชชาติ’ อาจไม่ใช่คำตอบ สก. ‘เกมอีแอบ’ กับโจทย์ใหญ่ของ 'ทีมคนทำงาน'

มองอนาคตกรุงเทพฯ : ‘สก.’ โหน ‘ชัชชาติ’ ไม่ขึ้น ฉากทัศน์ ‘สภา กทม.’ เบี้ยหัวแตก

ผลสำรวจความนิยมผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (สก.) ของ ‘นิด้าโพล’ ในช่วงโค้งแรกของศึกเลือกตั้ง กทม. 2569 กำลังสร้างคำถามใหญ่ถึงอนาคต ‘เมืองหลวง’ ที่ผลลัพธ์และภาพที่ปรากฏดูเหมือนจะ ‘สวนทาง’ กันอย่างมีนัยสำคัญ 

ด้านหนึ่ง ‘ชัชชาติ สิทธิพันธุ์’ ในฐานะ ‘ผู้ป้องกันแชมป์’ ยังรักษาความนิยมในระดับสูงสุดถึงร้อยละ 67.30 ทิ้งห่างคู่แข่งขาดลอย แต่ในอีกด้าน ‘ทีมคนทำงาน’ ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มผู้สมัคร สก. ที่ทำงานในทิศทางเดียวกับ และอาจเป็นกำลังสำคัญให้ฝ่ายบริหารของ ‘ชัชชาติ’ กลับได้คะแนนนิยมเพียง 6% เท่านั้น 

คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นทันทีว่า เหตุใดคนกรุงเทพฯ จึงยังเลือก ‘ตัวผู้ว่าฯ’ แต่ไม่เลือก ‘ทีม’ ที่ถูกมองว่าเป็นเครือข่ายเดียวกัน กลับกันก็มีแนวโน้มว่า ‘สก.อิสระ’ จะมีส่วนแบ่งการแข่งขันนี้ ร่วมกับผู้สังกัดพรรคหรือกลุ่มการเมืองด้วย  

สำหรับ ‘ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์' ผู้อำนวยการศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล ชำแหละสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งในแง่ตัวเลข และมิติทางการเมือง จนทำให้เห็นว่า ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย หากย้อนกลับไปดูสัญญาณจากผลสำรวจก่อนหน้า 

คนกรุงอาจอยาก ‘เลือกคนละทีม’ 

“มันต้องย้อนกลับไปดูโพลเมื่อประมาณ 2 อาทิตย์ก่อนครับ” 

‘สุวิชา’ อธิบายว่า ก่อนหน้านี้นิด้าโพลเคยตั้งคำถามต่อประชาชนเกี่ยวกับทิศทางการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องการผู้สมัครแบบ ‘อิสระ’ หรือ ‘สังกัดพรรค’ และอีกคำถามสำคัญคือ ‘ผู้ว่าฯ’ กับ ‘สก.’ ควรเป็นทีมเดียวกันหรือไม่ คำตอบที่ได้กลับน่าสนใจ เพราะมีประชาชนกว่า 50–60% ระบุชัดว่า ต้องการ 'เลือกแตกต่างกัน' คือ ‘ผู้ว่าฯ กลุ่มหนึ่ง - ส.ก. อีกกลุ่มหนึ่ง’ 

ในมุมของสุวิชา ตัวเลขนี้เป็นเหมือน ‘สัญญาณเตือนล่วงหน้า’ ที่ทำให้คาดไว้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มทำโพลล่าสุดว่า หากผู้ว่าฯ ได้รับความนิยมสูงมาก ทีมที่ถูกมองว่าเป็นเครือข่ายหรือกลุ่มสนับสนุน อาจไม่ได้รับคะแนนนิยมตามไปด้วยโดยอัตโนมัติ และเมื่อผลสำรวจล่าสุดออกมา ภาพที่ปรากฏก็แทบเป็นไปตามที่คาดไว้ 

“พอถามว่าเลือกใครเป็นผู้ว่าฯ อาจารย์ชัชชาติทะลุไป 67% แต่พอถามว่าเลือกใครเป็น สก. ทีมคนทำงานกลับได้แค่ 6% แสดงว่าอะไรแสดงว่าคนกรุงเทพฯเนี่ย ไม่ต้องการการผูกขาดในสภากทม. คนอาจมองว่า ไม่สมควรอยู่ฝั่งเดียวกัน หรือไปในแนวทางเดียวกัน คือต้องการการถ่วงดุลอำนาจกันมากกว่า ” 

‘ไม่อยากให้ผูกขาด’ เมื่อคนกรุงเทพฯ กำลังเลือก ‘ถ่วงดุล’ 

สำหรับ สุวิชา ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความนิยมที่ต่างกัน แต่กำลังบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับ ‘ความคิดทางการเมือง’ ของ ‘คนกรุงเทพฯ’ เขามองว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกำลังส่งสัญญาณว่า พวกเขาอาจไม่ต้องการให้ ‘ฝ่ายบริหาร’ และ ‘ฝ่ายนิติบัญญัติ’ ท้องถิ่น อยู่ขั้วเดียวกันทั้งหมด 

ในอีกความหมายหนึ่ง สิ่งที่คนกรุงกำลังเลือก อาจไม่ใช่แค่ ‘ตัวบุคคล’ แต่เป็นระบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจแบบใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้เกิด ‘การถ่วงดุล’ มากกว่าการยกทั้งทีมเข้าไปบริหารเมืองพร้อมกัน 

ผอ.นิด้าโพล มองว่า คำว่า ‘อิสระ’ ดูจะมีเสน่ห์ทางการเมืองมากขึ้นในสายตาคนกรุงเทพฯ สะท้อนจากคะแนนของ ‘กลุ่มผู้สมัครอิสระ’ ที่อยู่ในระดับสูง และสูสีกับผู้สมัครจากพรรคการเมืองหลัก โดยเฉพาะ ‘พรรคประชาชน’ ซึ่งมีคะแนนตามหลังอยู่ 

อย่างไรก็ตาม สุวิชาเตือนว่า ผลสำรวจของนิด้าโพลสะท้อนเพียง ‘ภาพรวมทั้งกรุงเทพฯ’ ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า พรรคใดหรือกลุ่มใดจะได้จำนวน สก. มากที่สุด ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าคะแนน ‘กระจุกตัว’ หรือ ‘กระจายตัว’ หากคะแนนนิยมกระจุกอยู่ในบางเขต พรรคหนึ่งอาจได้ที่นั่งมาก แม้คะแนนรวมทั้งเมืองจะไม่สูงนัก แต่หากคะแนนกระจายไปทั่ว 50 เขต ก็อาจไม่ได้จำนวนที่นั่งตามที่คาดหวัง 

ถอดรหัสสนาม สก. ทำไม ‘คะแนนจัดตั้ง’ กับฉากทัศน์สภากทม. ‘เบี้ยหัวแตก’ 

หนึ่งในประเด็นที่ สุวิชา มองว่าสังคมอาจยังไม่เข้าใจมากพอ คือธรรมชาติของการเลือกตั้ง ‘สก.’ ซึ่งแตกต่างจากการเลือกตั้ง ‘ผู้ว่าฯ’ อย่างมาก 

“สก. ไม่ได้ชนะด้วยกระแสอย่างเดียว มันมีเรื่องคะแนนจัดตั้ง” 

คำว่า ‘คะแนนจัดตั้ง’ ในความหมายของเขา คือเครือข่ายความสัมพันธ์ในระดับพื้นที่และชุมชน ที่เกิดจากการทำงานต่อเนื่องของผู้สมัคร ไม่ว่าจะเป็นชุมชนทาวน์เฮาส์ขนาดเล็ก ชุมชนตึกแถว ซอยร้านค้า หรือพื้นที่เมืองเก่า หรือสรุปเอาแบบเข้าใจได้คือ พื้นที่ที่ผู้สมัครสามารถเข้าถึงประชาชนได้โดยตรง 

“มันมีระบบของการ exchange กัน มีการช่วยเหลือกันเรื่องชุมชน เรื่องกำจัดยุง เรื่องน้ำท่วม เรื่องไฟฟ้า ถนน มันมีความรู้สึกกึ่ง ๆ ต่างจังหวัด ฐานคะแนนลักษณะนี้จึงไม่จำเป็นต้องวิ่งตามกระแสระดับเมืองเสมอไป” 

ในทางกลับกัน ยังมีประชาชนอีกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ใน ‘บ้านมีรั้ว’ หรือ ‘คอนโดมิเนียมขนาดใหญ่’ ซึ่งผู้สมัครเข้าถึงได้ยาก ทำให้คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะวิ่งตาม ‘กระแส’ นั่นจึงทำให้ผลการเลือกตั้ง สก. มีความซับซ้อน และไม่จำเป็นต้องสะท้อนคะแนนนิยมของผู้ว่าฯ โดยตรง 

เมื่อถามถึงแนวโน้มสนาม สก. ในอีกกว่า 20 วันที่เหลือก่อนวันเลือกตั้ง สุวิชาประเมินว่า มีโอกาสสูงที่ผลเลือกตั้งจะ ‘เบี้ยหัวแตก’ 

“ไม่ว่าจะเป็นอิสระ พรรคประชาชน หรือประชาธิปัตย์ ผมว่าไม่มีกลุ่มใดได้ถึง 25–29 ที่นั่ง สภา กทม. ชุดใหม่อาจไม่มีฝ่ายใดครองเสียงเด็ดขาด โดยเฉพาะในเขตที่มีผู้สมัครอิสระหลายคน หากคะแนนฝั่งอิสระแตก พรรคการเมืองอาจสอดแทรกขึ้นมาได้” 

‘โหนชัชชาติ’ อาจไม่ใช่คำตอบ
สก. ‘เกมอีแอบ’ กับโจทย์ใหญ่ของ 'ทีมคนทำงาน' 

‘สุวิชา’ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า เดิมทีเขาเองก็เคยเชื่อว่า หากเป็นผู้สมัคร สก. ที่คอยหาเสียงแบบ ‘เกาะกระแสชัชชาติ’ อาจเป็นข้อได้เปรียบ ซึ่งจากผลสำรวจทุกอย่างออกมาตรงกันข้าม 

“ตอนแรกผมยังคิดเลยว่า ถ้าผมลง สก. ผมก็โหนชัชชาติ แต่เมื่อเห็นผลโพลก่อนหน้า ความคิดนั้นกลับเปลี่ยนไป ผมเห็นแล้วเหนื่อยใจ ถ้าอย่างนี้ใครโหนชัชชาติอาจลำบาก เพราะคน กทม. เขาชี้ไปแล้วว่า เขาจะเลือกชัชชาติ แต่ไม่เลือก สก. ที่อยู่ฝั่งเดียวกัน” 

ดังนั้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือการ ‘แยกบทบาท’ ระหว่าง ‘ผู้ว่าฯ’ กับสภา ‘กทม.’ อย่างชัดเจนในสายตาคนกรุงเทพฯ สำหรับ ‘ทีมคนทำงาน’ ต้องการพลิกเกมเพื่อโกยคะแนนนิยมก่อนเลือกตั้ง โจทย์สำคัญคือการสื่อสารให้ชัดเจนและตรงไปตรงมา 

“มีอยู่ทางเดียว ชัชชาติ ต้องประกาศชัดว่านี่คือทีมผม พร้อมอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่า เหตุใดทีมดังกล่าวจึงจำเป็นต่อการบริหารเมือง แต่หากยังอยู่ในลักษณะกึ่งเปิดกึ่งปิด ปล่อยให้ประชาชนตีความกันเอง มันเหมือนเกมอีแอบ มันควรประกาศกันมาเลย” 

ส่วนกรณีวาทกรรม ‘ระบบอากง’ ที่เริ่มกลายเป็นประเด็นทางการเมือง สุวิชา มองว่า ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบชัดเจน และต้องรอดูผลสำรวจช่วงโค้งสุดท้าย 

อย่างไรก็ตาม เขาประเมินว่า ผลกระทบต่อคะแนนนิยมของชัชชาติอาจไม่มากนัก ‘อย่างเก่งไม่เกิน 5%’ พร้อมเปรียบเทียบว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นยังเป็นเพียง แผลเบาๆ ‘การจะล้มชัชชาติ’ ได้ มันต้องเป็นแผลลึกถึงเห็นกระดูก ตอนนี้มันเหมือนมีดบาด เอาพลาสเตอร์ปิด สามวันก็หาย 

โจทย์ใหญ่ไม่ใช่ ‘ใครชนะ’ แต่คือ ‘คนไม่ออกมาเลือกตั้ง’ 

ท้ายที่สุด สิ่งที่ สุวิชา กังวลมากที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องคะแนนนิยมของผู้สมัคร แต่คือ ‘จำนวนคนออกมาใช้สิทธิ’ เขามองว่า บรรยากาศการเลือกตั้งปีนี้ดูไม่คึกคักเท่าปี 2565 เพราะหลายคนอาจรู้สึกว่า ผลการแข่งขันตำแหน่งผู้ว่าฯ ดูค่อนข้างชัดเจนแล้ว 

“ผมกังวลมาก คนที่เชียร์ชัชชาติอาจคิดว่าได้แน่ จึงไม่ไป ส่วนคนที่ไม่เชียร์ก็คิดว่ายังไงก็สู้ไม่ได้ สุดท้ายไม่ไปทั้งสองฝั่ง หากจำนวนผู้มาใช้สิทธิต่ำกว่า 50% จะเป็นเรื่องน่าห่วงอย่างยิ่งต่อประชาธิปไตยท้องถิ่นของกรุงเทพฯ” 

ผอ.นิด้าโพล กล่าวทิ้งท้าย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์