ฉันทามติร่วม ทางออก ปชต. แก้ รธน.-ยุติวงจรอุบาทว์ ผ่าปัญหาการเมืองไทย

5 ต.ค. 2569 - 18:54

  • ‘อภิสิทธิ์’ ชี้ ก้าวไม่พ้นประชานิยม จี้ รื้อกติกาการค้า-แก้รัฐธรรมนูญทะลวงทางตัน ย้ำ ต้องจับมือประชาชน ลั่น "ถ้าเอานักการเมืองเป็นตัวตั้งก็เถียงกันจนตาย" 

  • ด้าน 'ธนาธร' มอง ไทยเจอ '2 ทศวรรษที่สูญหาย' ซัด วงจรอุบาทว์แก้ปัญหาไม่ถูกจุด ประชาธิปไตยคือทางออกเดียว ชวนทุกฝ่ายร่วมเขียนกติกา ยุติระเบิดเวลาทางการเมือง

  • ส่วน ‘สุริยะใส’ ผ่าทางรอด ปชช.ต้องมีฉันทามติ แนะดันปฏิรูป-หนุนแก้ รธน. ไม่ระบุมาตรา เตือน รัฐประหารครั้งหน้า หากเกิดขึ้นจ่อจบหนัก

ฉันทามติร่วม ทางออก ปชต. แก้ รธน.-ยุติวงจรอุบาทว์ ผ่าปัญหาการเมืองไทย

ในงานเสวนา 30 ปี ไทยโพสต์ หัวข้อ เหลียวหลัง แลหน้า วาดอนาคตประเทศไทย ประกอบด้วย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า และอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และ รศ.สุริยะใส กตะศิลา คณะบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

อภิสิทธิ์ กล่าวถึงอุปสรรค หรือหลุมดำในการพัฒนาประเทศที่ผ่านมาว่า สิ่งที่สะสมมาเรามีปัญหาโครงสร้างการเมือง และเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อให้เราหลุดพ้นจากสภาพปัญหาของความเสื่อมลง ในศักยภาพของประเทศ 

“ตอนนี้เรามานั่งเถียงกันว่า อยากได้ Data Center หรือไม่ 2 ปีที่แล้ว ที่เขาไม่มา เพราะเราไม่มีพลังงานสะอาดรองรับ ไปลงทุนในประเทศรอบ ๆ เราหมด พอวันนี้อยากมา แกล้งลืมไปแล้ว เรื่องพลังงานสะอาด ตามที่รัฐบาลตั้งใจ แผนเรื่อง Net Zero โยนทิ้งได้เลย เป็นไปไม่ได้ เพราะต้องลงทุนในพลังงานเยอะ และมีความเสถียรสูง เราเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง ตั้งแต่ผมเป็นนายกรัฐมนตรีวันนั้นจนถึงวันนี้เรายังไม่ขยับ ธนาคารโลกบอกว่าอีก 30 ปี เราถึงจะขยับไปเป็นประเทศรายได้สูง เป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก เพราะสะท้อนว่าเราถดถอย เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ที่ไล่ตามเรามา และกำลังจะแซงเราไป” อภิสิทธิ์ กล่าว

อภิสิทธิ์ กล่าวถึงปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ธุรกิจที่เข้มแข็ง และอยู่ได้ คือธุรกิจกึ่งผูกขาด ถ้าคำว่า STI ที่เริ่มต้นจากคำว่า Stabilize Today ต้องตีความว่า คืออะไร เพราะหากเป็นการพยายามรักษาสิ่งที่มีอยู่ให้เป็นต่อไป เราก็ติดกับดักที่เป็นรากเหง้าของปัญหา ที่จะทำให้เราเติบโตไปมากกว่านี้ไม่ได้ 

ดังนั้น หัวใจของเรื่องนี้ ต้องย้อนกลับไปดูว่า ทำไมที่เราตั้งความหวังว่า การเมืองไทยจะดีขึ้น แต่ยังวนเวียนอยู่ในวัฏจักรอำนาจนิยมทุจริตคอร์รัปชั่น โจทย์ยากขึ้นกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ลมของทั้งโลกหมุนส่งประชาธิปไตย ในขณะที่วันนี้ ประชาธิปไตยเจอแต่ลมต้านทั่วโลก ถ้าโครงสร้างทางเศรษฐกิจของเรา ก้าวไม่พ้นการผูกขาด ทั้งการเติบโต และการกระจายรายได้จะมีปัญหา ในที่สุด ประสิทธิภาพการยกระดับทักษะต้องมาพร้อมกับการแข่งขัน ถ้าไม่มีการแข่งขัน ก็จะไม่เกิดขึ้น และธรรมาภิบาลจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีการมีส่วนร่วมของประชาชน เมื่อมีการแข่งขัน ต้องมีคนชนะและคนแพ้ ต้องมีหลักประกันความมั่นคง ต้องก้าวให้พ้นจากประชานิยมไปสู่สวัสดิการให้ได้

อภิสิทธิ์ กล่าวเห็นด้วยกับคำว่า ประชาธิปไตย ต้องมีมากขึ้น แต่ต้องระมัดระวังในการตีความบางเรื่อง เช่น ความต่อเนื่องในรอบ 20 ปี เรามีนายกรัฐมนตรี 1 คนอยู่ 8 ปี ไม่แน่ใจว่า เป็นความต่อเนื่อง ที่มีปัญหาหรือไม่ กลุ่มเคลื่อนไหวทุกกลุ่ม มักมีคำว่าประชาธิปไตย เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่สิ่งที่ทะเลาะกันอยู่ เพราะมองคนละมุมเกี่ยวกับประชาธิปไตย แต่หลักธรรมาภิบาลกับประชาธิปไตย ไม่ควรต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน โอกาสที่จะมีธรรมาภิบาล มีมากกว่าประชาธิปไตย และประชาธิปไตยจะยั่งยืนกว่า ถ้ามีธรรมาภิบาล 

อภิสิทธิ์ ยังกล่าวว่า แม้รองนายกรัฐมนตรี จะมีความตั้งใจดี เริ่มเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่เงินที่กู้มา 2 แสนล้านบาทจนถึงวันนี้ ยังไม่มีความพร้อมหรือความชัดเจน และไม่ได้แปลว่า เราจะพึ่งพาต่างชาติน้อยลง แต่กลายเป็นว่าเราต้องนำเข้าอุปกรณ์จากต่างประเทศทั้งหมด 

ในขณะที่ทางเลือกพลังงานอื่น ที่เราเป็นเจ้าของทรัพยากร กลับกลายเป็นไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร สังคมสูงวัย ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่ต้องเพิ่มขึ้น เงินออมที่ไม่พอหนี้ครัวเรือนที่กดทับคนทำงาน นี่คือความท้าทายในปัจจุบันทั้งหมด และยังมีเรื่องการคอร์รัปชั่นอีก

อภิสิทธิ์ มองว่า 3 เรื่องใหญ่ที่ต้องแก้ให้ได้คือ 1.กฎกติกาเกี่ยวกับการทำธุรกิจ การแข่งขันทั้งหลาย จะต้องมีกลไกการแข่งขันที่เป็นธรรมเพื่อให้ทุกคนมุ่งไปสู่ประสิทธิภาพ ยืนยันว่า จะไม่สามารถหาทางออกได้ ถ้าไม่เขียนกฎหมายแบบใหม่

2. การลงทุนเรื่องคน ระบบการศึกษาต้องปรับรื้อทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะเด็กหรือนักศึกษาเท่านั้นแต่คนที่ต้องการเพิ่มความรู้คือคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป 

และ 3. เรื่องการเมือง ที่มองไม่เห็นทางทะลุทะลวง เพราะมีการรวบทุกกลไก ตั้งแต่เรื่องที่ถกเถียงกันมากอย่างเรื่อง สว. ไปจนถึงเรื่อง กกต. และกำลังจะต้องระวังเรื่อง สสร. เป็นเรื่องถัดไป 

อภิสิทธิ์ ย้ำว่า เราต้องแก้เรื่องรัฐธรรมนูญ และโครงสร้างอำนาจ ถ้ายังทะลุทะลวงทั้งฉบับไม่ได้ การแก้ไขอันดับ 1 คือการเลือกวุฒิสภาจะต้องไม่เป็นเหมือนครั้งที่ผ่านมา องค์กรอิสระต้องมีความโปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อประชาชนและผู้เสียหายให้มากกว่านี้

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่ประเทศไทยและประเทศกัมพูชา จะมีฉันทามติร่วมกัน อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ควรเป็น สิ่งที่บั่นทอนประชาธิปไตยทั่วโลกตอนนี้ คือกระแสชาตินิยม ที่ถูกปลุกขึ้นมา เพียงเพื่อให้มีการก้าวข้าม หรือมองไม่เห็นอีกหลายปัญหา ไม่ใช่การรักชาติไม่ดี ไม่ใช่ว่าตนเองไม่อยากชนะกัมพูชา ตนเองก็สู้มาเต็มที่แล้วเหมือนกัน แต่มองว่าไม่น่าไปถึงจุดนั้นได้

อภิสิทธิ์ มองว่า ประเทศไทยศักยภาพสูง เราเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเปิด ใครที่บอกว่าเราถดถอย ในความหมายคือเราถดถอยในองค์กรระหว่างประเทศกับกติการะหว่างประเทศ แต่ชีวิตคนโลกาภิวัตน์ไม่ได้ถดถอย การเชื่อมโยงของคนข้ามชาติมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น คนไทยเปิดมาโดยตลอด เราสามารถปรับเปลี่ยนหลาย ๆ อย่างได้ 

อภิสิทธิ์ ฝันที่จะเห็นระบบสวัสดิการ และการปรับรื้อระบบภาษีทั้งหมด คนเกิดน้อยไม่เป็นปัญหา ในเรื่องการขาดแรงงานในอนาคตเ พราะจะมีเทคโนโลยีมาแทนที่อยู่แล้ว แต่ที่เป็นปัญหาคือกำลังซื้อไม่มี จะเก็บภาษีจากใคร ถ้าเราไม่เริ่มต้นจากการเก็บภาษีความมั่งคั่ง และเจ้าของเทคโนโลยีจากต่างชาติ และร่วมมือกับประเทศที่กำลังพัฒนา ดังนั้น เราต้องคิดเรื่องการจัดเก็บรายได้ เพื่อมาทำสวัสดิการ 

ขณะที่ปัญหาด้านการเมืองปัญหารัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ลดทอนอำนาจนักการเมืองเท่ากับลดทอนอำนาจประชาชน เพราะวันนี้นักการเมืองมีอำนาจไม่น้อย แต่สิ่งที่เขาทำลายไป คืออะไรที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้หายไปทั้งหมด หากจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน ต้องหาฉันทามติร่วมกัน ถ้าเอานักการเมืองเป็นตัวตั้ง ก็เถียงกันจนตาย 

"ตอนนี้มีคนบอกว่า คนที่แบกรัฐบาลชุดนี้ ไม่ใช่นักการเมือง เพราะคนที่เป็นนักการเมือง เราไม่เชื่อถือ มีข้อถกเถียงแบบนี้ ผมก็ไม่แน่ใจ เพราะบทเรียนของผมในอดีต วันที่นักการเมืองมีอำนาจเยอะ ก็เป็นที่มาของปัญหา ที่นำมาสู่สงครามมวลชน สุดท้ายก็ไปจบที่รัฐประหาร สิ่งที่ผมคิดคือ ทำอย่างไรให้ตัวแทนประชาชน ผลักดันนโยบาย และเจตนารมณ์ของประชาชนได้ แต่ถูกควบคุมด้วยธรรมาภิบาล ดังนั้น อยากให้ตั้งต้นว่า ประชาชนต้องกำหนดอนาคตของประเทศได้ คนที่ทำหน้าที่ตรงนี้ ต้องมาจากประชาชน แต่คนที่มาจากประชาชน ก็ต้องถูกจำกัดขอบเขต ไม่ให้ใช้อำนาจในทางที่ผิด” อภิสิทธิ์ ทิ้งท้าย

ด้าน ธนาธร กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมือง และเศรษฐกิจของประเทศไทย ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงสำคัญ ได้แก่ ช่วง 10 ปีแรก ที่มีความพยายามในการปฏิรูปการเมืองอย่างมีรูปธรรม เกิดความก้าวหน้าในหลายมิติ และการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

จุดเปลี่ยนสำคัญ เกิดขึ้นหลังการทำรัฐประหารปี 2549 เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของ "2 ทศวรรษที่สูญหาย" (Lost Two Decades) ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเสียเวลาไปกับการพยายามหาทางออกทางการเมืองที่วนอยู่ในอ่าง และส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศในทุกมิติ และยังเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างที่รุนแรงขึ้น เพราะเศรษฐกิจกระจุกตัว

“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยผ่านการมีนายกรัฐมนตรีถึง 10 คน เฉลี่ยดำรงตำแหน่งเพียงคนละ 2 ปี มีรัฐธรรมนูญ 3 ฉบับ เกิดการชุมนุมประท้วงใหญ่ 4 ระลอก นายกรัฐมนตรีถูกสั่งพ้นจากตำแหน่ง 5 คน พรรคการเมืองหลักถูกยุบ 9 พรรค การเลือกตั้งถูกโมฆะ 2 ครั้ง และเกิดรัฐประหารขึ้นถึง 2 ครั้ง และความไม่แน่นอนทางการเมืองดังกล่าว ทำให้ไม่มีรัฐบาลใด มีเวลา หรือสมาธิเพียงพอ ในการวางรากฐานนโยบายระยะยาว รัฐบาลส่วนใหญ่ต้องทุ่มเทพลังงาน ไปกับการพยายามเอาตัวรอดทางการเมือง” ธนาธร ย้ำ 

ธนาธร กล่าวถึงการใช้วิธีการ หรือกลไกที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เข้ามาแก้ปัญหาทางการเมือง ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง แต่กลับยิ่งฉุดรั้งให้สังคมไทยถอยหลัง ดังนั้น หากต้องการเห็นประเทศไทยเจริญก้าวหน้า การยึดมั่นและพัฒนาความเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้น จึงเป็นทางออกเดียว ที่สร้างความต่อเนื่อง และเสถียรภาพให้แก่ประเทศได้อย่างแท้จริง

สำหรับภาพรวมวิกฤตการเมืองในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ทางออกของประเทศไม่ใช่การใช้วิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้ามาแก้ปัญหา แต่คือการนำระบบประชาธิปไตยที่แท้จริง ใส่กลับเข้ามาในโครงสร้างสังคม และการเดินหน้าประเทศไทยจะเดินไปอย่างไรต่อ รวมไปถึงฉากทัศน์ เมื่อความเห็นไม่ตรงกัน ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เมื่อกลไกที่เป็นประชาธิปไตยที่สันติ มันไม่เกิดขึ้น นี่คือโจทย์ที่สำคัญ สำหรับทุกคน 

หากเราพูดเรื่องนี้บ่อยๆ ว่าต้องการหาทางออกจากความขัดแย้ง ต้องการสร้างสังคมใหม่ด้วยกันอย่างสันติ เราต้องพูดด้วยกัน จากวงดีเบทใหญ่ๆ โดยจัดให้พรรคการเมือง และภาคประชาสังคม มาพูดคุยกันมากขึ้น เพื่อหาทางออก ประเทศไทยตอนนี้ มีปัญหาร่วมกันอยู่อย่างหนึ่ง เราไม่มีกฎกติกาที่ทุกฝักทุกฝ่ายยอมรับด้วยกัน ว่าตกลงเราจะอยู่ร่วมกันอย่างไร เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 3 ฉบับ และฉบับปัจจุบันปี 60 เราก็พูดกันตั้งแต่แรกแล้วว่า มันคือระเบิดเวลา และมันก็ได้ระเบิดออกมาแล้ว ที่เราได้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้น หากจะเอาบทเรียนจากสิ่งที่ผ่านมา เราต้องเอามาทำให้ครั้งนี้ มันต่างจากเดิม จะทำอย่างไร โจทย์สำคัญ คือ จะต้องวางกฎกติกา เขียนรัฐธรรมนูญร่วมกัน 

"แน่นอนมีนักการเมืองที่ไม่ดี ผมอยู่ในวงการการเมือง ผมสัมผัสวงการการเมืองด้วยตัวเอง ปีนี้ปีที่ 9 แล้ว ผมกล้าพูดได้ว่า มีนักการเมืองที่ดี แต่ขณะเดียวกัน ก็มีนักการเมืองที่ทุจริต คอร์รัปชั่น เห็นแก่ตัว เอาทรัพย์สินของแผ่นดิน ไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัว มีจริงแน่นอน แต่การสรุปว่านักการเมือง เป็นปัญหาของประเทศ ผมคิดว่าสรุปแบบนี้ มันก็นำมาสู่การแก้ไขปัญหาแบบเดิม" ธนาธร กล่าว

ธนาธร ชี้ให้เห็นถึงมายาคติเกี่ยวกับการมองปัญหาการเมืองไทย ถือเป็นการสรุปที่ผิดพลาด และนำไปสู่การแก้ปัญหาแบบเดิมๆ คือการพยายามดึงอำนาจออกจากนักการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วถ่ายโอนไปให้กับองค์กรอิสระ ที่ขาดการตรวจสอบ รวมถึงการขยายตัวของระบบราชการ จนใหญ่โตเกินความจำเป็น 

ส่วนผลจากการเพิ่มขึ้นของหน่วยงานรัฐ ที่ภารกิจหมดไปแล้ว แต่ไม่ถูกยกเลิก ก็ได้ส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำของประเทศสูงขึ้นอย่างมหาศาล ขณะที่กลไกตรวจสอบกลับไม่สามารถใช้อำนาจกับองค์กรเหล่านี้ได้อย่างแท้จริง

ธนาธร เสนอทางออกในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า ต้องยอมรับว่า ผู้เล่นในสังคมไทย ไม่ได้มีแค่นักการเมือง แต่รวมถึงกองทัพ เครือข่ายจารีตประเพณี และระบบราชการ ทุกฝ่ายจำเป็นต้องเปิดอกพูดคุยถึงความต้องการ และความจำเป็นของตนเองบนโต๊ะเจรจา เพื่อร่วมกันกำหนดกติการะดับประเทศ ที่ยอมรับได้ทุกฝ่าย หยุดยั้งวงจรความขัดแย้ง และพาประเทศไทยเดินหน้าต่อไป ได้ดีกว่าในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

นอกจากการแก้ปัญหา และรัฐธรรมนูญฉบับเฉพาะหน้า อาจจะต้องแก้เป็นรายมาตรา ควรจะต้องหาฉันทามติ หรือข้อตกลงที่เราจะต้องใช้ชีวิตในสังคมร่วมกันได้ แต่ไม่ใช่แค่นั้น บทบาทของรัฐในภาวะที่ผันผวนแบบนี้ รัฐควรมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ในการชับเคลื่อนประเทศไทยเดินไปข้างหน้า ถ้าต้องการให้เศรษฐกิจโต คือต้องเพิ่มกำลังคน หรือเพิ่มความรู้ เพิ่มเทคโนโลยี เศรษฐกิจจะโตได้ เราจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยี

"อนาคตประเทศไทยจะไปได้ไกลกว่านี้ รัฐไทยต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น การปฏิรูปรัฐเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก ประเทศไทยจะไปไกลกว่านี้ไม่ได้ ถ้าหากรัฐไม่มีการเพิ่มเสถียรภาพอย่างมีนัยสำคัญ ในอีก 10 ปี ข้างหน้า" ธนาธร กล่าว

รศ.สุริยะใส กล่าววิจารณ์ตัวเองในช่วง 30 ปีที่เคลื่อนไหวนอกสภา ตั้งแต่ปี 2535 ได้ร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง กับประชาชนทุกกลุ่มทุกเครือข่าย เห็นดอกเห็ดการเติบโตของพลังพลเมืองที่สูงมาก และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนบ้านเมือง 

ปี 2549 การเคลื่อนไหวเปลี่ยน จากฐานการเมืองภาคประชาชน ปัญหาปากท้อง กลายเป็นประเด็นอำนาจประชาธิปไตย ในความหมายของแต่ละกลุ่ม เกิดสภาพการเมืองที่มีคู่ความขัดแย้งสูง จากนั้นก็เป็นการตื่นกลัวที่ไม่ต้องการที่จะแพ้ แต่เป็นสภาวะที่ต้องมีฝ่ายแพ้ ฝ่ายชนะ 

ปัจจุบันประชาชนก็ยังมีภาวะอารมณ์ดังกล่าว มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย โดยเงื่อนไขที่เกิดการขับเคลื่อนต่างๆ ของกลุ่มมวลชน มาจากอำนาจรัฐอ่อนแอ มาจากการเลือกตั้งก็อยู่เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่บัญญัติคำว่าประชาธิปไตย “กลุ่มใครกลุ่มมัน” เกิดการบัญญัติความหมายประชาธิปไตยเฉพาะกลุ่ม เกิดความคิดทางการเมืองแต่ละชุดขึ้นมา ทำให้ความขัดแย้งซึมลึกเข้าไป 

ในอดีต การเมืองไม่ได้ถือธงนำ แต่แอบส่งคนมา แต่การเคลื่อนไหวของปีกการเมืองในช่วงหลัง มีลักษณะจัดตั้งคน ประสิทธิภาพกับประชาธิปไตย เป็นโจทย์ใหญ่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี เทรนด์สีส้มชัดเจนมาก ส่วนปริญญาโท คือสีแดง และปริญญาเอก คือสีเหลือง หรือฟ้า 

รศ.สุริยะใส ยังหยิบยกเรื่องสงครามไทยกัมพูชา หรือสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่ผันผวน เรื่องภูมิอากาศสุดขั้ว เป็นภาวะการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน ทำให้กระแสเรื่องความมั่นคงโดดเด่น ที่มีกลุ่มการเมืองได้ประโยชน์จากกระแสนี้ แต่จะผลักดันวาระปฏิรูปให้ขึ้นมาคู่ขนานได้อย่างไร หรือการสร้างแนวร่วมกับเวทีนอกสภา เพื่อทำให้รัฐบาลรู้สึกว่า นิ่งเฉยไม่ได้ ให้เป็นวาระของคนทั้งชาติ อาจจะไม่ใช่ประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญ 

รศ.สุริยะใส เปรียบเทียบว่า ในช่วงการเมือง 20 ปีที่ผ่านมา มีนายกรัฐมนตรี 2 ประเภท คือหนึ่งนายกรัฐมนตรีที่ด่าได้ เช่น อนุทิน ชาญวีรกูล กับนายกรัฐมนตรีที่ด่าพวกเรา และยอมรับว่า ทุกการรัฐประหารเห็นด้วย ทุกครั้งที่ถูกทาบทามให้ไปมีตำแหน่ง คาดการณ์ว่า หากจะมีรัฐประหารอีกครั้งนึง อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายและจบหนักกว่าครั้งที่ผ่านมา ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบไร้มาตราเป็นไปได้มากที่สุด จึงสนับสนุนในแนวทางนี้ เพราะบริบทเปลี่ยนไป 

รศ.สุริยะใส เชื่อว่า รอบนี้มีโอกาส เพราะมาจากบทเรียนรัฐบาลที่รวบอำนาจผูกขาด ที่พยายามสถาปนาระบอบอำนาจเดี่ยว เช่น ระบอบทักษิณ ซึ่งเป็นบทเรียนที่เจ็บปวดสำหรับการเมืองไทย อย่างวันนี้ได้เห็นภาพที่ไม่เคยเห็น คือนายกรัฐมนตรีไปรับหนังสือเครือข่ายสลัม 4 ภาค เป็นภาพที่คิดว่ามีนัยยะบางอย่าง 

“เหตุที่ตั้งเรื่องฉันทามติเข้ามา เพราะภูมิทัศน์ เรื่องสีเปลี่ยนไปมาก เมื่อคืนมีงานเลี้ยงของคนหลายสีหลายกลุ่มมานั่งคุยกัน เรื่องกฎหมายสร้างเสริมสันติสุขที่เพิ่งประกาศใช้ คนบางคนมานั่งในที่ที่เป็นพรรคพวกเก่า ไม่เจอกัน 30 ปี มาคุยกันจบที่เป็นโจทย์ในอนาคต เขารู้สึกว่า ปัญหาที่ผ่านมา คิดว่ายากแล้ว มวลชนสู้กันมาติดคุกติดตาราง แต่รู้สึกว่าไปข้างหน้ายากกว่า อารมณ์ของคนที่ผ่านการต่อสู้มันอึ้งอยู่ในอกมันไม่มีทางไป แต่ทุกคนอยากไป ต้องสรุปบทเรียน ต้องวางกันลงบ้าง ภาวะแบบนี้ ขอบอกทั้งสองท่านว่า เป็นสัญญาณที่ดี หากทำให้บ้านเมืองขยับไปได้“ รศ.สุริยะใส กล่าว

หากพูดถึง deep state ที่มีภาวะหวาดกลัวเรื่องแบบนี้ หรือการตลบหลัง และอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ ใครจะเป็นคนจัดการ นี่เป็นอีกกระดานหนึ่ง ดังนั้น ฉันทามติที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เพียงการปลดล็อคระบบในรัฐสภา แต่การเมืองนอกรัฐสภา ต้องเหลียวมองให้มากขึ้น 

โดยเสนอแนะให้หาฉันทางมติ ทั้งในสภาและนอกสภา และจัดทำแคมเปญภายใน 2-3 ปี เพื่อชี้ให้เห็นถึง 3 วาทกรรม ที่เป็นภัยหลอนทางการเมือง คือ 1. การผูกขาดการรักชาติ 2. การเมืองแบบธุรกิจการเมืองผูกขาด และ 3.การผูกขาดอนาคต


เรื่องเด่นประจำสัปดาห์