สไตล์ออร์แกนิค! ‘อนุทิน’ โผล่เซอร์ไพรส์หาเสียงโดยไม่แจ้งล่วงหน้า

8 ม.ค. 2569 - 14:57

  • ‘อนุทิน’ สร้างเซอร์ไพรส์! ลงพื้นที่หาเสียงกลางกรุงเทพฯ โดยไม่แจ้งล่วงหน้า

  • ไร้พิธีรีตอง-ขี่มอเตอร์ไซค์เรียก ‘เอกนัฏ’ ซ้อนท้ายบึ่งไปเวทีปราศรัย

  • อ้อนกาเบอร์ 37 ดัน ‘เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์’ โว ‘ภูมิใจไทย’ มีคณะบริหารครบทุกมิติ

สไตล์ออร์แกนิค! ‘อนุทิน’ โผล่เซอร์ไพรส์หาเสียงโดยไม่แจ้งล่วงหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทย นำโดย 2 แม่ทัพหาเสียงพื้นที่กรุงเทพฯ ศุภมาส อิศรภักดี และ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ลงพื้นที่หาเสียงเขต 5 ห้วยขวาง-วังทองหลาง ช่วย ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 5 พรรคภูมิใจไทย โดยมีการตั้งเวทีปราศรัยย่อย 2 เวที ได้แก่ บริเวณชุมชนบึงพระราม 9 พัฒนา และบริเวณชุมชนบึงพระราม 9 ปากคลอง บ่อที่ 3

ในระหว่างที่ทีม กทม. พรรคภูมิใจไทยเดินเท้าหาเสียงกับชาวบ้านในพื้นที่เขต 5 กทม. ปรากฏว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้สร้างเซอร์ไพรส์ลงพื้นที่มาช่วยลูกพรรคหาเสียง โดยไม่ได้มีการแจ้งนัดหมายล่วงหน้า ซึ่งเป็นไปตามที่ อนุทิน เคยให้สัมภาษณ์ระบุว่า แนวทางการหาเสียงของตัวเองจะเป็นในลักษณะออร์แกนิก ไม่มีจัดตั้ง ไม่มีพิธีรีตอง ไม่มีเวทีใหญ่

โดยบริเวณที่ อนุทิน เดินทางมาถึง เป็นจุดที่อยู่ห่างเวทีปราศรัยย่อยมากพอสมควร อนุทิน จึงได้ขึ้นขับรถจักรยานยนต์เพื่อขับไปยังเวทีปราศรัยทั้ง 2 จุด โดยเรียกให้ เอกนัฏ ซ้อนท้ายไปด้วย ทำให้บรรดาทีมงานนายกฯ และทีมงานผู้สมัคร สส. ต้องรีบหารถจักรยานยนต์เพื่อขับตาม อนุทิน

นอกจากนี้ ในระหว่างที่ อนุทิน ขับรถจักรยานยนต์ ได้ทักทายและขอเสียงสนับสนุนจากประชาชนในบริเวณพื้นที่ดังกล่าวอีกด้วย อย่างไรก็ตาม การลงพื้นที่หาเสียงครั้งนี้ของ อนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นครั้งแรกในการเลือกตั้ง 2569

จากนั้น ที่ชุมชนบึงพระราม 9 พัฒนา อนุทิน พร้อมด้วย ซาบีดา ไทยเศรษฐ์, ศุภมาส อิศรภักดี และ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ขึ้นเวทีปราศรัยช่วย ประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 4 ห้วยขวาง-วังทองหลาง และ นรเสฏฐ์ เธียรประสิทธิ์ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 13 พญาไท-ดินแดง

อนุทิน กล่าวว่า “เอกนัฏ เป็นเหมือนน้องรัก เป็นคนเก่ง ความรู้ดีมีประสบการณ์ทางการเมืองมากมาย เป็นอดีตรัฐมนตรี เข้าใจการเมือง เข้าใจหัวจิตหัวใจประชาชน วันนี้ได้มือดีมาช่วยงาน ส่วนนายประเดิมชัย เที่ยวนี้บุญเก่าหมดแล้ว พี่น้องต้องช่วยเหลือเท่านั้น คราวที่แล้วบุญไม่พอ ผมก็มาตรงนี้ ตอนนั้นมีเวที ตอนนี้ไม่มีตังค์ขึ้นเวที ต้องมานั่งปราศรัยแบบนี้ คราวที่แล้วพี่น้องมาฟังกันมืดฟ้ามัวดินแต่ลืมกา เที่ยวนี้ขอให้อย่าลืมพวกเรา สส. ที่มีคุณภาพทำงานไม่หวั่นเกรงอิทธิพลใดๆ”

คราวที่แล้วมีเรื่องของกระแส แต่เที่ยวนี้ขอให้โอกาสพวกเรา คราวที่แล้วผมฝ่ากระแสไม่ได้ เที่ยวนี้ผมฝ่ากระสุนมาแล้ว เดินตามแนวชายแดนทุกที่ พี่น้องให้ความเมตตาพวกผมหน่อยเถอะ เราตั้งใจทำงานให้กับทุกคนจริงๆ นโยบาย เอกนัฏ ก็พูดให้แล้ว ขอความมั่นใจว่า เที่ยวนี้พรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมที่จะเข้ามาทำงานให้กับพ่อแม่พี่น้องทุกคน อย่างมุ่งมั่น เราผ่านงานมาโดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนกว่าที่ผ่านมา ในฐานะที่เป็นแกนนำ ทำงานในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรี ทุกคนเห็นว่าเราทำทุกอย่างในระยะเวลาที่เรามี ให้เกิดผลสำเร็จให้มากที่สุด ทุกคนคงมีความพึงพอใจกับนโยบายคนละครึ่งพลัสที่เราทำให้ ขอยืนยันว่านโยบายคนละครึ่งพลัส เฟสสอง ก็จะเป็นนโยบายหลัก พรรคภูมิใจไทยจะเร่งดำเนินการให้กับพ่อแม่พี่น้องประชาชนทันทีเมื่อเราเข้าไปบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะในรูปแบบไหนเราก็จะนึกถึงพ่อแม่พี่น้องเป็นลำดับแรก

อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน เผยอีกว่า “ส่วนเรื่องของบ้านเมือง ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนในที่นี้มีความรักชาติ หวงแหนแผ่นดิน พวกผมยอมถวายหัว ตารางนิ้วเดียวก็ให้ใครไม่ได้ ขอให้มีความมั่นใจ เราได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว เราไม่ได้เอาอะไรไปแลกเปลี่ยน เราไม่เสียอะไรเลย เราได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเรากลับคืนมา ถือว่าที่พวกเราทำได้ เพราะเราเชื่อว่าคนไทยทุกคนมีความหวงแหวนแผ่นดินนี้ คนที่เป็นหัวหน้ารัฐบาล การตัดสินใจในการดำเนินการใดๆ ก็ตามในการรักษาชาติบ้านเมือง ต้องหันมาดูถ้าประชาชนบอกให้เป็นแบบนี้ก็ต้องเป็นแบบนี้ เราจะไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ และครั้งนี้เป็นครั้งแรก เวทีนี้เป็นเวทีแรกที่ผมมาพูดกับประชาชนแบบหาเสียงแบบปราศรัย คนก็บอกว่าอย่าให้เครื่องติด ถ้าเครื่องติดสามทุ่มยังไม่เลิก แต่ผมไม่อยากรบกวนเวลาทุกคน ขอทำงานรับใช้ดีกว่า มั่นใจว่าผู้สมัครฯ ประเดิมชัย เข้าใจพื้นที่ เข้าใจความต้องการของพ่อแม่พี่น้อง สามารถประสานงานกับพวกผมที่ทำงานบริหารราชการแผ่นดินได้”

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยยังเผยอีกว่า เราทุกคนที่เข้ามามีประสบการณ์ทั้งนั้น พร้อมกล่าวถึง “เอกนัฏ ด้านการเมืองการบริหาร สามารถทำงานเชื่อมประสาน สามารถสร้างความสำเร็จที่เป็นที่ต้องการของประชาชน”

“ศุภมาส ทำงานกับผมตั้งแต่ผึ้งน้อย ตอนนี้เติบใหญ่ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจ ประสบความสำเร็จทุกอย่าง ผมก็เลยบอกว่าเก่งแบบนี้ ทิ้งธุรกิจไปมาทำงานรับใช้บ้านเมือง มาทำงานทุกอย่างใช้ความรู้ความสามารถ เป็น สส.ในพื้นที่ตั้งปี 2544 ท่านเชื่อผมอยู่เสมอ มีความยินดีภาคภูมิใจที่ได้ทำงานรับใช้ประชาชน เป็น สส. เป็นรัฐมนตรี มีความรู้ความสามารถทำงานให้กับประชาชนให้กับบ้านเมือง”

“ซาบีดา ตอนที่คุณพ่อมาฝากผมบอกว่าอยากให้ลูกสาวได้มารับใช้ชาติ ได้มาเป็นคนบริหารบ้านเมือง หัวหน้าเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เที่ยวนี้เอาลูกสาวมาเป็นรัฐมนตรีช่วย ผมบอกว่า “โอ้โห เราต้องมานั่งฝึกเด็กอีกแล้ว” ที่ไหนได้ทำงานเหมือนกับถูกฝึกมาอย่างดี ตั้งใจทำงานให้กับประชาชน ไปไหนก็มีแต่คนรัก ผมเดินไปไหนก็มีแต่คนทัก ซาบีดามากกว่าอีก เพราะเขาเป็นคนมีความตั้งใจ มีความรู้มีความทุ่มเทจริงจัง ละเอียด เลือดที่ได้มาจากการเป็นลูกสาวนักการเมืองที่ทุ่มเทให้กับประชาชน วันนี้เขาคือแกนนำคนหนึ่งของพรรคภูมิใจไทย มาทำงานให้กับบ้านเมือง คุณพ่อต้องไปหาเสียงอยู่อุทัยธานี ลูกทำหน้าที่รัฐมนตรี ไปที่ไหนก็สร้างชื่อเสียง ตอนนี้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ทำให้ประเทศไทยได้มีวัฒนธรรมชื่อเสียงระดับโลก”

ทั้งนี้ ซาบีดา กระซิบข้างหูบอกว่า “คุณอา ถ้าเกิดต้องยิงกันรบกัน ซ่อมได้หมด ทำได้หมดทุกปราสาท รับรองออกมาสวยกว่าเดิม” ทำให้ผมนำมาประกอบการตัดสินใจในการรักษาแผ่นดินของเรา เพราะผมก็ต้องกลัวนู่นกลัวนี่ แต่สุดท้ายนี่คือการตัดสินใจ ตัดสินใจยิ่งกว่าผู้ชาย เด็ดเดี่ยว เด็ดขาด มั่นคง ขยัน

พร้อมระบุอีกว่า “ตระกูลไทยเศรษฐ์อยู่อุทัยธานี หาเสียงกับพี่น้องไม่ต้องมาตรงนี้ ยังไงก็ยกจังหวัด เพราะรับใช้มาตั้งแต่รุ่นไหนต่อรุ่นไหน ไม่เคยทิ้ง”

แต่วันนี้ก็มาพบปะกับพวกเราในที่นี้ เพราะเขาต้องการให้พวกเรามั่นใจว่า เที่ยวนี้เลือกพรรคภูมิใจไทย เข้าไปรับรองมีคนทำงานให้พี่น้องทุกมิติ

อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน ยังถามด้วยว่า “ด้านเศรษฐกิจ, ชอบ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ หรือไม่? ผมไม่ใช่คนตั้ง แต่พี่น้องคือคนตั้ง ถ้าอยากให้ ศุภจี ทำงานเป็นรัฐมนตรีพาณิชย์ ดูแลการค้าการตลาดแบรนด์ไทยแลนด์ ชื่อเสียงของประเทศไทยในสินค้าที่แปะยี่ห้อเมดอินไทยแลนด์ เชื่อ ศุภจี หรือไม่ ถ้าเชื่อก็เลือก ศุภจี มาเป็นรองนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐมนตรีที่ดูแลกระทรวงพาณิชย์ สมใจอยาก มีแต่คนบอกให้ผมตั้ง ผมบอกว่าผมไม่ได้เป็นคนตั้ง แต่ท่านคือคนตั้ง โดยการใช้สิทธิ์ของท่านในการกาเบอร์ 37 ให้พวกเรา พวกเราทำอย่างอื่นไม่ได้ ไปที่ไหนก็พูดคืนคำไม่ได้เด็ดขาด”

ส่วนเรื่องของการเงินการคลัง, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ “คนละครึ่งพลัสก็มาจากคนนี้ เข้ามาปุ๊บพร้อมทำงานทันที ดำเนินนโยบายให้ออกมาเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว เลือกเบอร์ 37 ก็จะได้ เอกนิติ กลับมาทำงานรับใช้ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ไม่ใช่มาทำคนละครึ่งพลัสอย่างเดียว จะต้องมารักษาวินัยการเงินการคลังให้กับทุกคน มารักษาเงินบาทให้สามารถทำให้การส่งออก การจ้างงานอยู่ในสภาวะที่ทำให้ทุกคนมีความเข้มแข็ง เลือกพรรคภูมิใจไทยเบอร์ 37 มีคนดูแลด้านการต่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยไม่เป็นรองใคร คือ ศีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กระทรวงการต่างประเทศ เป็นวันที่พรรคภูมิใจไทยมีบุคลากรที่มาพร้อมทุกมิติ ภาคการเมืองก็มีพวกผมที่จะมาทำงานให้กับพ่อแม่พี่น้อง”

อนุทิน กล่าวอีกว่า “พวกเราเป็นคนที่มีประสบการณ์ ไม่ใช่มาจากที่ไหนและมาบอกว่าจะทำนู่นทำนี่ให้ พวกเราประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานของแต่ละคนอย่างเต็มที่ นี่คือความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย ในวันนี้เราจึงใช้คำว่าภูมิใจไทยที่แปลว่าบวก บวกแล้วบวกอีก บวกไปเรื่อยๆ ให้กับประชาชน เที่ยวนี้อย่าให้พูดจนน้ำลายแห้งแล้วก็เดินกลับบ้านคอตก ผมกับประเดิมชัย เที่ยวที่แล้วกวนอิมหมดไปหลายกระปุกเพราะนั่งรถแห่ หมอบอกว่าสงสัยต้องเปลี่ยนทั้งผิว เราก็ต้องเสนอนโยบายที่มีประโยชน์ วันนี้เราได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นที่เราเคยบอกว่าเราจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ถ้าเลือกเรา แต่วันนี้ยังไม่เลือกยังทำให้เต็มที่แบบนี้ เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับทุกคนว่าพวกเราพูดแล้วทำ ขอให้ความไว้วางใจกับพวกเรา กาเบอร์ 4 บัตรสีชมพูกาเบอร์ 37”

พร้อมเล่าด้วยว่า “ตอนที่ผมหยิบขึ้นมาเกือบเป็นลม มือไม่เคยเกินหลักเดียว แต่หยิบขึ้นมา 37 แต่ก็มีคนปลอบ 3 + 7 เป็น 10 1 + 0 เป็น 1 อย่ากาเบอร์ 1 ต้องกาเบอร์ 37 พวกเราจะทำงานอย่างเต็มที่รับใช้ประชาชน”

จากนั้น อนุทิน ได้เดินหาเสียงในย่านบึงพระราม 9 ก่อนที่จะขี่มอเตอร์ไซค์หาเสียงไปเวทีปราศรัยจุด 2 โดยมี เอกนัฏ ซ้อนท้ายไปด้วยและให้สื่อมวลชนวิ่งตาม

เมื่อถึงเวทีปราศรัยจุดที่ 2 อนุทิน กล่าวว่า “รู้สึกดีใจที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ครั้งนี้ก็หวังว่าประชาชนจะให้โอกาส ประเดิมชัย ทำงานรับใช้ประชาชน หากมั่นใจในการทำงานของพรรคภูมิใจไทย ที่ทำงานอยากไม่มีคำว่าเหน็ดเหนื่อย เพราะอยากจะตอบแทน และเติมความคาดหวังให้ประชาชน วันนี้ผมพูดตรงๆ คือมาขอคะแนน และขอให้โอกาสอีกครั้งหนึ่ง พรรคภูมิใจไทยวันนี้เติบโตขึ้นมา และพยายามเติมเต็มสิ่งที่เคยขาด”

ครั้งที่แล้วคะแนนของประเดิมชัยไม่พอ จึงไม่ได้เป็น สส. แต่สิ่งที่ผมรู้มาตลอดคือ ประเดิมชัยไม่เคยทิ้งพื้นที่ และเชื่อว่าวันหนึ่งประชาชนจะกลับมาให้โอกาสอีกครั้งหนึ่ง เพราะสุดท้ายคนที่อยู่ใกล้ชิดพื้นที่ เข้าถึงหัวจิตหัวใจของประชาชน ผมจึงมั่นใจว่าในเขตนี้ไม่มีใครที่จะทุ่มเท และตั้งใจรับใช้ประชาชนได้เท่ากับประเดิมชัย วันนี้ขอความเมตตา หากเลือกประเดิมชัย แต่ขอให้กาพรรคภูมิใจไทยด้วย พูดง่ายๆ “เลือกประเดิมชัย ได้อนุทินด้วย”

อนุทิน ชาญวีรกูล

อนุทิน กล่าวว่า “พวกเราอยากเหนื่อย อยากทำงาน อยากแก้ปัญหาให้กับประชาชน อย่างโครงการพอใจคนละครึ่งพลัส ถ้าประชาชนให้กลับไปก็ต้องดำเนินการทันทีหลังการเลือกตั้งทั้งเฟส 2 เฟส 3 เฟส 4 เฟส 5 เฟส 6 เพราะอะไรที่เป็นความพึงพอใจของประชาชน ก็คือประกาศิตที่ทำให้พวกผมต้องไปทำงานให้เกิดขึ้น”

วันนี้ผมรื้อเวทีการพูดไปเยอะ หวังว่าเดี๋ยวคงจะค่อยๆฝึก ผมถึงไม่ค่อยกล้าไปออกทีวีกับเขานี่แหละ เพราะพูดไม่ค่อยเก่ง แต่รับรองว่าทำงานไม่แพ้ใคร และพอเป็นนายกฯ มันออกรสออกชาติเหมือนสมัยก่อนยังไม่เป็นนายกฯ ขึ้นเวทีผมพูดน้ำไหลไฟดับ แต่พอเป็นนายกฯ มันยังมีหมวกอยู่ เดี๋ยวงานเข้า เดี๋ยวทัวร์ลง แต่ขอให้มั่นใจว่าพวกเราทุกคน พรรคภูมิใจไทยวันนี้มาขอโอกาส ไม่เคยน้อยใจ ไม่เคยผิดหวัง เพราะมันเป็นการตัดสินใจของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ผิดหวังไม่ได้ คาดหวังไม่ได้ ประชาชนว่าอย่างไร ก็เป็นไปตามนั้น โกรธยิ่งไม่ได้ใหญ่เลย ท้อไหม ก็นิดหนึ่ง แต่ตอนนี้ไม่ท้อแล้ว เป็นนายกฯ ท้อไม่ได้ ต้องมาทำงานให้ประชาชน เหลืออย่างเดียวที่ต้องทำคือ ตื้อ ขอให้ประชาชนให้โอกาสเรากลับมาทำงาน

อนุทิน ชาญวีรกูล

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวด้วยว่า “วันนี้เป็นโอกาสของประชาชน ไม่ใช่โอกาสของผม และพรรคภูมิใจไทยที่จะมี สส. คนแรกใน กทม. เท่านั้น แต่เป็นโอกาสของประชาชน ที่จะทำให้ผมได้มีบัญชาฟันฝ่าทำงานโดยไม่ต้องกังวลอะไรเลย ซึ่งผมเข้ามาทำงานให้กับประชาชน 3 เดือนมั่นใจว่าได้แก้ปัญหาให้กับประชาชนหลายอย่าง ซึ่งประชาชนก็คงเห็นแล้วว่า พวกเราพูดแล้วทำจริงๆ และวันนี้สโลแกนพูดแล้วทำไม่พอ แต่เป็นพูดแล้วทำ พลัส ต้องทำเพิ่มไปเรื่อยๆ ซึ่งจะทำได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับประชาชน”

ย้ำว่า “การลงพื้นที่วันนี้เพราะประชาชนคือคนสำคัญมากสำหรับพรรคภูมิใจไทย วันนี้ไม่ย่อท้อ ถ้าหากไม่เลือกก็จะกลับมาอีก แต่ผมเชื่อว่าจะมีคนเลือกแน่นอน เพราะได้พิสูจน์การทำงานแล้ว ขอโอกาสกลับไปทำงานเต็มรูปแบบ เพราะคราวที่แล้วเป็นเสียงข้างน้อย แต่ถ้าเป็นรัฐบาลครั้งหน้าต้องเป็นเสียงข้างมากเท่านั้น จะได้มีความยั่งยืนยืดยาว เพื่อทำงานสานต่อให้ประสบความสำเร็จ ด้วยบุคลากรมืออาชีพ”

ด้าน เอกนัฏ กล่าวปราศรัยว่า “การเลือกตั้งในครั้งนี้มีประเด็นที่เป็นปัญหา ความสำคัญไม่ใช่แค่ปัญหาใกล้ตัวที่เจอทุกวัน ผมไปคุยกับชาวต่างจังหวัด ปัญหาที่อยู่ในใจของคนไทยทุกคน คือปัญหาเรื่องชายแดน ถ้าไม่กังวลแปลว่านายกฯ ทำงานดีมาก เพราะผมจำได้เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว ทุกคนยังมีความกังวล มีความหวาดกลัว ตกลงแล้วประเทศไทยจะถูกขายเป็นสมบัติให้กับกัมพูชาหรือไม่ ก่อนหน้านี้ 5-10 ปีที่ผ่านมา หลายคนบอกว่าโอกาสที่จะเกิดการปะทะอาวุธสงคราม ถูกนำมายิงกันตามแนวชายแดน คงจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น แต่ 3 เดือนที่แล้ว อาวุธสงครามถูกใช้ ปืนระเบิดถูกยิงข้ามชายแดนมาฝั่งไทย มีเด็ก สตรี ประชาชนคนบริสุทธิ์ที่ต้องเสียชีวิต มีขาทหารที่ทำหน้าที่รักษาอธิปไตยตามตะเข็บชายแดนถูกกับระเบิดขาขาด และยังมีการปะทะกันอยู่”

“วันนี้ภัยความมั่นคงที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เรื่องในจินตนาการหรือฝันเอาเอง ช่วงเวลาไม่ถึงสามเดือนที่รัฐบาลอนุทินเข้ามา ได้สนับสนุนกองทัพทหารในภารกิจการปกป้องสถาปนาพื้นที่ความมั่นคง จัดระเบียบตามแนวชายแดน ซึ่งก่อนหน้านี้พื้นที่ของประเทศไทยมีกองกำลังของฝั่งตรงข้ามรุกล้ำเข้ามาสร้างบังเกอร์ แต่วันนี้ไม่มีแล้ว สามารถจัดระเบียบแนวชายแดนได้หมด ทำให้คนไทยอุ่นใจ สบายใจ เกียรติและศักดิ์ศรีคนไทย อธิปไตยของประเทศอยู่ครบ 100%”

ดูข่าวก็ไม่มีความกังวลว่ารัฐบาลจะสนับสนุนกองทัพในภารกิจการต่อสู้หรือไม่ ทหารฝั่งตรงข้าม กองกำลังที่ใช้อาวุธโจมตีไทยจะหลบซ่อนอยู่ในที่ไหน ถูกเสิร์ฟไข่ทิ้งบอมบ์แบบไม่เกรงใจใคร แบบไม่ต้องติดเบรก รัฐบาลแบบนี้ท่านอยากได้หรือไม่ หรือใครอยากได้รัฐบาลที่แอบไปเจรจา ไปแบ่งผลประโยชน์ลับหลังโดยที่คนไทยไม่รู้ แบบนี้เราไม่อยากได้ เราอยากได้รัฐบาลที่ตรงไปตรงมา เวลามีประเด็นปัญหาเรื่องชายแดนก็จัดการแบบตรงไปตรงมา พื้นที่ของไทยคือพื้นที่ของไทย ทหารอาชีพต้องไปปฏิบัติหน้าที่ จะต้องยิงใคร ทิ้งระเบิดใส่ใครก็ต้องทำ

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์

เอกนัฏ กล่าวอีกว่า “พรรคภูมิใจไทยเสนอนโยบายเรือธง ประทับใจที่คนกรุงเทพฯ คิดถึงปัญหาใหญ่ คิดถึงภัยใกล้ตัว คิดถึงภัยของประเทศ เรียกร้องให้กลับมาเป็นรัฐบาล สิ่งแรกที่ต้องการคือกำแพงความมั่นคง สร้างกำแพงชายแดน ปกป้องชีวิตของทหาร แผ่นดินไทย ปัญหาชายแดนถ้าไม่จบดี ก็จะส่งผลกระทบต่อการลงทุน การค้าขาย ภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่น ถ้าเราแก้ปัญหาชายแดนไม่ได้ ก็ไม่สามารถจัดการปัญหาเรื่องอื่นได้ ถ้าประเทศไม่มีความมั่นคง เรื่องอื่นก็ทำไม่ได้”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์