ภาพ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ควักเงินสดส่วนตัวแจกประชาชน ระหว่างลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบอุทกภัยในเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร เมื่อค่ำวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงบนโลกออนไลน์
เหตุการณ์เกิดขึ้นหลังนายกรัฐมนตรีมอบถุงยังชีพให้ประชาชนบริเวณบ้านเอื้ออาทรบางเขน (คลองถนน) ก่อนยืนพูดคุยกับชาวบ้าน โดยช่วงหนึ่ง ‘อนุทิน’ นำเงินสดออกมาแจกให้กับประชาชนบางส่วน ขณะที่ผู้ที่ยังไม่ได้รับพยายามยื่นมือเข้ามาขอรับเงิน ทำให้นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า
“ใจเย็นๆ มีอยู่แค่นี้ เดี๋ยวไม่พอ”
ภาพดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่และตั้งคำถามต่อในสังคม ทั้งเรื่องความเหมาะสมของการที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนำเงินส่วนตัวมาแจกประชาชนระหว่างลงพื้นที่ รวมถึงคำถามว่า การให้เงินในลักษณะนี้เกี่ยวข้องกับข้อจำกัดทางกฎหมายหรือจริยธรรมหรือไม่ ?
ยิ่งเมื่อระหว่างการไลฟ์สดของ ‘เอกภพ เหลืองประเสริฐ’ อดีตผู้สมัคร สส.เขตสายไหม พรรคภูมิใจไทย ผ่านเพจ Survive - สายไหมต้องรอด มีช่วงที่เจ้าหน้าที่พยายามยกมือปิดกั้นการบันทึกภาพ ก่อนมีการยุติการไลฟ์สด ประเด็นดังกล่าวจึงถูกจับตามองมากขึ้น
ต่อมา อนุทิน ชี้แจงว่า เงินที่นำไปมอบให้ประชาชนเป็นเงินส่วนตัว พร้อมยืนยันว่า “เงินผมสะอาดแน่นอน” โดย ระบุว่า เงินที่นำไปมอบให้ประชาชนยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินเดือนที่ได้รับ และสาเหตุที่ต้องนำเงินออกมาแจก เพราะถุงยังชีพที่เตรียมไปหมดแล้ว ขณะที่ประชาชนยังเดินทางออกมารอรับความช่วยเหลือ จึงมอบสิ่งที่มีติดตัวไปเพื่อช่วยเหลือประชาชน
มุม ‘กฎหมาย’ มองอย่างไร ?
เมื่อคำถามจากสังคมขยับจากเรื่อง ‘ความเหมาะสม’ มาสู่เรื่อง ‘ผิดกฎหมายหรือไม่’ ? จึงเกิดการหยิบยกข้อจำกัดเกี่ยวกับการให้และรับทรัพย์สิน รวมถึงกฎหมายเลือกตั้งขึ้นมาพิจารณา
‘สมชัย ศรีสุทธิยากร’ อดีต กกต. ให้ความเห็นกับ SPACEBAR ว่า หากพิจารณาในมิติของกฎหมายเลือกตั้ง การกระทำดังกล่าว ไม่พบปัญหา เนื่องจากไม่ได้อยู่ในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง (หรือภายใน 180 วันก่อนสภาครบวาระ) ดังนั้น การที่นักการเมืองหรือนายกรัฐมนตรีนำเงินส่วนตัวไปให้ประชาชนจึงไม่ได้มีข้อห้ามตามกฎหมายเลือกตั้งในลักษณะดังกล่าว
ส่วนข้อกังวลเรื่อง 3,000 บาท สมชัย อธิบายว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกรณีที่ข้าราชการประจำหรือฝ่ายการเมืองเป็นผู้ ‘รับ’ เงินหรือทรัพย์สินจากผู้อื่น โดยต้องพิจารณาด้วยว่าเป็นการให้โดยธรรมจรรยาหรือไม่ เช่น การให้ในโอกาสงานแต่งงานหรืองานบวช
แต่กรณีของ อนุทิน เป็นคนละลักษณะ เพราะเป็นการที่ฝ่ายการเมืองนำเงินของตัวเองไป ‘ให้’ ประชาชน ดังนั้นจึงไม่ได้มีข้อจำกัดในลักษณะว่าจะต้องไม่เกิน 3,000 บาท และสามารถมอบเงินมากกว่านั้นได้
เมื่อถามต่อว่า การมอบเงินดังกล่าวจะนำไปสู่การ ร้องเรียนด้านจริยธรรมหรือไม่ สมชัย ระบุว่า ยังไม่เห็นประเด็นที่จะนำไปสู่การร้องเรียนด้านจริยธรรม เนื่องจากยังไม่เห็นว่าเป็นการประพฤติที่ขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ไม่ผิดกฎหมาย แต่ 'คาใจ' สังคม
แม้ในมิติข้อกฎหมาย ‘สมชัย’ จะระบุว่า ไม่พบปัญหาตามกฎหมายเลือกตั้ง และยังไม่เห็นประเด็นด้านจริยธรรมที่จะนำไปสู่การร้องเรียน แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็ยังเปิดพื้นที่ให้สังคมตั้งคำถามในอีกหลายมิติ
คำถามแรก คือ ความเหมาะสมของการที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนำเงินส่วนตัวมาแจกประชาชนระหว่างลงพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อการแจกเกิดขึ้นต่อหน้าประชาชนจำนวนมาก และมีภาพเผยแพร่ในโลกออนไลน์ จนเกิดข้อถกเถียงว่า ควรมองเป็นการช่วยเหลือเฉพาะหน้า หรือ ควรมองในฐานะการกระทำของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
อีกคำถาม คือ การช่วยเหลือด้วยเงินส่วนตัว อาจสร้างความคาดหวังต่อบทบาทของนักการเมืองหรือไม่ ? เพราะหากภาพการนำเงินส่วนตัวมาแจกกลายเป็นภาพที่สังคมคุ้นชิน ก็อาจทำให้เกิดความคาดหวังว่า เมื่อประชาชนเดือดร้อน นักการเมืองที่ลงพื้นที่ควรต้องมีเงินติดตัวมาช่วยเหลือด้วย
ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อสังเกตของ ‘สมชัย’ ที่มองว่า แม้ผู้มีศักยภาพจะสามารถนำทรัพย์สินส่วนตัวไปช่วยประชาชนได้ แต่ก็อาจกลายเป็นการสร้างมาตรฐานที่ไม่เหมาะสม และทำให้ประชาชนคาดหวังให้นักการเมืองนำเงินส่วนตัวมาช่วยเหลือ ทั้งที่การช่วยเหลือประชาชนควรใช้ กลไกของรัฐ เป็นหลัก
อีกด้านหนึ่ง สังคมยังตั้งคำถามต่อ เหตุผลของการนำเงินออกมาแจก หลังนายกรัฐมนตรีระบุว่าถุงยังชีพที่เตรียมไปหมดแล้ว จึงนำเงินส่วนตัวมาให้แทน สิ่งนี้จึงย้อนกลับไปสู่คำถามเรื่อง ระบบจัดการและการเตรียมความช่วยเหลือ ว่า ในสถานการณ์ที่ประชาชนยังต้องการความช่วยเหลือ กลไกของรัฐมีความพร้อมเพียงใด
เรื่องนี้จึงอาจไม่ได้มีเพียงคำถามว่า ‘เงินสะอาดหรือไม่’ หรือ ‘ผิดกฎหมายหรือไม่’ ? แต่ยังมีคำถามในมิติทางสังคมว่า การช่วยเหลือด้วย เงินส่วนตัวของนักการเมือง อยู่ตรงไหน ? เมื่อเทียบกับหน้าที่และกลไกของรัฐในการดูแลประชาชนในภาวะวิกฤต




