อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน หลังรัฐบาลและฝ่ายค้านยังไม่สามารถตกลงกรอบเวลาร่วมกันได้ โดยยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมเข้ารับการอภิปราย แต่ขณะนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประธานสภาผู้แทนราษฎร หลังทั้งสองฝ่ายหารือกันแล้วแต่ยังมีเงื่อนไขที่ไม่ตรงกัน
“ประธานสภาผู้แทนราษฎรว่าอย่างไร ก็เอาตามนั้น”
เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการจัดอภิปรายช่วงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีภารกิจค่อนข้างแน่น อนุทินระบุว่า ต้องสอบถามประธานสภาฯ โดยรัฐบาลพร้อมเข้ารับการอภิปรายตั้งแต่วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคมเป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สะดวกที่สุดสำหรับรัฐบาล
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐมนตรีหลายคน โดยเฉพาะผู้ที่ถูกยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้เลื่อนภารกิจต่าง ๆ ออกไปแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมเข้าร่วมการอภิปรายในสัปดาห์หน้า แต่เมื่อฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับกรอบเวลาที่เสนอ จึงต้องหาวันใหม่ ซึ่งทำได้ยากเพราะมีภารกิจสำคัญทั้งในและต่างประเทศรออยู่
ภารกิจดังกล่าว ได้แก่ การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 (APEC 2026) ที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 49 ที่เขตมหานครมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ การเดินทางเยือนประเทศไทยของนายกรัฐมนตรีจีน รวมถึงการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐบาลไทยกับเลขาธิการองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)
รัฐบาลเลื่อนประชุม ครม. เปิดทางอภิปรายเพิ่ม แต่ต้องหาวันใหม่
อนุทินระบุว่า รัฐบาลเตรียมความพร้อมล่วงหน้าโดยคาดหวังว่าจะสามารถตกลงวันอภิปรายกับฝ่ายค้านได้ ถึงขั้นเลื่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีประจำสัปดาห์มาเป็นช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ใช้เวลาที่เหลือของวันสำหรับการอภิปรายเพิ่มเติม
“ถ้าว่างจริง ๆ ก็เป็นสัปดาห์หน้า เพราะเราคิดว่าน่าจะตกลงกันได้ แม้แต่การประชุม ครม.ก็เลื่อนมาเป็นเช้าวันจันทร์ที่ 26 ต.ค. เพื่อที่จะได้แถมวันจันทร์ให้อภิปรายอีกวันหนึ่ง แต่เมื่อไม่เป็นเช่นนั้นก็ต้องหาวันกันใหม่”
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ายังพอมีเวลาให้ฝ่ายค้านอภิปรายหรือไม่ นายกรัฐมนตรีตอบสั้น ๆ ว่า “ยาก” ส่วนจะกำหนดช่วงเวลาใหม่เมื่อใดนั้น ยังไม่สามารถระบุได้ เพราะรัฐมนตรีแต่ละคนมีภารกิจของตนเอง และหลายคนได้เลื่อนงานเพื่อรอการอภิปรายในสัปดาห์หน้าไปแล้ว จึงต้องให้ประธานสภาฯ หารือเพื่อกำหนดวันใหม่
สำหรับโอกาสที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้อาจไม่เกิดขึ้น อนุทินกล่าวว่า “ไม่ทราบ เพราะเราก็พร้อมอยู่แล้ว เราก็อยากให้ทุกอย่างมันจบ”
‘ร่มธรรม’ ชี้ฝ่ายค้านขอ 5 วัน 60 ชั่วโมง ย้ำรัฐบาลขยายเวลาให้แล้ว
ขณะที่ ร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามถึงการหารือกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายค้านกลับมาเจรจา โดยระบุว่า การกำหนดวันอภิปรายไม่ควรกลายเป็นปัญหา และขอให้ทั้งสองฝ่ายถอยคนละก้าวบนพื้นฐานของข้อจำกัดที่เกิดขึ้นจริง
ร่มธรรมระบุว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของ สส. โดยเฉพาะฝ่ายค้านในการตรวจสอบคณะรัฐมนตรี แต่การกำหนดวันและเวลาต้องผ่านการเจรจาและเห็นชอบร่วมกัน เนื่องจากทั้ง สส.ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีต้องร่วมกันดำเนินการ ทั้งการเข้าร่วมประชุม การชี้แจงข้อกล่าวหา และการลงมติ
ร่มธรรมกล่าวว่า ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 โดยต้องการเวลาอภิปราย 60 ชั่วโมง ไม่รวมเวลาชี้แจงของ ครม. และเวลาควบคุมการประชุม รวมเป็น 5 วันอภิปรายและ 1 วันลงมติ ขณะที่ต้องการจัดอภิปรายในช่วงปลายเดือนตุลาคม
อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามไปยัง ครม. ได้รับแจ้งว่ารัฐบาลสะดวกเข้าชี้แจงระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคม ซึ่งเป็นกรอบเวลา 3 วันอภิปรายและ 1 วันลงมติ ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีข้อจำกัดที่ไม่ตรงกัน โดยฝ่ายค้านเห็นว่าเวลา 3 วันไม่เพียงพอ ส่วนกรอบ 5 วันตามที่ต้องการก็ไม่สอดคล้องกับตารางภารกิจของรัฐบาล
วิป 3 ฝ่ายเจรจาสองรอบ ก่อนฝ่ายค้านวอล์กเอาต์
ร่มธรรมอธิบายว่า ในการประชุมวิปร่วม 3 ฝ่าย เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ซึ่งมีรองประธานสภาฯ วิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้านเข้าร่วมหารือ ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันว่าการอภิปราย 5 วันและให้ฝ่ายค้านใช้เวลา 60 ชั่วโมงไม่สามารถดำเนินการได้ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาที่ ครม. สะดวก ขณะเดียวกัน การอภิปรายเพียง 3 วันก็ไม่ตอบโจทย์ฝ่ายค้าน
ที่ประชุมจึงหารือให้แต่ละฝ่ายกลับไปพิจารณาความเป็นไปได้ในการลดกรอบเวลาลงเหลือ 4 วัน รวมถึงพิจารณาว่าหากต้องเลื่อนไปอภิปรายในเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลจะสะดวกช่วงใด
ต่อมาในการประชุมวิป 3 ฝ่าย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม วิปรัฐบาลประสานกับ ครม. และเสนอขยายเวลาเป็นอภิปราย 4 วัน ระหว่างวันที่ 26-29 ตุลาคม และลงมติวันที่ 30 ตุลาคม โดยให้เวลาฝ่ายค้านอภิปราย 45-48 ชั่วโมง ซึ่งร่มธรรมระบุว่าเป็นกรอบเวลาที่มากที่สุดนับตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
อย่างไรก็ตาม ร่มธรรมระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม รวมถึงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคนมีภารกิจสำคัญทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ไม่สามารถจัดสรรเวลาอภิปรายต่อเนื่อง 5 วันได้
ขณะที่ฝ่ายค้านยังยืนยันว่า หากจัดในช่วงปลายเดือนตุลาคม ต้องใช้เวลาอภิปราย 5 วัน รวม 60 ชั่วโมง เพราะไม่สามารถปรับลดเวลาของผู้อภิปรายได้ทัน แต่หากลดเหลือ 4 วัน ต้องการให้จัดในเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม พร้อมเสนอให้ประธานสภาฯ ทำหนังสือสอบถาม ครม. เพื่อหาวันใหม่
ร่มธรรมระบุว่า ระหว่างการหารือ ฝ่ายค้านได้วอล์กเอาต์จากที่ประชุม พร้อมกล่าวให้ดำเนินการกันต่อไปได้ ทำให้จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องวันอภิปราย
จี้ฝ่ายค้านกลับมาเจรจา ย้ำรัฐบาลพร้อมหาทางออกร่วมกัน
ร่มธรรมตั้งข้อสังเกตว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจสะท้อนว่าฝ่ายค้านไม่ได้ให้ความสำคัญกับการหารือเพื่อกำหนดวันและเวลาตั้งแต่ต้น ทั้งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดของการอภิปราย พร้อมยืนยันว่าฝั่ง ครม. และ สส.รัฐบาลพร้อมเข้าร่วมการอภิปราย และพยายามจัดหาวันที่เป็นไปได้ รวมถึงขยายเวลาให้มากที่สุดเท่าที่ข้อจำกัดจะเอื้ออำนวย
อย่างไรก็ตาม ร่มธรรมระบุว่า สิ่งที่ยังไม่เห็นคือความพยายามของฝ่ายค้านในการหาทางออกร่วมกัน ทำความเข้าใจข้อจำกัดของรัฐบาล และปรับลดเวลาอภิปรายให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ต้องการ โดยย้ำว่าไม่เชื่อว่าฝ่ายค้านไม่พร้อมอภิปรายตามที่มีบางฝ่ายตั้งข้อสงสัย
ร่มธรรมทิ้งท้ายว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องกลับมาพูดคุยและเจรจากันอีกครั้ง พร้อมเรียกร้องให้ฝ่ายค้านกลับเข้าสู่การหารืออย่างจริงใจ ถอยกันคนละก้าว และอยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย




