‘อนุทิน’ ลั่น! ‘ภูมิใจไทย’ ไม่ใช่ ‘เอเยนต์ระบอบสีน้ำเงิน’ แต่เป็น ‘ผู้ผลิต’ สร้างจิตสำนึกให้คนไทย

27 พ.ค. 2569 - 18:58

  • ‘อนุทิน’ โต้ปม “ระบอบสีน้ำเงิน” ลั่น ‘ภูมิใจไทย’ ไม่ใช่ “เอเยนต์”

  • แต่เป็น “ผู้ผลิต” สร้างจิตสำนึกรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

  • ย้ำไม่ได้ติดหนี้บุญคุณพรรคประชาชน เพราะได้เป็นรัฐบาลจากเสียงประชาชน

‘อนุทิน’ ลั่น! ‘ภูมิใจไทย’ ไม่ใช่ ‘เอเยนต์ระบอบสีน้ำเงิน’ แต่เป็น ‘ผู้ผลิต’ สร้างจิตสำนึกให้คนไทย

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุในทำนอง “พรรคภูมิใจไทยเป็นเอเยนต์ (Agent: ตัวแทน) ระบอบสีน้ำเงิน” ว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เป็นเอเยนต์ แต่เป็น Manufacturer (ผู้ผลิต) และสร้างจิตสำนึกให้คนไทยรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน

“ระบอบสีน้ำเงิน” หากจะกล่าวถึงแล้ว ไม่ใช่เฉพาะสถาบันพระมหากษัตริย์ ต้องรวมถึงความเป็นประเทศ หากเรามีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี และเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าใครจะมาบัญญัติศัพท์นี้ ก็คือประเทศไทย ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยไม่ใช่เอเยนต์ ไม่ต้องตั้งตัวแทนจำหน่าย

เมื่อถามถึงมุมมองต่อท่าทีของหัวหน้าพรรคประชาชนที่ออกมาพูดเรื่องนี้ อนุทินกล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอก เอาที่สบายใจ”

ส่วนกรณีที่ “ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคประชาชน” ออกมาระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหม่ไม่ควรมีองคมนตรี นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในบริบทของพรรคภูมิใจไทยเป็นที่เรียบร้อย ติดหนี้บุญคุณประชาชนเท่านั้น

พร้อมยืนยันว่า “ขอบคุณ แต่ไม่ได้ติดหนี้ และก็แล้วกันไปหมดแล้ว ถ้าจะบอกว่าให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก และต่อมาหัวหน้าพรรคประชาชนก็ได้ร้องขอให้ผมยุบสภาฯ ระหว่างการอภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ซึ่งผมก็ยุบสภาฯ ให้แล้ว ก็ถือว่าจบแล้วตรงนั้น”

ที่ผมมายืนอยู่ตรงนี้ ก็มาจากประชาชน จากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้รับการลงคะแนนมาเป็นพรรคอันดับหนึ่ง และการจัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่มี สส. ของพรรคประชาชนมาสนับสนุนผมสักคนเดียว ดังนั้น ผมไม่ได้ติดหนี้บุญคุณอะไร

เมื่อถามว่า การเดินเกมครั้งนี้ของพรรคประชาชนถือว่าจะทำให้บ้านเมืองเกิดความขัดแย้งหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “พอแล้วๆ”

ส่วนกรณีณัฐพงษ์ไม่ยอมขอโทษตามข้อเรียกร้องของกลุ่ม สว. หลังกล่าวหา “สว. อยู่ในระบอบสีน้ำเงิน” อนุทินกล่าวว่า ผมไม่ได้เรียกร้องให้เขามาขอโทษ เรื่องเป็นเรื่องระหว่างเขากับคู่กรณีของเขา ซึ่งผมไม่ใช่คู่กรณี

เผย ‘ฝรั่งเศส-ยูเนสโก’ รับฟังคำชี้แจงปม ‘ไทย-กัมพูชา’ ย้ำยึดแผนที่ 1:50,000 หากใช้ 1:200,000 “ไม่ต้องมาคุยกับประเทศไทย”

ส่วนในภารกิจเดินทางเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งมีโอกาสพูดคุยเรื่องสถานการณ์ไทยกับกัมพูชาด้วย ท่าทีของ เอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เป็นอย่างไรนั้น

อนุทิน ระบุว่า “ดีครับ เรามีการหารือกัน อธิบายชี้แจง ในส่วนที่นานาชาติสงสัย ไม่ใช่แค่ตัวประธานาธิบดีมาครงเพียงอย่างเดียว เราได้ไปชี้แจงยูเนสโก และหารือกับเขาในหลายประเด็น”

ส่วนกรณีที่กัมพูชาขอแผนที่จากฝรั่งเศส ไทยได้พูดคุยเรื่องนี้ด้วยหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า “ไม่มีปัญหา ไทยก็มีระบบที่เรายึดถืออยู่แล้ว ไม่ว่าจะขอจากใครไม่มีความหมายอะไร เรามีข้อตกลง มีข้อสรุปในระดับหนึ่งที่เราจะยึดถือ”

ถ้าตรงไหน 1 ต่อ 50,000 ไม่ได้ 1 ต่อ 200,000 ไม่มีแล้ว ถ้ายังใช้ 1 ต่อ 200,000 ไม่ต้องมาคุยกับประเทศไทย 1 ต่อ 50,000 ใช้ได้บางจุด ถ้าตรงไหนเป็นที่สงสัยก็ลิปดา

เมื่อถามว่าเราได้ยืนยันเรื่องแผนที่อย่างไร อนุทินกล่าวว่า “อย่าถามรายละเอียด ต้องเอาหลักการไว้ก่อน รายละเอียดต้องมานั่งแถลงกัน”

ส่วนเรื่องมรดกโลกที่ทางยูเนสโกได้ให้ข้อมูล หรือรายละเอียดอย่างไร อนุทินกล่าวว่า “เราได้ชี้แจงเขาไป และให้ข้อเสนอไปว่า ไหนๆ มาแล้วก็มาดูทั้ง 2 ประเทศเลย ว่ามันห่างกันอยู่ไม่กี่กิโลเมตร พร้อมที่จะจัดให้มีการสำรวจ เพื่อให้สิ้นข้อเคลือบแคลงสงสัย”

เมื่อถามว่า ยูเนสโกตอบรับมาดูความเสียหายในพื้นที่ฝั่งไทยด้วยหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า “consider (กำลังพิจารณา) เรายังไม่ได้ทำเรื่องไปขออะไร แต่มีคู่กรณีเราทำเรื่องไปขออย่างเป็นทางการ เขาก็บอกว่าจะไปดูและมี Report (รายงาน) การที่จะมีรายงาน จะต้องมาดูทั้งสองฝั่ง รับฟัง แม้ว่าขั้นตอนรายงานจะถูกขอจากคู่กรณี แต่ในฐานะที่เขาเป็นองค์กรระหว่างประเทศ ก็ควรต้องวางตัวเป็นกลางอยู่แล้วในสถานะของเขา”

ถ้าไม่ Report เก็บไว้เฉยๆ ก็แล้วไป เราไม่ว่าอะไร แต่ถ้ามี Report ออกมาเผยแพร่ในที่สาธารณะ เราก็แจ้งว่าต้องมา ให้โอกาสได้ชี้แจงด้วย

ส่วนกรณีที่มี “ทหาร” เข้ามานั่งในคณะกรรมการเจบีซี จะทำให้เกิดความตึงเครียดหรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า “ไม่มีอะไรครับ คนที่มีประสบการณ์อยู่แล้ว มีความอาวุโส และผ่านเวทีอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่าจะมีการเริ่มพูดคุยเจรจาเมื่อใด อนุทินกล่าวว่า “ทางกระทรวงการต่างประเทศและทหาร มีการเตรียมการของเขาอยู่ เจรจาแปลว่าอะไร คือการต้องพูดคุยกันทั้งสองฝั่ง การเจรจาในบริบทของรัฐบาลชุดนี้ หรือแนวทางที่ผมให้ไป คือการเจรจาแล้วต้องได้ผลกลับมา”

ไม่ใช่ไปนั่งคุยเฉยๆ แล้วเลื่อนไปเรื่อยๆ ให้เขาได้เตรียมตัวกันนิดนึง มันเป็นรูปแบบใหม่ ผมคิดว่าการจะไปเจรจา ต้องมีผลลัพธ์และเจรจาอย่างจริงจัง และเจรจาแล้วต้องช่วยกันด้วย ไม่ใช่ว่าไปถึงแล้ว อาหารก็ไม่กิน กลัวเขาใส่ยาพิษ ก็ไม่ต้องคุยกัน ก็มาคุยกันให้รู้เรื่อง มาที่เราครั้งหนึ่ง 2 ครั้ง 3 ครั้ง แล้วกลับไปที่เขาบ้าง แบบนี้ถึงจะคุยได้ ถ้ามาแบบข้ามมา นัด 8.00 น. มา 10.00 น. เที่ยงกลับ ไปมาอีกที 15.00 น. เสียเวลา

เดินหน้ากวาดล้าง ‘มาเฟียภาคใต้’ เต็มที่ ไม่เว้นแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐ

นายกรัฐมนตรียังให้สัมภาษณ์ถึงการปราบปรามกลุ่มผู้มีอิทธิพล และมาเฟียในสถานที่ท่องเที่ยวภาคใต้ ว่า “เราก็อยู่ระหว่างกวาดล้าง ซึ่งเมื่อครู่นี้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รายงานให้ผมทราบ ซึ่งเราดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งเราจะเห็นได้จากที่ภูเก็ต แม้กระทั่งฝ่ายราชการ เราก็ดำเนินการสืบสวนสอบสวนให้ข้อเท็จจริง และจะเห็นผลในเร็ววันนี้”

เลิกพูดได้แล้วเรื่องมาเฟีย ผมคิดว่าทั้งฝ่ายปกครอง ฝ่ายตำรวจ เขาทราบธงของรัฐบาลชุดนี้เป็นอย่างดี และธงนี้ก็ปักใกล้ๆ ไม่ใช่ไปปักไกลๆ ต้องให้เห็นผลในเวลาอันรวดเร็ว และดำเนินคดีกับทุกๆ ฝ่ายที่กระทำผิดกฎหมาย เป็นหลักง่ายๆ แค่นี้เอง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์