การเมืองไทย ณ ปัจจุบัน ปรากฏภาพลักษณ์ที่น่าสนใจอย่างยิ่งผ่านโครงสร้างของฝ่ายบริหารที่ทำเนียบรัฐบาล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยการเมืองของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน อนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเป็นจุดตัดที่สำคัญระหว่างประวัติศาสตร์การเมืองยุค "ไทยรักไทย" ที่รุ่งเรืองในอดีต กับระเบียบอำนาจใหม่ที่พยายามสร้างเสถียรภาพผ่านการประนีประนอม
หากพิจารณาอย่างถ่องแท้ คณะรัฐมนตรีชุดนี้ไม่ใช่เพียงการจัดสรรโควตาตามพรรคการเมืองธรรมดา แต่เป็นการ "รวมญาติ" ครั้งมโหฬารของเหล่าทายาทนักการเมือง ซึ่งเป็นคนกันเองทังนั้นในอดีต
ปรากฏการณ์ "คนกันเอง" นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเหนียวแน่นของ เครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนบุคคล-เชิงตระกูล ที่ฝังรากลึกในระบบการเมืองไทย ซึ่งก้าวข้ามผ่านทั้งการ รัฐประหาร ยุบพรรค เปลี่ยนขั้วทางการเมือง หลายต่อหลายครั้ง เรียกว่า ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันทั้งสิ้น
เมื่อ “คนกันเอง” กลับมารวมตัวกัน
ความน่าสนใจของคณะรัฐมนตรี ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล คือ การที่สมาชิกส่วนใหญ่ มีความทรงจำร่วมกันใน "ระบอบทักษิณ" ไม่ว่าจะเป็นในฐานะ รัฐมนตรี ร่วมคณะในอดีต หรือในฐานะทายาท ที่เติบโตมาในบรรยากาศการเมือง ยุค "ไทยรักไทย-พลังประชาชน-เพื่อไทย"
อนุทิน เองเริ่มต้นเส้นทางการเมืองที่โดดเด่น จากการเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ กระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นช่วงที่เขาได้เรียนรู้กลไกการบริหารประเทศและการจัดการการเมืองเชิงรุก
ในยุคนั้น พรรคไทยรักไทย ได้สร้างมาตรฐานใหม่ของการเป็นพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง และมีนโยบายที่กินใจประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างเครือข่าย "คนทำงาน" ที่เหนียวแน่น
เมื่อพรรคถูกยุบและเกิดวิกฤตการเมือง เครือข่ายเหล่านี้ไม่ได้สลายตัวไปทั้งหมด แต่ได้แตกตัวและแฝงตัวอยู่ในพรรคการเมืองต่างๆ จนกระทั่งโคจรกลับมาพบกันอีกครั้ง ภายใต้รัฐบาลที่มี อนุทิน เป็นผู้นำ
การกลับมาของคนเหล่านี้ในรูปแบบรัฐบาลปัจจุบันจึงเป็นเสมือน "เหล้าเก่าในขวดใหม่" ที่ปรับแต่งรสชาติให้เข้ากับบริบทการเมืองที่เปลี่ยนไป แต่ยังคงรักษา สูตรผสมเดิม ที่เน้นความไว้วางใจในหมู่ "คนกันเอง" เป็นหลัก
'ตระกูลชาญวีรกูล' จาก 'บริษัทรับเหมาฯ' สู่ตำแหน่ง 'ผู้นำสูงสุด'
หากจะวิเคราะห์รากฐานอำนาจของอนุทิน ไม่อาจละเลยบทบาทของบิดา คือ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้ก่อตั้ง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งก้าวข้ามจากโลกธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเข้าสู่การเมืองในระดับสูงสุด
ชวรัตน์ เคยดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ในช่วงรอยต่อที่สำคัญ พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่สืบทอดจาก ไทยรักไทย
ขณะที่ อนุทิน ไม่ได้เพียงแค่รับช่วงต่อธุรกิจจากบิดา แต่ยังรับช่วงต่อ "บารมี" และเครือข่ายนักการเมืองระดับบ้านใหญ่ทั่วประเทศที่บิดาเคยสร้างไว้ในกระทรวงมหาดไทย
การที่เขาสามารถนำพรรคภูมิใจไทยเติบโตขึ้นจนเป็นพรรคอันดับต้นๆ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการรักษา "มิตรภาพ" กับคนทุกขั้ว โดยเฉพาะคนใน พรรคเพื่อไทย ที่เขาเรียกขานว่าเป็น "พี่เป็นน้อง" กันมาโดยตลอด
สายเลือด-อุดมการณ์ การสืบทอดอำนาจ ทายาทรุ่นที่ 2
ความโดดเด่นที่สุดของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ คือ การปรากฏตัวของรัฐมนตรีที่เป็น "ทายาท" โดยตรงของนักการเมืองระดับแกนนำ ที่เคยเป็นมือซ้ายและมือขวาของ ทักษิณ ชินวัตร การที่ทายาทเหล่านี้ เข้ามารับตำแหน่งสำคัญไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
แต่เป็นยุทธศาสตร์การรักษาอำนาจของตระกูลการเมือง ที่มีความเข้มแข็งอย่างยิ่งในสังคมไทย
บุคคลที่สะท้อนภาพ "คนกันเอง" ได้ชัดเจนที่สุดคือ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม บุตรชาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นน้องสาวแท้ๆ ของ ทักษิณ
ในฝั่งของพรรคภูมิใจไทย ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) คือตัวแทนของตระกูลชิดชอบที่กลับเข้ามามีบทบาทในฝ่ายบริหารอีกครั้ง
ไชยชนกเป็นบุตรของ เนวิน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีผู้เป็นขุนพลคู่ใจของนายทักษิณในอดีต
แม้ในอดีต เนวิน จะเคยสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการแยกทางจากทักษิณ แต่ในยุคของ ไชยชนก ความขัดแย้งเหล่านั้นดูจะจางหายไปแทนที่ด้วยความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์
ไชยชนก นำเสนอภาพลักษณ์คนรุ่นใหม่ ที่สนใจเรื่องอีสปอร์ตและเทคโนโลยี แต่ในขณะเดียวกันเขาก็คือผู้สืบทอดอาณาจักรการเมืองของ "ครูใหญ่" เนวิน ชิดชอบ ที่ยังคงมี "ผู้นำจิตวิญญาณ" ของภูมิใจไทยและรัฐบาลชุดนี้
การคงอยู่ของ "รุ่นเก๋า" และกลยุทธ์ "สามมิตร"
คณะรัฐมนตรีของ อนุทิน ยังประกอบไปด้วยนักการเมืองระดับอาวุโส ที่เคยเป็น "ขุนพลข้างกาย" ของทักษิณ มาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านการบริหารกระทรวง และเชิงชั้นทางการเมือง
ไม่ว่าจะเป็น สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ หนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค
สุริยะ คือ หัวใจสำคัญ "กลุ่มสามมิตร" ที่พิสูจน์แล้วว่ามีความสามารถในการเคลื่อนย้ายฐานอำนาจและต่อรองผลประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การที่ สุริยะ ยังคงดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลปัจจุบัน เป็นการยืนยันว่า เครือข่ายการเมือง ที่เขาสร้างไว้ ตั้งแต่ยุคไทยรักไทยยังคงมีความเข้มแข็งและเป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ สำหรับรัฐบาลที่ต้องการเสถียรภาพ
หรือจะเป็น ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คือนักการเมืองอาวุโสจากจังหวัดนครราชสีมา ที่เติบโตมาพร้อมกับพรรคเพื่อไทย
พลวัต "บ้านใหญ่" สืบทอดผ่าน "ตระกูลท้องถิ่น"
รัฐบาลของ อนุทิน ถูกขนานนามว่าเป็นรัฐบาล "บ้านใหญ่สมานฉันท์" เนื่องจากเป็นการรวมตัวกันของผู้นำทางการเมืองในระดับจังหวัดที่มีอิทธิพลสูง ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเคยมีจุดตัดความสัมพันธ์กับ พรรคพลังประชาชน และ พรรคเพื่อไทย มาก่อนทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็น จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คือ บุตรชายของ สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และรองนายกรัฐมนตรี ในยุคพรรคพลังประชาชน
ตระกูลอมรวิวัฒน์ คือ ตัวแทนของความภักดีต่อ ตระกูลชินวัตร ในภาคเหนือ การที่จุลพันธ์ก้าวเข้ามามีบทบาทนำในรัฐบาลชุดนี้ เป็นการยืนยันว่า "คนกันเอง" จาก จ.เชียงใหม่ ยังคงได้รับความไว้วางใจ ให้ดูแลกลไกสำคัญของรัฐ
ในส่วนของ จ.เชียงราย ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ คือบุตรสาว ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ผู้ซึ่งเป็นขุนพลเอกของ ทักษิณ ในภาคเหนือมาโดยตลอด
ยงยุทธ คือ ผู้ที่แสดงจุดยืนเคียงข้าง ทักษิณ อย่างเหนียวแน่นที่สุดคนหนึ่ง แม้ในยามที่ต้องเผชิญกับคดีความ การที่บุตรสาวของเขาได้เป็นรัฐมนตรีจึงเปรียบเสมือนรางวัลของความภักดี และเป็นการรักษาฐานเสียงในภาคเหนือ ให้กับเครือข่ายอำนาจนี้
ข้ามาที่ภูมิใจไทย พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นบุตรชาย ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในรัฐบาลพรรคพลังประชาชน
ตระกูลสุวรรณฉวี มีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับทั้ง พรรคเพื่อไทย และ พรรคภูมิใจไทย โดยมีการย้ายขั้วไปมาเพื่อรักษาฐานอำนาจในพื้นที่นครราชสีมา
การที่ พลพีร์ สังกัดพรรคภูมิใจไทย แต่ทำงานร่วมกับรัฐมนตรีจากเพื่อไทยได้อย่างราบรื่น สะท้อนให้เห็นว่าในระดับของ "คนกันเอง"
"พร้อมพัฒน์-ปริศนานันทกุล" ขยายอาณาจักร "คนกันเอง"
นอกจากกลุ่มที่เชื่อมโยงกับทักษิณโดยตรงแล้ว ยังมีกลุ่มที่เคยทำงานร่วมกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลในอดีต (เช่น ยุคพรรคพลังประชาชน) ซึ่งได้หล่อหลอมความสัมพันธ์ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็น พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นบุตรชายของ สันติ พร้อมพัฒน์ ผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและรัฐมนตรีหลายกระทรวงในยุคพรรคพลังประชาชนและเพื่อไทย
แม้ สันติ จะเคยย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ ในช่วงรัฐบาลก่อนหน้านี้ แต่ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะส่งบุตรชายเข้ามาอยู่ใน "อ้อมกอด" ของพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของอนุทิน
นอกจากนี้ยังมี ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บุตรชาย สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในยุคพรรคพลังประชาชน
แม้ ตระกูลปริศนานันทกุล จะมีรากเหง้ามาจาก พรรคชาติไทย แต่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ อนุทิน และการเคยทำงานร่วมกับเครือข่ายทักษิณในอดีต ทำให้พวกเขากลายเป็น "คนกันเอง" ที่สำคัญในสมการอำนาจปัจจุบัน
ภราดร นำเสนอภาพลักษณ์นักการเมืองรุ่นใหม่-ใกล้ชิดพื้นที่ แต่ยังคงรักษาฐานที่มั่นใน จ.อ่างทอง ไว้อย่างเหนียวแน่น
ขณะที่ทายาท บรรหาร ศิลปอาชา อย่าง วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของรัฐมนตรีที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอำนาจดั้งเดิม วราวุธ เคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลพรรคพลังประชาชน
ซึ่งเป็นช่วงที่เขาได้ทำงานร่วมกับกลุ่มการเมืองที่สนับสนุน ทักษิณ อย่างใกล้ชิด ความสัมพันธ์ระหว่าง ตระกูลศิลปอาชา และ ตระกูลชินวัตร-ชาญวีรกูล มีลักษณะของการเป็นพันธมิตรที่ "รู้ใจ" ในเชิงยุทธศาสตร์การเมืองระดับชาติ
ปรากฏการณ์ที่รัฐมนตรีเกือบทั้งคณะ ล้วนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ ทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือผ่านทางบิดา-มารดา สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะเฉพาะของการเมืองไทยที่เรียกว่า "ระบบเครือญาติทางการเมือง" ซึ่งมีบทบาทสำคัญมากกว่า อุดมการณ์การเมือง ในความหมายตะวันตก
ในสภาวะการเมืองที่มีความผันผวนสูง การเลือกคนที่มี "ประวัติศาสตร์ร่วมกัน" หรือเป็นลูกหลานของเพื่อนที่ไว้วางใจได้ คือ การลดความเสี่ยง ในการถูกหักหลังหรือการเกิดความขัดแย้งภายใน
อนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรีสามารถบริหารงานได้อย่างคล่องตัวเมื่อแวดล้อมไปด้วยคนที่เขาเรียกว่า "พี่ น้อง หลาน" ซึ่งมีวัฒนธรรมการทำงานและเป้าหมายที่สอดประสานกันมานาน
หรือจะเป็นทายาทอย่าง ยศชนัน, ไชยชนก หรือ พัฒนา ไม่ใช่เพียงการปูทางให้ลูกหลาน แต่เป็นการรักษา "ภาพลักษณ์" ของรัฐบาลที่ต้องการสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ ในขณะที่ "เนื้อใน" ยังคงกุมบังเหียนโดยคนรุ่นพ่อแม่ที่มีบารมีและประสบการณ์
สิ่งนี้ทำให้รัฐบาลมีทั้งความสดใหม่ในเชิงตัวบุคคลและความเก๋าในเชิงยุทธศาสตร์การบริหาร
จะเห็นได้ว่าคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของการเมืองไทยในยุค "สมานฉันท์ระดับบน"
การที่ทายาททางการเมืองรุ่นที่สองก้าวขึ้นมารับช่วงต่ออย่างเป็นระบบ แสดงให้เห็นว่าระบบการเมืองไทยยังคงถูกกำหนดโดยโครงสร้างทางสังคมแบบ "เครือข่ายอุปถัมภ์" ที่ได้รับการอัปเกรดให้มีความเป็นสากลและมีความรู้ความเชี่ยวชาญมากขึ้น
ในท้ายที่สุดการที่ อนุทิน ชาญวีรกูล สามารถรวมรวม "ตระกูล-ทายาท นักการเมือง" จากยุคทักษิณมาไว้ในทำเนียบรัฐบาลได้ คือบทพิสูจน์ถึงภาพลักษณ์นายกรัฐมนตรีที่เป็น "มิตรกับทุกคนทางการเมืองแบบดั้งเดิม"
-3.jpg&w=3840&q=75)
อ้างอิง
today / waymagazine / thaipbs / today /themomentum / soc / thaipbs / today / today / thairath / thansettakij / naewna / thestandard / thairath / thestandard / thaipbs / thaipbs/ koratdaily / thestandard / thepeople / thaigov /





