บรรยากาศภายในอาคาร Saint Louise-Marie Memorial Building โรงเรียนอัสสัมชัญ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร เต็มไปด้วยความคึกคักและอบอุ่น จาก ‘ศิษย์เก่า’ และ ‘ศิษย์ปัจจุบัน' ที่เดินทางมาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง บริเวณจัดงานประดับด้วยสัญลักษณ์ครบรอบ 141 ปี ท่ามกลางเสียงทักทายและรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจของ ‘อัสสัมชนิก’ หลายรุ่นที่กลับคืนสู่รั้วโรงเรียนในวันสำคัญ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานฉลองครบรอบ 141 ปี โดยมีคณะภราดา คณะผู้บริหาร คณะครู นักเรียน อัสสัมชนิกอาวุโส ผู้แทนสมาคมอัสสัมชัญ และผู้แทนสมาคมผู้ปกครอง เข้าร่วมงาน
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียืนถวายความอาลัย ‘สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ พร้อมรับชมการแสดงโขนเฉลิมพระเกียรติ ก่อนกล่าวขอบคุณที่ให้เกียรติ ‘อัสสัมชนนิก รุ่น 98’ มาเป็นประธานในพิธีเปิดในวันนี้ พร้อมระบุว่าเป็นศิษย์เก่าคนหนึ่งที่โชคดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสกลับมาเยี่ยมโรงเรียนอยู่เสมอ ทุกครั้งที่ได้กลับมาถือเป็นช่วงเวลาแห่งการรำลึกถึง ‘ที่มา’ ของชีวิต




นายกรัฐมนตรีกล่าวเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าจะทำหน้าที่การงานหรือดำรงชีวิตอยู่ ณ แห่งหนใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่ลืม ‘ราก’ ของตนเอง ในฐานะคนไทยก็ต้องไม่ลืมสิ่งที่บรรพบุรุษได้สั่งสมไว้ ทั้งวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงาม เพื่อธำรงรักษาอัตลักษณ์ของชาติไว้ ขณะเดียวกัน เมื่อเติบโตในหน้าที่การงาน ก็ต้องไม่ลืมว่ามีที่มาอย่างไร และมีใครบ้างที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในทุกย่างก้าวแห่งความสำเร็จ
“ทุกครั้งที่ได้กลับมายังรั้วอัสสัมชัญ จึงเปรียบเสมือนโอกาสให้ได้หวนคิดถึงรากฐานชีวิต และประสบการณ์อันล้ำค่าที่มาสเตอร์ มิส และเพื่อน ๆ ได้มอบไว้ในวัยเด็ก ซึ่งหล่อหลอมให้เติบโตเป็นอนุทิน อย่างทุกวันนี้ และการที่โรงเรียนอัสสัมชัญดำเนินมาจนครบรอบ 141 ปี สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในการ บ่มเพาะ และสร้างรากฐานชีวิตให้แก่ สุภาพบุรุษอัสสัมชัญ กว่า 140 รุ่นที่ผ่านมา โดยผลงานและคุณูปการของศิษย์เก่าเหล่านั้น ได้มีส่วนสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศไทยในหลากหลายมิติและทุกวงการ ซึ่งบุคคลผู้ทรงคุณค่าจำนวนหนึ่งก็ได้มาร่วมอยู่ในงานแห่งความภาคภูมิใจครั้งนี้ด้วย”
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้แสดงความยินดีกับอัสสัมชนิกดีเด่นทั้ง 12 คน รวมถึงผู้ได้รับรางวัล AC Rising Star ประจำปี 2569 และสุภาพบุรุษอัสสัมชัญทุกคน โดยระบุว่า บุคคลเหล่านี้ถือเป็นแบบอย่างของอัสสัมชนิกที่กระจายตัวไปสร้างคุณค่าให้แก่สังคมไทยอย่างกว้างขวาง รางวัลที่ได้รับในวันนี้ ไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จส่วนบุคคลเท่านั้น หากยังสะท้อนถึงคุณค่าของการบ่มเพาะจากสถาบันแห่งนี้ ที่ปลูกฝังความซื่อสัตย์ ความกตัญญู ความรับผิดชอบ และความมีวินัยไว้ในหัวใจของลูกอัสสัมชัญทุกคน ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้เองที่ทำให้สามารถก้าวเดินในเส้นทางชีวิตได้อย่างมั่นคง




“ในฐานะศิษย์เก่าคนหนึ่ง อยากบอกกับน้อง ๆ ว่า วันหนึ่งเมื่อเราก้าวออกจากรั้วอัสสัมชัญไป จะยิ่งตระหนักว่าโชคดีเพียงใดที่ได้เติบโตจากสถาบันแห่งนี้ และไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เราจะกลับมาด้วยหัวใจที่เต็มไปด้วยความกตัญญู ความภาคภูมิใจ และแรงบันดาลใจในการทำความดี เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของโรงเรียนอัสสัมชัญ ดังเช่นความรู้สึกที่ทุกคนมีร่วมกันในวันนี้”
— นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำ
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณคณะผู้จัดงานอัสสัมชนิกรุ่น 101 และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานครั้งนี้ พร้อมอวยพรให้สายใยแห่งความผูกพัน ‘รุ่นสู่รุ่น หัวใจเดียวกัน’ ยังคงถักทออย่างแน่นแฟ้น เพื่อร่วมกันสืบสานและสร้างแรงบันดาลใจในการทำความดี ส่งต่อคุณค่าอันงดงามสู่อัสสัมชนิกรุ่นต่อไปอย่างไม่สิ้นสุด
จากนั้น นายกรัฐมนตรีร่วมทำพิธีเปิด โดยนำสัญลักษณ์ครบรอบ 141 ปี เสียบลงบนแท่น และร่วมร้องเพลง ‘สดุดีอัสสัมชัญ’ พร้อมทั้งร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีประกาศเกียรติคุณอัสสัมชัญดีเด่น ประจำปี 2568 พิธีประกาศรางวัลและมอบรางวัล AC Rising Star 2569 และพิธีประกาศรางวัลสุภาพบุรุษอัสสัมชัญ ก่อนจะรับชมการแสดงและร่วมแสดงดนตรี โดยวง AC Band ร่วมกับ ACP Band และนักขับร้องหมู่จากนักเรียนมัธยมและประถม
พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้ากราบ ภราดาวิริยะ ฉันทวโรดม เพื่อแสดงความเคารพ พร้อมทั้งร่วมส่งมอบ “IConic” สัญลักษณ์แห่ง Home Coming Day และธงการจัดงานให้แก่รุ่นถัดไป เพื่อสืบสานเจตนารมณ์และส่งต่อสายใยความผูกพันจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่อง









