พรรคภูมิใจไทย จัดเวทีปราศรัยใหญ่ครั้งแรกในสนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ ที่สวนลุมพินี ซึ่ง อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทัพ พร้อมด้วยดรีมทีมเศรษฐกิจ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ ทั้ง 33 เขต เพื่อสื่อสารนโยบายและสร้างความมั่นใจกับประชาชนชาวกรุงเทพฯ ในช่วงโค้งสำคัญของการเลือกตั้ง



นอกจากนี้ ยังมีแกนนำและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย อาทิ ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ,วราวุธ ศิลปอาชา ,เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และศุภมาส อิศรภักดี ร่วมขึ้นเวที นำเสนอนโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทย ในการรับมือปัญหาเศรษฐกิจ ความมั่นคง ภัยธรรมชาติ และปัญหาสังคม



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ ต่างทยอยขึ้นเวทีปราศรัยต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการแนะนำตัวและเขตที่ลงเลือกตั้ง โดยบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก มีประชาชนทั่วกรุงเทพมาร่วมเชียร์


‘ศุภจี’ ออกตัวบนเวทีว่า ปราศรัยไม่เป็นเลย ไม่คุ้นเคย เพราะไม่ใช่นักการเมือง แต่อาสามาทำเพื่อบ้านเมือง ยอมรับว่า มาเพราะกลัวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เรามองเห็นความท้าทายรอบตัวมากมาย เห็นภัยความมั่นคง ภัยสังคมที่แตกแยก รวมถึงภัยเศรษฐกิจ ที่โลกแบ่งขั้วแบ่งค่ายอย่างน่ากลัว เราไม่สามารถเสี่ยงที่จะลองใหม่ เราต้องสร้างความเชื่อมั่น สร้างความต่อเนื่อง ส่วนตัวเน้นหารายได้และตอบโจทย์กับโลกที่ล้อมเราอยู่

“มีคนบอกว่า เธอไม่ใช่นักการเมือง แต่เธอคือนางแบก แบกภูมิใจไทย แบกอนุทิน แต่ขอบอกตรงนี้ว่า แต๋มไม่ได้ทำให้พรรคภูมิใจไทย ไม่ได้ทำให้นายกฯ อนุทิน แต่ทำให้ทุกคนที่นี่ ทำให้บ้านเมืองของเรา คนไทยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน จะเลือกหรือไม่เลือก ไม่ว่าจะตัวเล็กตัวน้อย หรือผู้ประกอบการรายใหญ่ และจะทำเต็มที่เต็มความสามารถที่สุด ต่อให้จะถูกสาดโคลนมากกว่านี้ ถูกโจมตีมากกว่านี้ แต๋มก็จะอยู่ตรงนี้ เพราะคนที่นั่งอยู่หน้าเวทีนี้ และคนไทยทุกคนที่อยู่ในประเทศนี้ นี่คือสิ่งที่ตั้งใจจะทำ”
— ศุภจี กล่าว

‘ศุภจี’ กล่าวว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เน้นประชานิยม ทั้งนี้ ครั้งที่ไปประชุมสุดยอดอาเซียน ประชุมรัฐมนตรีเอเปค และประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค และประชุมประจำปีสภาเศรษฐกิจโลก ไม่มีใครคุยเรื่องประชานิยมแล้ว เขาเลยจุดนั้นไปแล้ว เขาพูดเรื่องการลงทุน การหาตลาด และการหาพันธมิตรทางการค้า เรื่องเหล่านี้มีใครพูดบ้าง นอกจากพรรคภูมิใจไทย

ด้าน ‘เอกนิติ’ ปราศรัยครั้งแรก ระบุว่า ฝันอยากให้ประเทศไทยแข่งขันได้ในนานาประเทศ ทั้งนี้ สิ่งที่ภูมิใจที่สุด คือ เจอพ่อค้าแม่ค้ายิ้มแย้ม จากนโยบาย ‘คนละครึ่งพลัส’ ซึ่งเราไม่ได้แจก แต่เป็นการเพิ่มทักษะ นอกจากนี้ ยังมีนโยบายพลัสอื่นๆ ที่ทำให้คนไทยเก่งขึ้น

จากนั้น ‘อนุทิน’ ขึ้นปราศรัยปิดท้าย ระบุ ไม่มีวันยอมตกอยู่ใต้อาณัติของใคร

“วันนี้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ผมกับหลานอังเคิลรักษาอธิปไตยของชาติคนละแนวทางกัน ถือว่า ผมโชคดีตามที่หลายคนบอกว่า คิดว่าเท่เหรอที่เป็นหลานอังเคิล ผมไม่อยากเท่ แต่เพราะ ผมไม่ใช่หลานอังเคิล จึงไม่มีวันทำตามอังเคิลที่อยู่นอกประเทศ แดดดี๊ที่อยู่ในประเทศ ผมก็ไม่ทำตาม”
— อนุทิน กล่าว

‘อนุทิน’ กล่าวถึงถึงกรณีรัฐมนตรีประเทศกัมพูชาลง Facebook โพสต์ว่า ถ้าไม่อยากให้มีสงครามรอบสามต้องไม่เลือก อนุทินและพรรคภูมิใจไทย แค่บอกไม่ให้เลือกอนุทินไม่พอ ยังทำตัวเป็นหัวคะแนนแนะนำให้คนไทยไปเลือกอีก 2 พรรค ซึ่งหากพี่น้องคนไทยอยากได้รัฐบาลและอยาก นายกรัฐมนตรีที่เขมรเลือกให้ก็ไปเลือกสองพรรคนู่น เพราะรัฐบาลภูมิใจไทยคือรัฐบาลของคนไทย 100% เป็นรัฐบาลที่ไม่ติดหนี้ คนต่างชาติและจะไม่มีวันเห็นอกเห็นใจ ไม่มีวันเป็นพวกเดียวกันกับเขาและยินดีที่จะเป็นฝั่งตรงข้าม


“ถ้าพี่น้องทำตามรัฐมนตรีคนนั้น เย็นวันที่ 8 ก.พ.เราคงได้ยินเสียงเฉลิมฉลองจากกัมพูชา เพราะคนที่เป็นอุปสรรคสำหรับเรา ไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว แต่ถ้าอยากได้รัฐบาลคนไทย อยากได้นายกฯ และ ครม.ที่ทำให้ประเทศศัตรูไม่กล้าข่มขู่ สู้หรือรุกรานไทยอีก ก็ขอให้กาเบอร์ 37 เลือกภูมิใจไทยให้เป็น สส.ให้มากที่สุด”
— อนุทิน กล่าว

อนุทิน ยืนยันว่า การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้และไม่มีวันสำเร็จ ไม่มีทางสำเร็จ เพราะมี 37


“มาตรา 112 คุณจะไปแก้ทำไม เวลาคนพูดหมิ่นประมาทพวกคุณ คุณยังฟ้องคุณยังเอาผิด คนพูดว่านายคุณ คุณยังเดือดร้อนออกมาแก้แทนนายคุณมากกว่านายคุณแก้อีก จะเอาติดคุกติดตาราง แต่เวลาคนหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อาฆาตมาดร้าย ใส่ร้ายให้เสื่อมเสียด้วยความเท็จ ยุยงปลุกปั่นให้เกียรติชังสถาบันฯ พวกคุณบอกว่าไม่เป็นไร เป็นสิทธิ สิทธิมีได้ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นประชาชน หรือองค์พระประมุขของชาติ”
— อนุทิน กล่าว





