











พรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย จัดปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้าย ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) ห้องบอลรูม 1 ชั้น 1 ซึ่งประชาชนทยอยมาจับจองที่นั่งเพื่อเตรียมรับฟังการปราศรัยของแกนนำพรรคอย่างคึกคัก
การปราศรัยเริ่มต้นที่ สีหศักดิ์ ซึ่งยอมรับว่า “ตื่นเต้นและจิกมือตัวเองทุกวัน” เพราะไม่เคยคิดว่า จากการเป็นนักการทูตอาชีพ จะได้รับหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และได้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีด้วย
ผมเป็นลูกนักการทูต แต่คุณพ่อผมเป็นลูกชาวนา ที่มาเป็นนักการทูตได้ เพราะสังคมให้โอกาสเขา จึงขอบคุณพรรคภูมิใจไทยที่ให้โอกาสทำงาน และยืนยันว่าจะทำงานอย่างเต็มที่ ผลประโยชน์ของประเทศไทยอยู่เหนือสิ่งอื่นใด
— สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
สีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นห่วงการเมืองไทย บางครั้งประเทศไทยดูถอยหลัง สถานะหายจากจอเรดาร์ในเวทีโลก เพราะการเมืองไทยไม่นิ่ง เศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งวันนี้จะมาเล่าว่า 4 เดือนที่ผ่านมาได้ทำอะไรไปบ้าง แล้วจะให้ประชาชนประเมินผลงานของสีหศักดิ์ และ 4 ปีข้างหน้าจะนำประเทศไทยสู่เวทีโลกอย่างมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร ซึ่งตั้งแต่เข้ามารับหน้าที่ก็ต้องทำงานตั้งแต่วันแรก คือการแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเห็นว่า รั้วที่ที่สุด คือ
1. ความเข้มแข็งของทหารไทย
2. ความเข้มแข็งทางการทูต
3. ความเข้มแข็งของผู้นำไทย
ทั้งนี้ จะเดินหน้าความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาต่อไป แต่การต่างประเทศไม่ได้อยู่ที่กัมพูชาอย่างเดียว 4 เดือนที่แล้ว พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การทำงานของเราเป็นอย่างไร สถานะของเราเป็นอย่างไร สิ่งที่ที่อยากจะพูดคือ Yes we can เราทำได้ ขอให้มั่นใจในพรรคภูมิใจไทย มั่นใจในความเป็นมืออาชีพของเรา
จาก 4 เดือน เราขอเป็น 4 ปีได้หรือไม่ เชื่อว่า จะนำประเทศไทยสู่เวทีโลกได้ ถ้าเรามีการพูดที่ชาญฉลาดและมีชั้นเชิง เราอยู่รอดและก้าวข้ามด้วยความมั่นคง
— สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
ซึ่ง 4 ปีข้างหน้า จะต้องมีการทูตที่มีชั้นเชิงมากยิ่งขึ้นด้วย
1. ต้องหาพันธมิตรและแนวร่วม
2. เราต้องมั่นใจว่าเรารอด ไม่ใช่แค่อยู่ระหว่างสองขั้ว แต่ถ่วงอำนาจระหว่างขั้วต่างๆ ได้
3. ต้องอาศัยเพื่อนอาเซียน ซึ่งเป็นพลังทางการทูต
จากนั้น เอกนิติ ขึ้นปราศรัยนโยบายด้านเศรษฐกิจ ว่า ตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง เพราะห่วงว่าประเทศจะเผชิญกับวิกฤตอีกครั้ง เพราะเคยผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เห็นคนตกงานและเห็นธุรกิจที่เจ๊ง เห็นเพื่อนที่ต้องเลิกเรียนหนังสือ เราปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นี้กับประเทศไทยอีกไม่ได้ จึงได้อาสาออกมาทำ
ผมเป็นห่วงที่สุด เพราะมีคำเตือนจากบริษัทจัดลำดับความน่าเชื่อถือของทั้งโลก เขาเตือนว่า เสถียรภาพการคลังของประเทศไทยเป็นลบ ผมถึงทำทุกอย่างใน 73 วันแรก โดยสิ่งแรกที่ทำคือ ขอคืนหนี้ ธ.ก.ส. ซึ่งไม่เคยมีใครคืนมาเป็นเวลาหลายปี และผมทำแผนความยั่งยืนทางการกระทำว่า ประเทศไทยจะไม่ห่วยอย่างที่เขาคิด วันที่ 13 เดือนพฤศจิกายน คือวันที่บริษัทที่จัดลำดับความน่าเชื่อถือนั้น บอกว่าประเทศไทยมีเสถียรภาพแล้ว ผมจึงไม่เสียใจเลยที่ทิ้งชีวิตราชการแล้วทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากวิกฤต
— เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
ด้าน ศุภจี ออกตัวก่อนปราศรัยว่า “แต๋มไม่ใช่นักการเมือง แต่มาอยู่ที่นี่เพื่อคนไทยทุกคนที่อยู่ในประเทศ แต๋มมา เพราะแต๋มห่วง”
จากนั้น ศุภจี กล่าวว่า “ประเทศไทยไม่ใหญ่พอที่จะต้องเลือก เพราะฉะนั้นจะต้องเข้าได้กับทุกคนอย่างมีศักดิ์ศรี ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและต่างประเทศแยกกันไม่ออก การค้าก็เช่นเดียวกัน ทำให้มนุษย์ 3 คน ต้องมายืนอยู่ตรงนี้ เพราะการตลาด เศรษฐกิจ การค้า ความมั่นคง ถูกโยงอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้นเรือของเรากำลังแล่นไปด้วยความยากลำบาก มีความท้าทาย นี่คือประเทศไทยในวันนี้”
พวกเรา 3 คน จึงอาสาเข้ามาเพื่อพยุงให้เรือลำนี้ผ่านพ้น แล้วไปหาทะเลใหม่ที่มีความสดใสและมีมีความหวัง ชั่วโมงนี้ไม่ใช่เวลาที่จะทะเลาะกันเองภายใน แต่ต้องสามัคคีกัน
— ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ปิดท้ายการปราศรัยใหญ่ด้วย อนุทิน ซึ่งเริ่มต้นกล่าวว่า “หวังว่าอีกไม่กี่วันจะได้มาฉลองชัยชนะด้วยกัน พรรคภูมิใจไทยเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง พรรคภูมิใจไทยไม่เคยเล็กลง มีแต่ใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัวทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง และครั้งนี้พรรคภูมิใจไทยจะใหญ่ขึ้นมากกว่าหนึ่งเท่า ทดลองงานมา 4 เดือน ขอทำงานจริงอีก 4 ปี”
อนุทิน กล่าวอีกว่า “นโยบายประชานิยมแจกเงินอย่างเดียวกำลังส่งผลเสียต่อประเทศไทยในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ทำมาก็เพื่อแลกประโยชน์ในระยะสั้น สุดท้ายคนที่จะต้องจ่าย คนที่จะต้องถูกเช็กบิลก็คือประชาชน หากทุกพรรคยังนำเสนอที่เน้นรายจ่ายแบบประชานิยมมากกว่าการสร้างรายได้และการหาโอกาสใหม่ให้กับประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืนยืน ประเทศไทยก็จะประสบปัญหาด้านการเงินการคลังมากขึ้นจนไปต่อไม่ได้”
พรรคภูมิใจไทย จึงเน้นนำเสนอนโยบายสร้างโอกาสให้ประชาชนมีรายได้มากขึ้น มีความมั่นคงทางอาชีพมากขึ้น ซึ่งเน้นทฤษฎีหาเบ็ดมาตกปลา ไม่ใช่หาปลาให้ประชาชน
— อนุทิน ชาญวีรกูล
พร้อมย้ำว่า “ประเทศไทยไม่ใช่ที่ฝึกงานของมือใหม่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยพร้อมนำเสนอมืออาชีพมาให้ประชาชนพิจารณา ซึ่งวันนี้ประเทศไทยรอไม่ได้และเสียงไม่ได้อีกต่อไป”
ถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทยจะไม่เสี่ยงตกขบวนโลก จะไม่กลับสู่วงจรความขัดแย้งเดิมๆ จะไม่เสี่ยงกับผู้บริหารประเทศที่ด้อยประสบการณ์ จะไม่เสี่ยงกับการทุจริตคอร์รัปชัน และจะไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตย
— อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน ยังย้ำถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า “หากเขาไม่รุกล้ำ เราก็จะไม่มีปัญหาใดๆ กัมพูชาสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทย และประเทศไทยสามารถสถาปนาความมั่นคงเหนือดินแดนที่เป็นของเราได้โดยสมบูรณ์ วันนี้ข้อตกลงหยุดยิงที่รัฐบาลภูมิใจไทยทำ คือห้ามรุกล้ำเข้ามาอีก และไม่ต้องห่วงว่า จะมีรอบสาม จนไม่ได้เลือกตั้ง ยืนยันว่าการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้มีแน่”
นอกจากนี้ “ถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทย จะยกเลิก MOU 44 จะไม่แบ่งผลประโยชน์ทรัพยากรทางทะเลกับกัมพูชา 50:50”















