ทุกขลาภในจอกทองคำ : 'รัฐบาลอนุทิน 2' อำนาจใน 'วิกฤติน้ำมัน'

31 มี.ค. 2569 - 15:53

  • น้ำมันแพง—บททดสอบแรกของ ‘อนุทิน 2’

  • ตำบลกระสุนตก : แรงกดดันทางการเมือง กับช่องว่างความเชื่อมั่น

  • ย้อน 2 ทศวรรษกับ ‘รัฐบาลภาคสอง’ ที่ต้องเผชิญกับ ‘วิกฤติระลอกใหม่’ 

ทุกขลาภในจอกทองคำ : 'รัฐบาลอนุทิน 2'  อำนาจใน 'วิกฤติน้ำมัน'

เป็นไปแน่ชัดแล้ว ว่าอำนาจทางการเมืองไทยในห้วงเวลานี้ จะเริ่มต้นจากชื่อของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ ที่หวนกลับมาดำรงตำแหน่ง 'นายกรัฐมนตรี' ในสมัยที่ 2 ถือเป็น ‘ความต่อเนื่องของอำนาจ’ ที่สามารถเอาชนะการเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลได้อีกครั้ง...แต่ความต่อเนื่องครั้งนี้ กลับมาพร้อม 'ภาระ' ที่เปรียบเสมือน ‘ทุกขลาภในจอกทองคำ’ ที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้

อันเนื่องช่วงเวลาเดียวกันนี้ เป็นจังหวะที่ปัจจัยภายนอกกำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว และส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของไทยอย่างชัดเจน ทำให้ ‘อำนาจ’ ที่เพิ่งได้มา มิได้เป็นเพียงโอกาสทางการเมือง แต่เป็นจุดตั้งต้นของแรงกดดันระลอกใหม่ 

น้ำมันแพง—บททดสอบแรกของ ‘อนุทิน 2’

Anutin-Government-2-Power-in-the-Oil-Crisis-SPACEBAR-Photo02.jpg

เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการทูลเกล้าฯ คณะรัฐมนตรี ‘อนุทิน 2’ สถานการณ์ความตึงเครียดแถบ ‘ดินแดนตะวันออกกลาง’ ได้ส่งแรงกระเพื่อมไปทุกมุมโลก โดยเฉพาะผลพวงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ยังคงถูกจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะเส้นทางขนส่ง ‘น้ำมัน’ หลักของโลก ความไม่แน่นอนในพื้นที่ดังกล่าวส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสะท้อนมายังประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิอย่างประเทศไทย 

แรงกระแทกจากภายนอก เริ่มปรากฏชัดผ่านการปรับขึ้นราคาน้ำมันในประเทศ โดยเฉพาะการปรับขึ้นครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ซึ่งราคาน้ำมันทุกชนิดเพิ่มขึ้นพร้อมกันถึง 6 บาทต่อลิตร ภายหลังการปรับลดอัตราชดเชยของ ‘คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง’ (กบน.) ก่อนที่ในช่วงกลางดึกของวันที่ 31 มีนาคม จะมีการปรับขึ้นซ้ำอีกระลอก ส่งผลให้ภาพรวมของทั้งเดือนนี้ ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นมากกว่า 11 บาทต่อลิตรแล้ว กลายเป็นภาพสะท้อนของ 'ต้นทุน' ที่ตามมาพร้อมกับอำนาจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

จึงไม่แปลกใจที่ ‘ตัวเลขราคาน้ำมัน’ จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างกว้างขวางในพื้นที่สาธารณะ และขยายตัวให้ไปไกลกว่ามิติทางเศรษฐกิจ เข้าสู่มิติทางสังคมและการเมืองอย่างรวดเร็ว กลายเป็น 'แรงกดทับ' ต่อรัฐบาลที่เพิ่งเริ่มต้น 

ตำบลกระสุนตก : แรงกดดันทางการเมือง กับช่องว่างความเชื่อมั่น

Anutin-Government-2-Power-in-the-Oil-Crisis-SPACEBAR-Photo01.jpg

ในเชิงการเมือง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับการตั้งคำถามจากหลายฝ่าย ทั้งในและนอกสภา โดยในการประชุมสภาวันที่ 26 มีนาคม 2569 ‘พรรคร่วมฝ่ายค้าน’ ได้มีการยื่นญัตติด่วนเพื่ออภิปรายสถานการณ์พลังงาน โดยมีทั้งการตั้งคำถามเชิงโครงสร้างเกี่ยวกับภาษีและกลไกราคา และการตั้งข้อสังเกตต่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการของฝ่ายบริหาร ที่ตั้งปุจฉาไปที่ ‘ความจริง’ ในการจัดการน้ำมันของ ‘รัฐบาลอนุทิน’ 

ปรากฏการณ์ที่มีพรรคการเมืองจากหลากหลายจุดยืนทางการเมืองร่วมกันอภิปรายในประเด็นเดียวกัน ถูกมองในทางการเมืองว่าเป็นสัญญาณของ ‘การเคลื่อนไหวในประเด็นร่วม’ ซึ่งสะท้อนระดับความสำคัญของปัญหาที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง และกำลังทดสอบ 'เสถียรภาพ' ของรัฐบาลโดยตรง 

โดยเฉพาะการมุ่งเป้าไปที่ ‘ตำบลกระสุนตก’ อย่าง ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ หัวเรือสำคัญของ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ในฐานะ ‘รมว.คมนาคม’ และ ‘ผอ.ศบก.’ ปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดเจนคือการวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ใช้โซเชียลจำนวนมาก หรือแม้แต่ในรายการข่าวของ ‘คุณสรยุทธ’ ที่ได้มีการเชิญตัวแทนพรรคการเมืองฝ่ายค้านเข้ามาร่วม หยิบยกประเด็นโครงสร้างราคาน้ำมัน ความโปร่งใสของกองทุน มาพูดคุยโดยมี ‘โกเกี๊ยะ’ ในฐานะที่กำกับดูแลด้านพลังงาน ขณะที่แบ็กกราวด์มีความเชื่อมโยงกับ ‘ธุรกิจพลังงาน’ ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง ยิ่งทำให้แรงกดดันทางการเมืองถาโถมเข้ามาในลักษณะ 'พุ่งเป้า' มากขึ้น 

สำหรับประเด็นนี้ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวเรือใหญ่ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ก็ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชน (บ้างก็บอกว่าออกมาปกป้อง) โดยยืนยันว่า ‘พิพัฒน์’ ทำงานหนักมาก และไม่มีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมเปิดเผยว่า เจ้าตัวได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง ผอ.ศบก. ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ แต่ ‘นายกฯ’ เป็นผู้รั้งไว้ เนื่องจากเห็นว่ามีความเข้าใจกลไก และมีประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการบริหารสถานการณ์ 

แม้ ‘อนุทิน’ จะยืนยันว่า การใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย และยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์จากนโยบายสาธารณะอย่างแน่นอน แต่สังคมยังคงแสดง ‘ความไม่ไว้วางใจ’ ให้เห็นอยู่ ซึ่งสะท้อน 'ช่องว่าง' ระหว่างคำอธิบายของรัฐ กับความรู้สึกของประชาชน 

เมื่อ ‘คำพูด’ ย้อนแย้ง จนไม่อาจพยุง ‘ความเชื่อมั่น’ ได้

ขณะเดียวกัน ‘การสื่อสารเชิงนโยบาย’ ที่เกิดขึ้นจาก ‘นายกฯ’ เองก็ถูกวิพากษ์ในทางลบหลายประการ อาทิ แนวคิดการปรับพฤติกรรมการใช้พลังงาน หรือการส่งเสริมการใช้ ‘ยานยนต์ไฟฟ้า’ ก็ถูกยกเป็นประเด็นในวงกว้าง โดยเฉพาะบริบทของความแตกต่าง ‘ด้านรายได้’ และ ‘รายจ่าย’ ของประชาชน ที่เป็นไปได้ยากกับการ ‘ซื้อรถใหม่’ แบบที่นายกฯ ยกตัวอย่าง 

ภายใต้อุณหภูมิของคำถามที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทุกปฏิกิริยาของแกนนำรัฐบาลไม่เป็นที่พอใจนัก จนถึงขนาดมีการ ‘สร้างมีม’ หรือ ‘การล้อเลียน’ คำปราศรัยบนเวทีของ ‘เสี่ยหนู’ ในช่วงการหาเสียงที่ว่า “พอแล้วๆ รวยไม่ไหวแล้ว” ซึ่งชาวบ้านมองว่าเป็น ‘ตลกร้าย’ พอสมควรกับวิกฤติที่กำลังเผชิญอยู่ กลายเป็นภาพสะท้อนของความไม่สอดคล้องระหว่าง 'วาทกรรม' กับ 'ความเป็นจริง'

อย่างไรก็ดี ‘อนุทิน’ ในฐานะนายกฯ ก็ได้ออกมายอมรับว่าการประเมินสถานการณ์ในช่วงแรกอาจมีความคลาดเคลื่อน และได้แสดงความขอโทษต่อสาธารณะ ซึ่งในทางการเมืองถือเป็นความพยายาม 'ลดแรงปะทะ' ในช่วงต้นของวิกฤติ  ปรากฏการณ์แบบนี้นี้มักถูกนำไปวิเคราะห์ต่อในหลายมิติ ทั้งในด้านความรับผิดชอบของผู้นำ และประสิทธิภาพของระบบการประเมินสถานการณ์ของภาครัฐ 

Anutin-Government-2-Power-in-the-Oil-Crisis-SPACEBAR-Photo03.jpg

ดังนั้น เมื่อพิจารณาภาพรวมตลอดช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 จะเห็นได้ว่าสถานการณ์พลังงานไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางเศรษฐกิจ แต่ได้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่มีการหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในหลายเวที ทั้งในสภา พื้นที่สื่อ และการสื่อสารของภาครัฐเอง 

ในเชิงโครงสร้าง สถานการณ์ดังกล่าวยังซ้อนทับกับบริบททางการเมืองอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่ และข้อจำกัดเชิงนโยบายในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูง ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลต่อ ‘พื้นที่ทางการเมือง’ ของรัฐบาลในระยะเริ่มต้นอย่างมีนัยสำคัญ 

ย้อน 2 ทศวรรษกับ ‘รัฐบาลภาคสอง’ ที่ต้องเผชิญกับ ‘วิกฤติระลอกใหม่’ 

หากย้อนกลับไปดูการเมืองในรอบสองทศวรรษที่ผ่านมา จะพบว่ามีหลาย ‘รัฐบาล’ ที่กลับมาดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง หรือเข้าสู่สมัยที่ 2 มักต้องเผชิญกับความท้าทายชุดใหม่ที่มีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น เสมือนเป็น ‘บททดสอบ’ อีกขั้นที่จะต้องพิสูจน์ 

อาทิ รัฐบาลของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ภายหลังการชนะเลือกตั้งแบบถล่มทลายในปี 2548 ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากหลายมิติ ทั้งการรับไม้ต่อจากสถานการณ์ภัยพิบัติ ‘สึนามิ’ ในรัฐบาลทักษิณ 1 ที่ท้าทายทั้งการสร้างความเชื่อมั่นและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 

ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาตรการปราบปรามยาเสพติดที่รุนแรงเด็ดขาด จนถูกตั้งข้อสังเกตในมุม ‘สิทธิมนุษยชน’ ไปจนถึงการต่อต้านจากกลุ่มการเมืองและภาคประชาชน ซึ่งมาจากความเชื่อมั่นที่ถดถอย จากกรณี ‘การเอื้อผลประโยชน์’ นำไปสู่ ‘สงครามสีเสื้อ’ และ ‘วิกฤติการเมือง’ จนสุดท้ายกลายเป็น ‘รัฐประหารปี 2549’ 

ขณะที่ในยุคของ ‘พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ภายหลังการเลือกตั้งปี 2562 ต้องเผชิญกับคำถามด้านความชอบธรรมของรัฐบาล จากข้อสงสัยต่อผลการเลือกตั้งที่หลายฝ่ายมองว่า ‘ถูกกำหนดไว้แล้ว’ จากการออกแบบรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ร่างโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งทำให้ ‘วุฒิสภา’ 250 คนที่แต่งตั้งโดย คสช. มีบทบาทสำคัญต่อการเลือก ‘นายกรัฐมนตรี’ 

อีกมิติคือสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง โดยเป็นความท้าทายที่มีความซับซ้อนและยากต่อการควบคุม จากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ 

Anutin-Government-2-Power-in-the-Oil-Crisis-SPACEBAR-Photo04.jpg

ดังนั้น การเริ่มต้นของรัฐบาล ‘อนุทิน 2’ จึงไม่ได้เป็นเพียงความต่อเนื่องของอำนาจทางการเมือง หากแต่เป็น ‘จุดตั้งต้น’ ของบททดสอบครั้งใหม่ที่มีความซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม ในลักษณะของ 'ทุกขลาภ' ที่มาพร้อมอำนาจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

ท้ายที่สุด วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงอาจไม่ใช่เพียงปัญหาเชิงเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็น ‘สนามทดสอบ’ สำคัญของรัฐบาลในระยะเริ่มต้น ว่าจะสามารถบริหารทั้งสถานการณ์และความรู้สึกของสังคมไปพร้อมกันได้หรือไม่ เพราะในทางการเมือง ‘ความเชื่อมั่น’ ที่สูญเสียไป ย่อมเรียกคืนได้ยากกว่าการแก้ไขตัวเลขทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์