จาก “ฮั้ว สว.” สู่เกมการเมืองในสภาฯ ปมร้อนยังไม่ทันจาง ก็ถูกจับโยงเข้ากับเวทีฝ่ายค้านและท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้ง ‘อนุทิน’ จึงต้องออกมาชี้แจงทั้งเรื่องชื่อที่ปรากฏในสำนวน กกต. ปมเอกสารคดีหลุด และแรงกดดันจากศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมย้ำชัด รัฐบาลยังเดินหน้าต่อได้ และอย่าเพิ่งตัดสินกันด้วย “ตัวเลข” เพียงอย่างเดียว
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีต สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน มีชื่อขึ้นเวทีฝ่ายค้านในหัวข้อ “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น” ซึ่งจะจัดขึ้นวันที่ 29 สิงหาคมนี้ โดยมีชื่อ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ร่วมเวทีด้วย และคาดว่าจะมีการพูดถึงประเด็น “คดีฮั้ว สว.”
อนุทินกล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด และตั้งคำถามว่าประเด็นฮั้ว สว. จะมาถามตนเองทำไม เพราะไม่เกี่ยวข้องและเป็นฝ่ายรัฐบาล ส่วนกรณีที่มีชื่ออยู่ในสำนวนของ กกต. หากถึงเวลาที่ต้องชี้แจงหรือแถลงข้อมูล ก็พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย แต่ขณะนี้ยังไม่มีการเรียกให้ชี้แจง
นายกรัฐมนตรีระบุด้วยว่า ชื่อตนเองปรากฏอยู่ในสำนวนมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน และในช่วงหนึ่งได้ออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลไป 3 เดือน จึงยืนยันว่าไม่ได้ใช้อำนาจใด ๆ เข้าไปจัดการหรือนำชื่อตัวเองออกจากสำนวน พร้อมย้ำว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว และหากมีใครต้องการสอบถามก็พร้อมตอบและชี้แจงข้อสงสัยทุกเรื่อง
“พรรคใครพรรคมัน” โยนถาม ‘ชลน่าน’ ขึ้นเวทีฝ่ายค้าน
เมื่อถามถึงการที่ นพ.ชลน่าน ซึ่งเป็นบุคคลจากพรรคร่วมรัฐบาล มีชื่อขึ้นเวทีฝ่ายค้าน อนุทินกล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด และมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องไปสอบถาม นพ.ชลน่าน เอง โดยระบุว่า “พรรคใครพรรคมัน”
อนุทินอธิบายว่า การเป็นพรรคร่วมรัฐบาลหมายถึงการเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินร่วมกัน ขณะที่ นพ.ชลน่าน ไม่ได้เป็นคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลของตน และตนก็ไม่ได้พบหรือพูดคุยกับ นพ.ชลน่าน บ่อยนัก จึงไม่สามารถตอบแทนได้ว่าเหตุใดจึงเข้าร่วมเวทีดังกล่าว
รับสำนวน “ฮั้ว สว.” หลุดจริง แต่เอกสารราชการเผยแพร่ไม่ได้
ส่วนกรณี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่าสำนวนคดีฮั้ว สว. หลุดออกมาในช่วงที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคนก่อนดำรงตำแหน่ง และอยู่ระหว่างการตรวจสอบนั้น นายอนุทินกล่าวว่า ขณะนี้มีการสอบสวนเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว
เมื่อถูกถามว่าสำนวนหลุดหรือไม่ นายกรัฐมนตรีระบุว่า “มันหลุดแน่ๆ” เพราะหากไม่หลุด เอกสารจะไม่ไปถึงมือประชาชนทั่วไป พร้อมย้ำว่า เอกสารทางราชการไม่สามารถนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะได้ แม้จะอ้างว่าเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะก็ตาม
นายอนุทินกล่าวว่า หากบุคคลใดมีญาติเป็นข้าราชการ แล้วสามารถขอเอกสารออกมาเพื่อนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะก็ไม่สามารถทำได้ เพราะมีกฎหมายกำกับอยู่ และทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
“อย่านับแค่ตัวเลข” มั่นใจเสียงพรรคร่วมรัฐบาลยังเดินหน้าได้
เมื่อถามถึงกรณีฝ่ายค้านอาจนำประเด็นฮั้ว สว. มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ และจะเป็นการวัดใจพรรคเพื่อไทยในการลงมติให้พรรคภูมิใจไทยในระยะต่อไป รวมถึงอาจกลายเป็นเงื่อนไขต่อรองทางการเมืองในอนาคตหรือไม่ อนุทินกล่าวว่า การเป็นพรรคร่วมรัฐบาลมีกฎกติกาและมารยาททางการเมืองอยู่แล้ว
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ในช่วงที่ตนเคยเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ก็ปฏิบัติตามกฎกติกาและมารยาทเช่นเดียวกัน ดังนั้นสถานะในปัจจุบันจึงไม่แตกต่างกัน พร้อมเตือนว่าไม่ควรนับเพียงตัวเลขในสภาฯ เพราะหากเห็นไม่ตรงกันแล้วไม่โหวต ก็ไม่ได้หมายความว่าคะแนนจะไม่ถึงครึ่งหรือรัฐบาลจะมีปัญหาในทันที
“มันไม่ง่ายอย่างนั้น มีหลายเรื่องประกอบกัน” อนุทินกล่าว พร้อมระบุว่า ไม่จำเป็นต้องกังวลกับเรื่องดังกล่าว เพราะได้ประสานพูดคุยกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว และทุกอย่างเป็นไปด้วยดี
ชี้ผลโหวต “พ.ร.ก.เงินกู้” สะท้อนเสถียรภาพรัฐบาล
อนุทินยังกล่าวถึงผลการลงมติ พ.ร.ก.เงินกู้ฯ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมองว่า ผลคะแนนที่ออกมาสะท้อนให้เห็นถึงเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างมาก และช่วยสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือ รวมถึงมีส่วนต่อความเชื่อมั่นของเงินทุนต่างประเทศ
นายกรัฐมนตรีจึงย้ำว่า สิ่งสำคัญคือรัฐบาลต้องรักษาเสถียรภาพ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเดินหน้าต่อไปได้ และสร้างความมั่นใจทั้งในประเทศและต่อนักลงทุนต่างชาติ
เกม “ฮั้ว สว.” ยังไม่จบ แถมถูกลากเข้าสู่สนามการเมืองทั้งบนเวทีฝ่ายค้านและในสภาฯ ‘อนุทิน’ ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับคดี พร้อมเปิดรับการตรวจสอบตามกฎหมาย ขณะเดียวกันมองปมสำนวนหลุดเป็นเรื่องที่ต้องสอบให้ชัด เพราะเอกสารราชการไม่ควรถูกนำมาเผยแพร่สู่สาธารณะ
ส่วนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจและท่าทีพรรคร่วมรัฐบาล นายกฯ ส่งสัญญาณไม่หวั่นแรงกดดัน ย้ำอย่ามองเกมการเมืองผ่านแค่ตัวเลขเสียงโหวต พร้อมชี้ผลโหวต พ.ร.ก.เงินกู้ฯ สะท้อนเสถียรภาพรัฐบาล และสิ่งสำคัญจากนี้คือการรักษาความเชื่อมั่นให้รัฐบาลเดินหน้าต่อได้




