โค้งสุดท้ายเลือกตั้งสนามกรุงเทพฯ เป็นสมรภูมิชี้ขาดว่าพรรคไหนจะมาที่ 1 ระหว่าง “สีน้ำเงิน” พรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน “สีส้ม”
กระแสพรรคส้มนั้นกำลังมาแรง ด้วยเรื่องความไม่โปร่งใสในกองทุนประกันสังคม ที่ “โดนใจคน” โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน ที่เป็นเจ้าของเงินในกองทุนประกันสังคม
ส่วนพรรคสีน้ำเงิน ศูนย์รวม “บ้านใหญ่” ที่ “แต่งหน้าเค้ก” ด้วย “ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ“ ตอนแรกก็ทรงดี กูรูการเมืองคาดหมายว่ามาที่ 1 ฉลุย “อนุทิน ชาญวีรกุล” ได้กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งแน่
แต่การกลับมาของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ กลายเป็น “ตัวแปร” ที่สั่นคลอนพรรคภูมิใจไทยอย่างหนัก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ที่เป็นฐานเสียงเดิมของ ปชป.กระแส “มื้อนี้ สีฟ้าหลบบ้านแล้” (กลับบ้านแล้ว) มาแรงแบบฉุดไม่อยู่และลามไปทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้
ก่อนหน้านี้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรคและแม่ทัพภาคใต้ ของภูมิใจไทยเคยประกาศด้วยความมั่นใจว่า จะกวาดที่นั่งภาคใต้ได้ไม่ต่ำกว่า 31 ที่นั่งจากทั้งหมด 59 ที่นั่ง
ล่าสุด ข่าวหลุดจากวงในพรรคฯประเมินกันว่า มากที่สุดอาจเหลือแค่ 10 คน
วันที่ 27 มกราคม 2569 นิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจ “เลือกตั้ง 69 ของคนนครศรีธรรมราช” คนเมืองคอนเลือก ‘อภิสิทธิ์’เป็นนายกฯ มาเป็นอันดับหนึ่ง 51.45% ทิ้ง ‘อนุทิน’ อันดับสองที่ได้ แค่ 16.40% และอันดับ 3 ณัฐพงษ์ 14.34%
ส่วนการเลือก สส. แบบเขตพรรคประชาธิปัตย์ได้รับเลือกมากที่สุด 51.08% พรรคภูมิใจไทยได้แค่ 16.87 %
วันรุ่งขึ้น ศุภมาส อิศรภักดี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ผู้ดูแลพื้นที่ กทม.ปัดฝุ่น เอาสโลแกนเก่าของพรรคประชาธิปัตย์ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” มาบอกคน กทม.โดยเฉพาะกลุ่มแฟนคลับ ‘ลุงตู่’ และคนที่ยังไม่ตัดสินใจให้ “โหวตเชิงยุทธศาสตร์” คือเลือกสีน้ำเงินทั้ง 2 ใบ เพื่อไม่ให้เสียงแตก เพราะถ้าเลือกพรรคและคนที่ตัวเองชอบ จะเสียงแตก แพ้พรรคประชาชนแน่ๆ
พร้อมๆ กับ “เปลี่ยนแผน” จากที่อนุทิน เคยบอกว่าจะหาเสียงแบบ “ออร์กานิค” ไม่มีการปราศรัยใหญ่ มาเป็นการตั้งเวทีหาเสียงปราศรัยใหญ่ที่สวนลุมพินีวันที่ 6 กุมภาพันธ์ และใช้วันทหารผ่านศึก 3 ก.พ.ปลุกกระแสชาตินิยม ตั้งเวทีปราศรัยที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
การปรับแผนหาเสียงอย่างกระทันหัน และการขุดสโลแกน “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” มาใช้ บ่งบอกถึงความ”สั่นไหว” ของแกนนำภูมิใจไทยอย่างชัดเจน ต่อสถาณการณ์การเลือกตั้งโค้งสุดท้าย จนต้องกลับมาให้ความสำคัญกับสนามเลือกตั้งกรุงเทพ โดยใช้วิธี “ตกปลาในบ่อเพื่อน” สร้างความกลัวให้ โหวตเตอร์ที่ยังไม่ตัดสินใจ และกลุ่มอนุรักษ์นิยม ที่เคยเลือกพลเอกประยุทธ์ ที่มีแนวโน้มจะเลือกประชาธิปัตย์ ให้กลับมาเลือกภูมิใจไทยภายใต้ข้ออ้าง “โหวตเชิงยุทธศาสตร์”
เลือกน้ำเงิน ส้มมาแน่
กรุงเทพฯไม่ใช่สนามของภูมิใจไทย ในสายตาของคนกรุงเทพ ภูมิใจไทยคือ “พรรคภูธร” ของบ้านใหญ่ชิดชอบจากบุรีรัมย์ที่ “ดูด” บ้านใหญ่เข้ามาเพื่อให้มี สส.มากเป็นที่หนึ่ง
แม้จะพยายาม “รีแบรนด์” ให้เป็นพรรคที่มีความทันสมัย ทันโลก ด้วยการดึง คนนอกอย่าง “ศุภจี-สีหศักดิ์-เอกนิติ” เพื่อสร้างภาพลักษณ์ นักบริหารมืออาชีพให้พรรค แต่สำหรับคน กทม.ที่ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างต่อเนื่องข้างหลัง “ศุภจี สีหศักดิ์ เอกนิติ” ก็คือ “เนวิน ชิดชอบ”
เมื่อพูดถึงภูมิใจไทย คนกรุงเทพฯจะนึกถึง เขากระโดง นึกถึงคิงพาเวอร์ นึกถึงอุบัติเหตุจากการก่อสร้างทางด่วน มอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูง ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในยุคที่ภูมิใจไทยคุมกระทรวงคมนาคม
พรรคภูมิใจไทย จึงไม่ใช่ตัวเลือกของคนกรุงเทพฯ เลยต้องใช้การเสนอ “โหวตเชิงยุทธศาสตร์” คือให้คนที่ไม่เลือกพรรคประชาชนและคนที่ยังไม่ตัดสินใจ มาเลือกพรรคภูมิใจไทย เพื่อไม่ให้เสียงอนุรักษ์นิยมแตก
แต่อย่างที่กล่าวมา พรรคภูมิใจไทย มีภาพลักษณ์เป็นลบ สำหรับคนกรุงเทพส่วนใหญ่ ต่อให้มีการใช้อินฟูการเมืองอย่างหนักโน้มน้าวให้เลือกน้ำเงินตามหลักการโหวตยุทธศาสตร์และมีโหวตเตอร์จำนวนหนึ่ง เลือกภูมิใจไทยอยู่ แต่ก็ไม่มีมากพอที่จะชนะพรรคประชาชนได้
พรรคภูมิใจไทย ใช้วิธีตกปลาในบ่อเพื่อนชิงคะแนนเสียงในกรุงเทพฯ จากพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยการขายไอเดียเป็นนัยๆ ว่า เลือกประชาธิปัตย์อย่างไรก็ไม่ชนะ หรือจะกลายเป็นเสียงตกน้ำ เทคะแนนให้ภูมิใจไทยดีกว่ามีโอกาสชนะพรรคส้ม ซึ่งก็ไม่ได้มีหลักประกันอะไรว่าจะเป็นอย่างนั้น
เปิดโพลลับ ฟ้ามา 12 เขต น้ำเงินแค่ 1
เลือกภูมิใจไทย = เทคะแนนทิ้งน้ำ
ในสนามเลือกตั้ง ทุกพรรคโดยเฉพาะพรรคใหญ่ จะทำ “โพล” ของตัวเองตลอดเวลา เพื่อสำรวจคะแนนนิยมของตัวเอง และพรรคคู่แข่งเป็นโพล ที่แม่นยำ เชื่อได้มากที่สุด เพราะเป้าหมายของโพล คือเพื่อปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ตามสถานการณ์ ข้อมูลที่ได้จึงต้องเป็นของจริง
พรรคภูมิใจไทย หันมาเน้นกรุงเทพฯ ในช่วงโค้งสุดท้าย เพราะดูโพลแล้ว ภาคใต้ซึ่งเคยตั้งเป้าไว้ถึง 31 คนได้แค่ 10 ภาคเหนือ ภาคอีสาน ต้องแย่งกับพรรคเพื่อไทย ส่วนกรุงเทพฯ พรรคประชาชนกระแสตก และการกลับมาของ ‘อภิสิทธิ์’ ทำให้ฐานเสียงเดิมที่เคยเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคก้าวไกล อาจกลับมาเลือกพรรคประชาธิปัตย์
การสำรวจใน กทม. ผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของสำนักโพลแห่งหนึ่ง ที่ทำเป็นการภายใน ในสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม พรรคประชาชนยังได้รับการเลือกตั้งมากที่สุด รองลงมาคือ ประชาธิปัตย์ ได้ 12 เขต จาก 33 เขต เป็นพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน พรรคภูมิใจไทยได้เพียงเขตเดียว
พรรคภูมิใจไทยจึงโยนวลี “โหวตเชิงยุทธศาสตร์” และ “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” เพื่อชิงคะแนนของพรรคประชาธิปัตย์ โดยอ้างว่าเพื่อไม่ให้เสียงแตก ซึ่งจะทำให้พรรคประชาชนกวาด สส.กรุงเทพฯ ไปหมด
แต่ในทางกลับกัน พรรคภูมิใจไทยนั่นแหละ ที่จะทำให้เสียงกลุ่มอนุรักษ์นิยมและแฟนคลับลุงตู่แตก เพราะตัวเองไม่มีโอกาสชนะในกรุงเทพฯ เลยอยู่แล้ว แต่ไปแย่งโหวตเตอร์ของพรรคประชาธิปัตย์ มาชดเชยเก้าอี้ สส.ภาคใต้ ที่น้อยกว่าคาดไว้มาก
สุดท้าย ผู้ชนะใน กทม.คือ พรรคประชาชน สีส้ม เพราะสีน้ำเงิน เล่มเกม “กลืนสีฟ้า”
ฟ้าถามน้ำเงิน “เขา” คือใคร?
พรรคส้มหรือพรรคแดง
อภิสิทธิ์ และกรณ์ จาติกวณิช สองแคนดิเดตพรรคประชาธิปัตย์ตั้งคำถามต่อวาทกรรม “ไม่เลือกเรา เขามาแน่” ว่า “เขา” ที่ว่านี่หมายถึงใคร เพราะภูมิใจไทยเองเคยร่วมรัฐบาลกับพรรคแดงมาแล้ว และเคยขอคะแนนเสียงจากพรรคส้มให้โหวตอนุทิน เป็นนายกฯ และจนถึงตอนนี้ ภูมิใจไทยไม่เคยแสดงจุดยืนว่า จะร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคใด
“ที่บอกว่า เขามาแน่ ไม่แน่ใจหมายถึงสีแดงหรือสีส้ม แต่อาจหมายถึงส้มมากกว่า แต่กับทางส้มและแดง พรรคภูมิใจไทย ก็ไม่เคยปฏิเสธไม่ร่วมรัฐบาล”
‘อภิสิทธิ์’ ขอเสียงคนกรุง
เลือก ปชป. ให้มากที่สุด เพื่อเป็นผู้คุมเกม
สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรมไปแล้ว และอภิสิทธิ์ยังเสนอจุดยืนของ ปชป.ว่า ขอเป็น “ผู้คุมเกม” และเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย ซึ่งหมายถึง การกำหนดเงื่อนไขการร่วมรัฐบาลว่า จะต้องไม่มีเรื่องทุจริต คอร์รัปชัน ไม่มีทุนเทา ไม่มีการครอบงำจากบุคคลภายนอก และไม่มีนโยบายที่สร้างความแตกแยก
อภิสิทธิ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่มีพรรคใดชนะเด็ดขาด รัฐบาลหลังเลือกตั้งจะเป็นรัฐบาลผสม ปชป.กำหนดจุดยืนขอเป็นผู้คุมเกมที่ปลอดภัย ไม่เอาเรื่องสีเทาและประเด็นสร้างความแตกแยก มีอำนาจต่อรองได้ ซึ่งถ้าประชาชนให้กำลังคือเลือกประชาธิปัตย์ทั้งแบบพรรค และแบบแบ่งเขตให้มากที่สุด เพื่อให้ประชาธิปัตย์มีจำนวนมากพอที่จะสามารถเป็นผู้กำหนดทิศทางการจัดตั้งรัฐบาลได้





