‘ทักษิณ’ ไม่เคยห่างซีนการเมือง?

20 ส.ค. 2569 - 11:46

  • ‘วันวิชิต’ วิเคราะห์ ‘ทักษิณ’ คืนพื้นที่สาธารณะ แต่ยังไม่ห่างการเมือง

  • มองบทบาทใหม่จาก “ผู้เล่น” สู่ “นักสังเกตการณ์” ที่รอจังหวะเกม

  • จับตาโจทย์ ‘เพื่อไทย’ ในยุคการเมืองเปลี่ยนผ่าน

‘ทักษิณ’ ไม่เคยห่างซีนการเมือง?

การกลับขึ้นเวทีปาฐกถาพิเศษในคืนวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ของ “ทักษิณ ชินวัตร” กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตาในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะการแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางประเทศ ทั้งเรื่องความมั่นคง เทคโนโลยี AI ระบบราชการ เศรษฐกิจ และหลักนิติธรรม

ในรายการ “สนามข่าว 96” ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมวิเคราะห์บทบาทและท่าทีของทักษิณ โดยมองว่า แม้จะมีการแสดงความเห็นในหลายประเด็น แต่สิ่งที่น่าสนใจคือประสบการณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรีที่เดินทางและพบเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกมาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในมิติภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง

ใช้ประสบการณ์ “อดีตนายกฯ” มองโลกเปลี่ยน

วันวิชิต มองว่า หากตัดประเด็นทางการเมืองออกไป การที่ทักษิณเข้ามาอยู่ในวงสนทนาเรื่องข้อมูล เทคโนโลยี และความมั่นคง ถือเป็นสิ่งที่น่ารับฟัง เพราะด้วยประสบการณ์ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีและการเดินทางไปหลายประเทศ ย่อมทำให้เห็นฉากทัศน์การเปลี่ยนแปลงของโลกและภูมิรัฐศาสตร์ในหลายมิติ

โดยเฉพาะการพูดถึงภัยรูปแบบใหม่ ทั้ง AI ไซเบอร์ โดรน และหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นประเด็นที่กำลังมีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังน่าจับตาคือทักษิณยังคงแสดงความเห็นเกี่ยวกับระบบราชการ ซึ่งเป็นประเด็นที่อาจกลายเป็นข้อถกเถียงได้ เพราะประเทศไทยมีข้าราชการจำนวนหลายล้านคน ขณะที่ประชาชนเป็นผู้เสียภาษีเพื่อสนับสนุนระบบราชการ ขณะเดียวกันข้าราชการเองก็ทำหน้าที่ให้บริการประชาชน

วันวิชิต ระบุว่า ทักษิณเคยเข้ามาบริหารประเทศและผลักดันการปฏิรูประบบราชการ โดยพยายามทำให้งานมีความคล่องตัวและลดภารกิจที่ไม่จำเป็น แต่ในเวลาต่อมากลับพบว่า แม้บางฟังก์ชันงานถูกยุบหรือปรับลดลง แต่อัตรากำลังคนในระบบราชการกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจ

เตือน AI มีทั้งคุณและโทษ หากปล่อยให้เทคโนโลยีต่อยอดธุรกิจสีเทา

อีกประเด็นที่ วันวิชิต ให้ความสำคัญคือการนำ AI และเทคโนโลยีใหม่มาใช้ โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ ซึ่งมองว่า AI ไม่ควรถูกปฏิเสธ เพราะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ทั้งด้านการศึกษา การตรวจสอบ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากไม่มีระบบบริหารจัดการและการถ่ายทอดความรู้ที่ถูกต้อง เทคโนโลยีเหล่านี้ก็สามารถถูกนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจสีเทาได้เช่นกัน

วันวิชิต ยกตัวอย่างปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และการพนันออนไลน์ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับปัญหาสแกมเมอร์ โดยมองว่าหากสามารถจัดการกับเครือข่ายการพนันออนไลน์ได้ ก็จะช่วยลดพื้นที่การเติบโตของกลุ่มสแกมเมอร์ลงได้ด้วย

ปัญหาดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ยังเกี่ยวข้องกับคนรายได้น้อย คนหาเช้ากินค่ำ รวมถึงหนุ่มสาวโรงงานหรือคนที่มีเวลาว่าง ซึ่งอาจเข้าไปอยู่ในวงจรการพนันออนไลน์จากความต้องการเสี่ยงโชคหรือหวังได้เงิน ก่อนจะพัฒนาไปสู่ปัญหาหนี้สินโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้น หาก AI ถูกนำไปต่อยอดกับวงจรธุรกิจดังกล่าว ก็อาจทำให้ปัญหาน่ากังวลมากขึ้น แต่ในทางกลับกัน AI ก็สามารถนำมาใช้เพื่อบล็อก ตรวจสอบ และป้องกันอาชญากรรมได้เช่นกัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การปฏิเสธ AI แต่ต้องกำหนดทิศทางการใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

“หลักนิติธรรม” ถูกตั้งคำถาม หลังพูดถึง Trust และ Rule of Law

อีกประเด็นที่น่าสนใจจากการแสดงวิสัยทัศน์ของทักษิณ คือการพูดถึง “ความไว้วางใจ” (Trust) และ “Rule of Law” หรือหลักนิติธรรม โดยทักษิณมองว่า หัวใจสำคัญของเศรษฐกิจและระบบทุนนิยมต้องมีทั้งความไว้วางใจและหลักนิติธรรมที่ดี พร้อมย้ำว่าประเทศไทยต้องสร้างความน่าเชื่อถือกลับคืนมา และพัฒนาบุคลากรให้พร้อม

วันวิชิต ตั้งข้อสังเกตว่า การพูดถึงเรื่องดังกล่าวอาจทำให้เกิดคำถามย้อนกลับไปถึงบทบาทและประสบการณ์ในอดีตของทักษิณเอง เพราะในช่วงที่ทักษิณมีอำนาจทางการเมือง ประเด็นเกี่ยวกับหลักนิติรัฐและนิติธรรมก็เคยถูกตั้งคำถามมาแล้ว

หาก ทักษิณสามารถทบทวนประสบการณ์ในอดีตและยอมรับว่า บทบาทของตัวเองหรือการตัดสินใจในช่วงที่มีอำนาจอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นหรือสร้างความแตกแยกในสังคม การพูดถึงเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาก็อาจทำให้มุมมองดังกล่าวมีน้ำหนักมากขึ้น

วิจารณ์ “ระบบราชการ” แต่ต้นทางการเมืองก็ทิ้งร่องรอยไว้

วันวิชิต ยังย้อนกลับไปถึงรูปแบบการบริหารราชการในช่วงรัฐบาลทักษิณ โดยเฉพาะการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงข้ามกระทรวง ซึ่งมองว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมการบริหารราชการในเวลาต่อมา

ตัวอย่างที่ถูกกล่าวถึงคือการโยกย้ายข้าราชการระดับปลัดกระทรวงข้ามสายงาน ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็นแนวทางที่รัฐบาลยุคหลังนำมาใช้เช่นกัน

วันวิชิต มองว่า การแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งระดับสูงควรคำนึงถึงเนื้องาน ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และวัฒนธรรมขององค์กร ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่าตำแหน่งดังกล่าวมีหน้าที่กำกับนโยบายเท่านั้น เพราะหากผู้บริหารระดับสูงไม่มีประสบการณ์หรือความเข้าใจในงานเพียงพอ ก็อาจทำให้การตัดสินใจเชิงนโยบายทำได้ยาก

โดยเฉพาะผู้บริหารที่เข้ามาจากสายงานที่แตกต่างจากองค์กรเดิม หากไม่มีความเชี่ยวชาญจริงก็อาจเลือกใช้วิธีระมัดระวังตัวมากกว่าการตัดสินใจเพื่อขับเคลื่อนงาน เพราะกังวลว่าจะเกิดความผิดพลาด ส่งผลให้บางกระทรวงขาดคนที่สามารถลงมือขับเคลื่อนงานได้อย่างเต็มที่

ปัญหาจึงไม่ใช่เพียงจำนวนข้าราชการ แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาระบบให้มีบุคลากรที่เหมาะสมกับภารกิจ และสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไทยต้องลงทุน “โครงสร้างพื้นฐาน” ไม่ใช่โฟกัส AI เพียงอย่างเดียว

สำหรับข้อเสนอเรื่องการพัฒนาประเทศ วันวิชิต เห็นด้วยกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เพราะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งระบบพลังงาน ถนน การอำนวยความสะดวกทางธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ในหลายด้าน รวมถึงการทำให้ต้นทุนพลังงานหรือค่าไฟฟ้ามีความเหมาะสม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

พร้อมกันนี้ ไม่ควรให้ความสำคัญกับ AI หรือ Big Data เพียงอย่างเดียว เพราะอาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มคนที่เข้าถึงเทคโนโลยีกับประชาชนระดับล่างที่อาจไม่ได้รับประโยชน์หรือไม่สามารถเข้าถึงระบบเหล่านี้ได้อย่างเท่าเทียม

วันวิชิต ยกตัวอย่างประเทศอย่างไต้หวัน รวมถึงอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ซึ่งต่างพยายามพัฒนาประเทศและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ โดยมองว่าประเทศไทยควรศึกษาว่าแต่ละประเทศสามารถพัฒนามาถึงจุดดังกล่าวได้อย่างไร

ชี้ ‘เพื่อไทย’ ต้องพิสูจน์ผลงานด้านพัฒนาคน

วันวิชิต มองว่า ทักษิณให้ความสำคัญกับเรื่องการพัฒนาคนมาโดยตลอด แต่ประเด็นสำคัญคือ ต้องลงลึกให้ได้ว่าปัญหาของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ไทยอยู่ตรงไหน และเหตุใดประเทศจึงยังไปไม่ถึงเป้าหมายที่ควรจะเป็น

เรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการทำงานของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หลายส่วน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงแรงงาน

หากสามารถขับเคลื่อนงานในแต่ละส่วนให้สอดคล้องกันได้ ก็อาจสร้างความเชื่อมั่นและเป็นคะแนนทางการเมืองให้กับพรรคเพื่อไทยได้มากขึ้น

แม้บางฝ่ายจะมองว่าทักษิณไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบริหารพรรคโดยตรง แต่ในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญและเป็นผู้ใหญ่ที่ยังให้ความสนใจบ้านเมือง รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับคนในพรรค การแสดงความเห็นของเขาจึงยังมีนัยสำคัญทางการเมือง

ยังไม่ห่างการเมือง อาจอยู่ในบทบาท “รอจังหวะ”

เมื่อประเมินภาพรวม วันวิชิตมองว่า ทักษิณไม่เคยห่างจากการเมืองไทย เพียงแต่บทบาทในเวลานี้อาจเปลี่ยนจากผู้ลงเล่นโดยตรงมาเป็นผู้สังเกตการณ์ที่จับตาดูสถานการณ์และรอจังหวะที่เหมาะสม

แม้เดินทางไปต่างประเทศ ก็ยังมีการพบปะผู้คนและเครือข่ายทางการเมือง ขณะเดียวกันทักษิณในวัย 77 ปียังมีความกระฉับกระเฉงและมองว่าตัวเองยังสามารถมีบทบาทต่อเครือข่ายและกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ได้

อย่างไรก็ตาม การที่ทักษิณกลับมาอยู่ในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถพึ่งพาเขาเพียงคนเดียวได้ พรรคจำเป็นต้องสร้างทีมทำงานรุ่นใหม่ที่มีความเป็นมืออาชีพ เพราะบุคลากรในยุคเก่าที่เคยร่วมงานกับทักษิณจำนวนมากกำลังเปลี่ยนผ่านไปตามวัยและยุคสมัย

โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และ Gen Z ที่อาจไม่ได้มีความผูกพันกับภาพทักษิณในยุคที่มีอำนาจทางการเมือง แต่รู้จักทักษิณจากภาพในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี หรือจากการเป็นบิดาของอดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร รวมถึงภาพการกลับประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา

“ประวัติศาสตร์การเมืองแบบตัดต่อ” กระทบภาพจำคนรุ่นใหม่

วันวิชิตมองว่า จุดหนึ่งของการเมืองไทยคือประวัติศาสตร์มักถูกนำเสนอแบบเลือกช่วงเวลา เหตุการณ์บางเรื่องถูกหยิบมาใช้เพื่อสร้างเครดิตหรือดิสเครดิตให้กับบุคคลหรือฝ่ายการเมืองต่าง ๆ

ดังนั้น โจทย์ของทั้งทักษิณและพรรคเพื่อไทยจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ทักษิณสามารถกลับมาอยู่ในพื้นที่ทางการเมืองและได้รับการยอมรับจากคนรุ่นใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาภาพจำจากอดีตเพียงอย่างเดียว

‘แดง-น้ำเงิน’ ยังมีพื้นที่ร่วมทางการเมือง

เมื่อถูกถามถึงภาพความใกล้ชิดระหว่าง ทักษิณ กับ ฝ่ายการเมืองสีน้ำเงิน วันวิชิตมองว่า ความสัมพันธ์ระหว่างขั้วการเมืองยังมีโอกาสดำรงอยู่ต่อไป แม้รูปแบบการเมืองอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์

ส่วนการจับมือระหว่างขั้วการเมืองเดิมกับพรรคประชาชนหรือ “สีส้ม” นั้น มองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากด้วยเงื่อนไขด้านแนวคิดและรูปแบบการทำงาน แม้จะมีสัญญาณว่าพรรคประชาชนอาจปรับตัวหรือปรับวิธีคิดเพื่อให้สามารถทำงานกับฝ่ายอื่นได้มากขึ้น แต่การปรับดังกล่าวก็อาจกระทบฐานความเชื่อมั่นของสมาชิกและแฟนคลับของพรรค

ขณะเดียวกัน กลุ่มพลังอนุรักษ์นิยมยังมีข้อจำกัดในการเปิดพื้นที่ให้พรรคประชาชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารอำนาจ

วันวิชิตมองว่า หากต้องเลือกระหว่างทักษิณกับพรรคประชาชน ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอาจเลือกทักษิณมากกว่า เพราะทักษิณเข้าใจโครงสร้างและกลไกทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์นิยม และมีลักษณะของการปรับตัวเพื่ออยู่ร่วมกับระบบ มากกว่าความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกโครงสร้างเดิม

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาพรรคการเมืองอื่น เช่น พรรคกล้าธรรม รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะมีสีทางการเมืองใหม่หรือพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้น

การเมืองยุค “Transform” กับกระแสขวาทั่วโลก

วันวิชิตมองว่า การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือ Transform โดยย้อนให้เห็นว่า ในช่วงหนึ่งทักษิณเคยใช้แนวทางการเมืองที่เน้นประชาธิปไตยมากกว่า แต่ต่อมามีการปรับเข้าสู่จุดสมดุลเพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับพลังฝ่ายขวาหรือฝ่ายอนุรักษ์นิยมได้

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับกระแสการเมืองโลกที่ฝ่ายขวาหรือพลังอนุรักษ์นิยมกำลังกลับมาได้รับความนิยมมากขึ้นในหลายประเทศ หลังจากช่วงก่อนหน้านี้กระแสเสรีนิยมเคยเติบโตอย่างมาก

ในยุโรปหลายประเทศสามารถเห็นการขยายตัวของพลังฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างชัดเจน ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ใช้ประเด็นชาตินิยมและแนวคิดเกี่ยวกับการจัดระเบียบสังคมเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของการเมือง

วันวิชิตจึงมองว่า ทักษิณเข้าใจภูมิรัฐศาสตร์และบริบทการเมืองไทยได้ดี แต่สิ่งที่น่าสังเกตคือ การนำเสนอของทักษิณมักเน้นภาพของอนาคตและความคาดหวัง มากกว่าการอธิบายข้อจำกัดหรือด้านลบของปัญหา รวมถึงประเด็นที่ตัวเขาเองเคยมีส่วนเกี่ยวข้องในอดีต

‘ทักษิณ’ ยังอยู่ในเกม แม้เปลี่ยนบทบาท?

ภาพจากการกลับมาแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีสาธารณะจึงสะท้อนว่า ทักษิณยังไม่ได้หายไปจากการเมืองไทย แม้บทบาทอาจเปลี่ยนจากผู้เล่นที่ลงสนามโดยตรง มาเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ประเมินสถานการณ์ รอจังหวะ และส่งสัญญาณผ่านการแสดงความเห็นในประเด็นต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน การกลับมาอยู่ในพื้นที่ทางการเมืองอีกครั้งก็เป็นโจทย์สำคัญของพรรคเพื่อไทยว่า จะสามารถเปลี่ยน “ประสบการณ์และเครือข่ายของทักษิณ” ให้กลายเป็นพลังทางการเมืองที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้หรือไม่ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการเมืองไทย กระแสอนุรักษ์นิยมที่เติบโตขึ้น และการแข่งขันระหว่างขั้วการเมืองที่ยังไม่มีสัญญาณว่าจะยุติลงในเร็ววัน

View post on Facebook

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์