เกมโควตาใน ‘สภา’ เมื่อ ‘ผู้หญิง’ กลับมาอยู่บนกระดาน

11 มี.ค. 2569 - 18:07

  • ‘ลลิตา ฤกษ์สำราญ’ หมุดหมายเดียวของผู้หญิงบนบัลลังก์สภา

  • ศึกปี 2562 : โอกาสของ ‘เยาวลักษณ์’ กับเกมเสียงข้างมาก

  • สมการใหม่หลังเลือกตั้ง 2569 : เมื่อชื่อผู้หญิงกลับมาอยู่ในกระดาน

เกมโควตาใน ‘สภา’ เมื่อ ‘ผู้หญิง’ กลับมาอยู่บนกระดาน

ในโครงสร้างอำนาจของรัฐสภาไทย ตำแหน่ง ‘รองประธานสภาผู้แทนราษฎร’ อาจไม่ใช่เก้าอี้ที่ปรากฏบนพาดหัวข่าวทุกวันเหมือนตำแหน่งรัฐมนตรีหรือผู้นำรัฐบาล แต่ในเชิงการเมืองแล้ว ‘บัลลังก์นี้’ มีความหมายไม่น้อย เพราะเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการควบคุมการประชุม การวินิจฉัยข้อบังคับ และการทำหน้าที่แทนประธานสภาในหลายวาระสำคัญ

เหนือไปกว่านั้น ในทางการเมือง ตำแหน่งรองประธานสภามักสะท้อน ‘ดุลอำนาจ’ ของพรรคการเมืองในสภา อย่างชัดเจน เพราะการจัดสรรตำแหน่งไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หากแต่เป็นผลลัพธ์ของ การเจรจา การต่อรอง และการแบ่งโควตาระหว่างพรรคการเมืองที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล

ด้วยเหตุนี้ ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งใหม่ การจัดวางตำแหน่ง ประธานสภา – รองประธานสภาคนที่ 1 – รองประธานสภาคนที่ 2 จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเกมการเมืองที่เข้มข้นไม่แพ้การแบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี

เมื่อย้อนดูประวัติศาสตร์รัฐสภาไทย จะพบข้อเท็จจริงหนึ่งที่น่าสนใจวอยู่ประการหนึ่ง คือหลายทศวรรษมาแล้ว ที่มี ‘ผู้หญิง’ เพียงคนเดียวเท่านั้น ที่เคยขึ้นนั่งบัลลังก์ ‘รองประธานสภาผู้แทนราษฎร’

หมุดหมายเดียวในประวัติศาสตร์ : ‘ลลิตา ฤกษ์สำราญ’

ชื่อของ ‘ลลิตา ฤกษ์สำราญ’ สส. กทม. พรรคไทยรักไทย กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมือง หลังเธอได้รับเลือกเป็น รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เมื่อปี 2548 ในช่วงที่พรรคครองเสียงข้างมากในสภาอย่างเบ็ดเสร็จ

การขึ้นสู่บัลลังก์ในครั้งนั้น ทำให้ ‘ลลิตา’ กลายเป็น ผู้หญิงคนแรก และจนถึงปัจจุบันยังคงเป็นคนเดียว ที่เคยดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

ในเชิงบทบาท รองประธานสภาไม่ได้เป็นเพียงผู้ควบคุมการประชุมเท่านั้น แต่ยังต้องทำหน้าที่รักษากติกาการประชุม วินิจฉัยข้อบังคับ และกำกับบรรยากาศการอภิปรายในสภา ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของกระบวนการนิติบัญญัติ

อย่างไรก็ตาม หลังจากยุคของ ‘ลลิตา’ ตำแหน่งรองประธานสภาก็กลับไปอยู่ในมือของนักการเมืองชายมาโดยตลอด และเกือบๆ สองทศวรรษที่ผ่านมา ยังไม่มีผู้หญิงคนใดสามารถก้าวขึ้นมาทำลายสถิตินี้ได้เลย

ศึกปี 2562 : โอกาสของ ‘เยาวลักษณ์’ กับเกมเสียงข้างมาก

อีกช่วงเวลาหนึ่งที่ตำแหน่งรองประธานสภาถูกจับตาอย่างมาก เกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังการรัฐประหารของ คสช.

ในเวลานั้น ‘พรรคอนาคตใหม่’ ในฐานะพรรคการเมือง ‘หัวก้าวหน้า’ ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ในสนามการเมือง ได้เสนอชื่อ ‘เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์’ สส.แบบบัญชีอ รายชื่อ เข้าชิงตำแหน่ง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1  กับ ‘สุชาติ ตันเจริญ’ บ้านใหญ่แห่งแปดริ้ว จากพรรคพลังประชารัฐ

แต่ท้ายที่สุดผลคะแนน ‘พ่อมดดำ’ ก็เฉือนชนะ ‘เยาวลักษณ์’ แบบฉิวเฉียดด้วยเสียงโหวต 248 ต่อ 246 คะแนน 

กระนั้น การเสนอชื่อในครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นสัญญาณของการเมืองแบบใหม่ ที่ ‘อนาคตใหม่’ พยายามจะเปิดพื้นที่ให้บุคคลหน้าใหม่และผู้หญิงก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงของรัฐสภา

แต่ในทางปฏิบัติ การแข่งขันในสภาอาจไม่ได้ตัดสินกันด้วยภาพลักษณ์หรือสัญลักษณ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว จึงทำให้ท้ายที่สุด เกมกลับไปอยู่ที่ ‘เสียงข้างมาก’

การแข่งขันครั้งนั้นสะท้อนให้เห็นชัดว่า ตำแหน่งบนบัลลังก์สภามักถูกกำหนดด้วย สมการทางการเมืองของเสียงในสภา มากกว่าการแข่งขันเชิงบุคคล

สมการใหม่หลังเลือกตั้ง 2569 : เมื่อชื่อผู้หญิงกลับมาอยู่ในกระดาน

หลังการเลือกตั้งปี 2569 การจัดตั้งรัฐบาลและการแบ่งตำแหน่งในสภากลับมาเป็นอีกหนึ่งสมการสำคัญของการเมืองไทย โดยเฉพาะตำแหน่งรองประธานสภา ที่ถูกจับตามองว่าใครจะได้ขึ้นนั่งบัลลังก์ในรอบนี้

ในสมการดังกล่าว มีชื่อของ ‘ผู้หญิง’ ปรากฏในรายงานข่าวอยู่สองคน ชื่อแรกคือ ‘มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช’ สส.ลพบุรี ซึ่งถูกวางตัวในโควตาของ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ในฐานะแกนนำรัฐบาล

‘มัลลิกา’ มาจากครอบครัวธุรกิจค้าข้าวรายใหญ่ของจังหวัดลพบุรี และถือเป็นหนึ่งใน ‘บ้านใหญ่’ ทางการเมืองของพื้นที่ ฐานทางการเมืองของครอบครัวมีบทบาทในจังหวัดมายาวนาน และแทบไม่เคยพ่ายแพ้การเลือกตั้งในพื้นที่

ผนวกกับการตีความจากวงนอก ว่าเธอมีเป็นหนึ่งมือประสานงาน และเป็นบุคคลที่ ‘คนบุรีรัมย์’ ไว้วางใจ ทำให้พอผนวกกับฐานการเมืองที่มีเป็นทุนเดิมแล้ว ทำให้ชื่อของ ‘มัลลิกา’ ถูกจับตามองในฐานะตัวเลือกของพรรค สำหรับตำแหน่ง ‘รองประธานสภา คนที่ 1’

อีกชื่อหนึ่งคือ ‘มนพร เจริญศรี’ สส. นครพนม พรรคเพื่อไทย ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาอยู่ในสมการตำแหน่ง ‘รองประธานสภา คนที่ 2’ ในโควตาของพรรค

'มนพร' เป็นนักการเมืองที่เติบโตจากสนามการเมืองระดับพื้นที่ และมีบทบาทในเครือข่ายการเมืองของพรรคเพื่อไทยมาอย่างต่อเนื่อง บ้างก็ว่าเป็น ‘มือประสานคนสำคัญ’ ของ ‘เดอะซัน -  สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ’ แกนนำสำคัญของพรรคเพื่อไทย ในศึกเลือกตั้ง 2569ดังนั้นจึงมีความเป็นได้ว่า ในวันโหวตเลือก ทางพรรคเพื่อไทยจะมีการเสนอชื่อ ‘เจ๊เดือน’ ในตำแหน่งดังกล่าว ตามรายงานที่ทุกคนรับทราบ

สัดส่วน สส.หญิงในสภา : แนวโน้มเพิ่มขึ้น

อีกมิติหนึ่งที่สะท้อนความเปลี่ยนแปลงในสภา คือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิง จากจำนวน สส.ทั้งหมด 500 คน พบว่าในการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกหลังยุค คสช. มี สส.หญิง 81 คน คิดเป็นประมาณ 16.2% ของสภา ต่อมาในการเลือกตั้งปี 2566 จำนวนเพิ่มขึ้นเป็น 96 คน หรือราว 19.2% ขณะที่การเลือกตั้งปี 2569 มี สส.หญิง 93 คน คิดเป็นประมาณ 18.6%

แม้ตัวเลขจะปรับขึ้นลงเล็กน้อยตามผลการเลือกตั้ง แต่โดยรวมสะท้อนว่า สัดส่วนผู้หญิงในสภาเริ่มขยับเข้าใกล้ 1 ใน 5 ของสมาชิกทั้งหมด มากกว่าหลายช่วงเวลาที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

อย่างไรก็ตาม หากมองกลับมาที่ตำแหน่งบนบัลลังก์สภา ภาพที่เห็นยังคงถูกกำหนดด้วย เกมการเมืองของพรรคการเมืองและการจัดสรรโควตา โดยธรรมเนียมทางการเมือง ตำแหน่ง ประธานสภา – รองประธานสภาคนที่ 1 – รองประธานสภาคนที่ 2 มักถูกจัดวางผ่านการเจรจาระหว่างพรรคการเมืองที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล

ด้วยเหตุนี้ การตัดสินว่าใครจะขึ้นนั่งบัลลังก์รองประธานสภา จึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุมรัฐสภาเท่านั้น หากแต่ถูกกำหนดจาก ‘โต๊ะเจรจาทางการเมือง’ ก่อนหน้านั้น และทุกครั้งที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ บัลลังก์รองประธานสภาจึงกลายเป็นอีกหนึ่งหมากสำคัญของการจัดสมดุลอำนาจระหว่างพรรคการเมืองในรัฐสภา

เพราะท้ายที่สุดแล้ว เก้าอี้บนบัลลังก์สภา ไม่ได้เป็นเพียงตำแหน่งในพิธีการ หากแต่เป็น ส่วนหนึ่งของสมการอำนาจทางการเมือง ที่ถูกจัดวางอย่างรอบคอบในทุกยุคของการเมืองไทย…

info-6.jpg

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์