ว่ากันว่าในยุคสมัยหนึ่ง ‘บทเพลง’ มิได้ทำหน้าที่เพียงสร้างความบันเทิง หากแต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการรับรู้ และเป็นสื่อกลางในการส่งต่อเรื่องราวของโลกอันกว้างไกลผ่าน ‘ดนตรี’ และ ‘เนื้อร้อง’ ที่แฝงพลังทางความคิดอย่างทรงอิทธิพล หลายเรื่องราวซึ่งไม่เคยถูกบันทึกไว้ในตำราประวัติศาสตร์ฉบับกระแสหลัก หรือไม่เคยถูกกล่าวถึงเหนือพื้นที่อภิสิทธิ์ของรัฐ มักถูกสายธารแห่งศิลปะแขนงนี้คอยเติมเต็มและเก็บรักษาไว้ในจินตภาพของสังคมมาเสมอ
“เขาอยู่ตรงนั้นมานาน เขาอยู่ที่นั่นมานาน เขาอยู่ตรงนั้นมาจนสองพันปีผ่านไป ณ ลุ่มแม่สาละวิน ที่อยู่ ที่กิน ที่ตาย”
เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นเคยกับเนื้อเพลงท่อนนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในหมู่ผู้ฟังเพลงเพื่อชีวิต—เนื้อร้องเพียงไม่กี่บรรทัดดังกล่าว คือส่วนหนึ่งของเพลง‘กอทูเล’ จาก'วงคาราบาว' บทเพลงที่หยิบยกบริบทของการดำรงอยู่ของ ‘ชนชาวกะเหรี่ยง’ ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำสาละวินและเทือกเขาตะนาวศรี มาเล่าอย่างกระชับ แต่ครบถ้วนทั้งมิติของ ‘การเมือง’ ที่นำเสนอทั้งเรื่อง ‘เวลา พื้นที่ และวิถีชีวิต’ โดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงด้วยแผนที่ฉบับทางการ หรือคำศัพท์ทางรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน
เพลงนี้กลับสะท้อนภาพของผู้คนที่มี ‘ที่อยู่ ที่กิน และที่ตาย’ อย่างเป็นรูปธรรม และถ่ายทอดความปรารถนาลึกๆ ของ ‘ชาติพันธุ์’ ที่ต้องการกำหนดชะตากรรมของตนเองบน ‘ดินแดนแห่งความฝัน’ ที่ชื่อ ‘กอทูเล’ ซึ่งผูกพันมายาวนาน
ในเชิงการเมือง คำว่า ‘อยู่มาก่อน – อยู่มานาน’ อะไรทำนองนี้ มักเป็นคำที่สื่อถึงปัญหาโครงสร้างของ ‘รัฐชาติสมัยใหม่’ ที่มีเส้นเขตแดน และความชอบธรรมที่ถูกกำหนดจากอำนาจศูนย์กลาง (ณ ที่นี้อาจหมายถึงรัฐบาลกลางเมียนมา) ดังนั้นเพียงประโยคสั้นๆ นี้ ก็เพียงพอจะทำให้เข้าใจถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของรัฐชาติ และความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สั่งสมมายาวนานของ ‘เมียนมา’ หลังได้รับเอกราชจาก ‘อังกฤษ’
ในด้านดนตรี เพลง ‘กอทูเล’มีจังหวะหนักแน่นตามแบบฉบับของคาราบาวในช่วงที่วงนิยมสร้างงานที่ผสมผสานประวัติศาสตร์ การเมือง และชีวิตผู้คนเข้าด้วยกัน ทำหน้าที่ขับเน้นความตึงเครียดของเนื้อหา และเปิดพื้นที่ให้ผู้ฟังจินตนาการถึงความไม่อ่อนโยนของสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน ดังปรากฏในท่อนที่ว่า
“ชนชาวกะเหรี่ยง รบเพื่อเอกราช เยี่ยงบรรพบุรุษ ชนชาติมองโกเลีย ชนชาวกะเหรี่ยงรบเพื่อกอทูเล มีเพียงพันธมิตรยุงพิษมาลาเรีย”
ท่อนนี้บ่งบอกถึงความเชื่อแบบตำนานมุขปาฐะ ที่บอกเล่าไว้มุมหนึ่งว่า บรรพบุรุษของชาวกะเหรี่ยงอพยพมาจากที่ราบสูง ‘มองโกเลีย’ ดังนั้นการที่ ‘แอ๊ด–คาราบาว’ตั้งใจเขียนเนื้อร้องนี้ อาจเป็นการหยิบยก ‘ที่มาของสายเลือด’ มาใช้เพื่อขับเน้น ‘ความภาคภูมิใจในชาติพันธุ์’ ว่าพวกเขามี ‘ประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน’ และ ‘ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ใคร’ โดยเฉพาะเนื้อเพลงท่อนที่ว่า ‘เยี่ยงบรรพบุรุษ ชนชาติมองโกเลีย’ ณ ที่นี้อาจตีความได้ว่าหมายถึง ‘เจงกิสข่าน’ ผู้นำยุคต้นประวัติศาสตร์ที่กล้าหาญ ชวนสร้างภาพจำ หรือจินตภาพให้ผู้ฟังสามารถนึกถึงความน่าเกรงขามของชนชาตินี้ได้ง่ายขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ ‘คาราบาว’ ในยุคนั้นที่มักทำดนตรีสะท้อนภาพ ‘คนชายขอบ’ ที่กำลังเผชิญหน้ากับ ‘ทุน’ และ ‘รัฐ’
ขณะเดียวกัน ก็ไม่ได้ทำให้การต่อสู้ของชาติพันธุ์กลุ่มนี้ดู ‘โรแมนติกเกินจริง’ เพราะวรรคที่ว่าด้วย 'มีเพียงพันธมิตรยุงพิษมาลาเรีย' ได้ย้ำเตือนถึงความโหดร้ายที่กลุ่มชาติพันธุ์ต้องเผชิญอย่างโดดเดี่ยว ไร้การสนับสนุน มีเพียง ‘ยุง’ และ ‘ไข้ป่า’ ในพงไพรเท่านั้นที่คอยเป็นกำลังเกื้อหนุนในการต่อสู้กับรัฐบาลกลาง หรือกลุ่มต่อต้านอื่นๆ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ ‘กอทูเล’ ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเพลงเพื่อชีวิตธรรมดา หากแต่เป็น ‘บทเพลงการเมือง’ ที่ยังไม่หมดอายุ แม้เวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษก็ตาม น่าสนใจว่า ในห้วงเวลาปัจจุบัน คำว่า ‘กอทูเล’ สำหรับสังคมไทย มิได้เป็นเพียงชื่อเพลงอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นชื่อของ ‘รัฐใหม่’ ที่ปรากฏผ่านหน้าสื่อในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แม้บทเพลงจะทรงพลังเพียงใด ในโลกความเป็นจริงทางการเมืองของปี 2026 การประกาศจัดตั้ง ‘สาธารณรัฐกอทูเล’ โดยการนำของ ‘พล.อ.เนอดา เมียะ’ และ ‘กลุ่มกะเหรี่ยง KTLA’ ยังคงเป็นคำถามใหญ่ที่สังคมโลกเฝ้าจับตา เพราะในทางรัฐศาสตร์ การสถาปนารัฐใหม่ต้องอาศัยปัจจัยที่มากกว่า ‘ความทรงจำร่วม’ หากแต่ต้องการการควบคุมดินแดนอย่างเบ็ดเสร็จ และที่สำคัญที่สุดคือ ‘เอกภาพภายใน’ เว้นแม้แต่ ‘กะเหรี่ยงด้วยกันเอง’ อย่าง ‘สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง’(KNU) ก็ไม่ได้ให้การยอมรับ ‘รัฐประกาศใหม่’ ในครั้งนี้ ซึ่งมีเพียงแกนนำและกองกำลังทหารราว 400 นาย เป็นสักขีพยาน
การประกาศอธิปไตยเหนือแผ่นดิน ‘กอทูเล’ ในพรมแดนที่ประชาคมโลกยังไม่ให้การรับรอง จึงควรถูกมองในฐานะปรากฏการณ์ทางการเมืองเชิงสัญลักษณ์ มากกว่าการสถาปนา ‘รัฐ’ ในความหมายทางรัฐศาสตร์ เพราะยังขาดเงื่อนไขพื้นฐานทั้งการควบคุมอาณาเขตอย่างแท้จริง ความเป็นเอกภาพของกลุ่มการเมืองและกองกำลังภายในชาติพันธุ์เดียวกัน ตลอดจนการยอมรับจากรัฐเพื่อนบ้านและองค์กรระหว่างประเทศ
‘กอทูเล’ จึงยังคงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ของความทรงจำและจินตนาการทางการเมือง ขณะที่ ‘รัฐกอทูเล’ ในโลกจริง ยังคงเป็นเพียงคำถามเปิดในสมการภูมิรัฐศาสตร์ของเมียนมาที่ยังไม่ปิดฉากลง
บทเพลงทำหน้าที่บอกเล่าความปรารถนาของชนชาติพันธุ์ ขณะที่การเมืองตัดสินด้วยอำนาจและความเป็นไปได้จริง ในระยะห่างระหว่างสองเส้นทางนี้เอง ‘กอทูเล’ จึงดำรงอยู่ในฐานะ ‘คำถามทางการเมือง’ มากกว่า ‘คำตอบของรัฐชาติ’ ที่จะหาข้อสรุปได้ในเวลาอันใกล้...



