นับเป็นช่วงเวลาที่การเมืองไทย กำลังความเคลื่อนไหว ในเชิงโครงสร้างอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกระแสการผลักดัน ‘กฎหมาย’ และ ‘แนวนโยบาย’ ที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบของ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ว่าที่แกนนำรัฐบาลชุดใหม่ ที่นำโดย ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’
สิ่งที่ถูกจับตามองไม่ใช่เพียง ‘นโยบายรายเรื่อง’ หากแต่เป็นภาพรวมของการจัดวางกลไกทางกฎหมายและโครงสร้างรัฐ ที่ดูเหมือนจะเชื่อมโยงกันเป็นยุทธศาสตร์เดียวกัน ตั้งแต่แนวคิดปรับโครงสร้างกระทรวง การออกกฎหมายอำนวยความสะดวกทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงนโยบายกระจายรายได้และอำนาจสู่ท้องถิ่น
หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสังเกตว่า ความเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจสะท้อนความพยายามวาง ‘โครงสร้างอำนาจทางการเมือง’ ผ่านเครื่องมือทางเศรษฐกิจและกฎหมายของรัฐ
ตั้งแต่แนวคิดการแยก ‘กระทรวงกีฬา’ ออกจาก ‘กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา’ ไปผนวกกับ ‘กระทรวงวัฒนธรรม’ การผลักดันกฎหมายลักษณะ ‘ซูเปอร์ไลเซนส์’ หรือระบบอนุญาตแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ไปจนถึงแนวคิด ‘พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน’ ที่เปิดช่องให้รายได้หรือภาษีสามารถส่งกลับไปพัฒนาท้องถิ่นต้นทาง
ขณะเดียวกัน ยังมีการพูดถึงการปรับกติกาที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งทางการเมืองท้องถิ่น ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าอาจส่งผลต่อการจัดวางสมดุลอำนาจในระดับพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อพิจารณานโยบายเหล่านี้ร่วมกัน นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยจึงตั้งข้อสังเกตว่า หลายมาตรการดูเหมือนจะมี ‘จุดร่วม’ เชิงยุทธศาสตร์ นั่นคือการสร้างฐานเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมือง ที่โยงกลับไปหาแนวคิดของ ‘เนวิน ชิดชอบ’ ผู้ซึ่งถูกมองว่าเป็น 'ผู้นำทางจิตวิญญาณ’ ของพรรค
คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นเพียงการปรับปรุงโครงสร้างรัฐเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ หรือเป็นการวางยุทธศาสตร์ทางการเมืองระยะยาว ที่มีเป้าหมายชัดเจนยิ่งกว่านั้น…
การจัดวาง ‘กระทรวง’ กับโครงสร้างการเมืองหลังม่านเศรษฐกิจกีฬา
‘รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว’ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา วิเคราะห์ว่า ความเคลื่อนไหวทางนโยบายดังกล่าวสะท้อนการปรับตัวของชนชั้นนำทางการเมืองไทยในยุคเศรษฐกิจใหม่
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือแนวคิดการปรับโครงสร้างกระทรวง ซึ่งมีการพูดถึงความเป็นไปได้ในการควบรวมภารกิจด้าน ‘การท่องเที่ยว’ กับ ‘วัฒนธรรม’ ขณะที่แยกภารกิจด้าน ‘กีฬา’ ออกมาเป็นกลไกเฉพาะ
ในมุมการบริหารราชการ การจัดโครงสร้างใหม่อาจเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐ เพราะการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมมีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด ขณะที่ภาคกีฬามีลักษณะเป็นอุตสาหกรรมเฉพาะที่มีพลวัตแตกต่างออกไป
แต่หากมองในมิติ ‘เศรษฐกิจการเมือง’ การจัดวางกระทรวงเช่นนี้ยังสะท้อนการมองเห็น ‘พื้นที่เศรษฐกิจใหม่’ ของทุนไทย นั่นคืออุตสาหกรรมกีฬา ซึ่งยังไม่ถูกครอบครองอย่างเต็มที่โดยกลุ่มทุนดั้งเดิมของประเทศ
ในอดีต ‘กลุ่มทุนขนาดใหญ่’ ของไทย มักเติบโตจากอุตสาหกรรมพลังงาน โทรคมนาคม อสังหาริมทรัพย์ หรือเทคโนโลยี แต่ ‘อุตสาหกรรมกีฬา’ กลับเป็นพื้นที่ใหม่ที่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เล่นหน้าใหม่สามารถเติบโตได้ หากมีโครงสร้างรัฐและนโยบายที่เอื้ออำนวย
ตัวอย่างที่ถูกกล่าวถึงบ่อยคือการเติบโตของเครือข่ายธุรกิจกีฬาในจังหวัด ‘บุรีรัมย์’ ไม่ว่าจะเป็น ‘สโมสรฟุตบอล บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด’ สนามแข่งระดับโลกอย่าง ‘ช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต’ ที่ใช้จัดการแข่งขัน ‘MotoGP’ รวมถึงกิจกรรมกีฬาและ ‘อีสปอร์ต’ ที่ดึงดูดกิจกรรมระดับนานาชาติเข้าสู่พื้นที่
ปรากฏการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่า ‘อุตสาหกรรมกีฬา’ อาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับทุนท้องถิ่นให้เชื่อมต่อกับทุนระดับโลก
โอฬาร ชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนวิวัฒนาการของ ‘ทุนทางการเมืองไทย’ จากเดิมที่นักการเมืองท้องถิ่นสะสมทุนผ่านธุรกิจรับเหมาก่อสร้างหรือโครงการรัฐ ก่อนจะขยายไปสู่ธุรกิจบริการ แต่ในช่วงหลังเริ่มเห็นการขยับเข้าสู่ธุรกิจใหม่อย่างกีฬา โดยเฉพาะฟุตบอลและมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายทุนระดับโลกได้ง่ายกว่าอุตสาหกรรมดั้งเดิม
กรณีของ เนวิน ชิดชอบ น่าสนใจ เพราะเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่การเปลี่ยนทุนการเมืองจากสีเทาเป็นทุนขาว ผ่านสโมสรฟุตบอลเหมือนนักการเมืองคนอื่น แต่เป็นความพยายามยกระดับทุนท้องถิ่น ให้เชื่อมกับทุนระดับโลก ผ่านอุตสาหกรรมกีฬา เมื่อเป้าหมายเป็นแบบนั้น การมีกลไกระดับรัฐอย่างกระทรวงกีฬา จึงมีนัยทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างชัดเจน”
— รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
‘ซูเปอร์ไลเซนส์’ กับการปลดล็อกระบบราชการ
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตา คือแนวคิดการออกกฎหมายเพื่อเร่งกระบวนการอนุญาตทางธุรกิจ ผ่านระบบ One Stop Service หรือ ‘ซูเปอร์ไลเซนส์’
แนวคิดนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราชการไทย ที่มักถูกวิจารณ์ว่าล่าช้าและเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน ในระบบเศรษฐกิจทุนนิยมสมัยใหม่ ความรวดเร็วของกระบวนการอนุมัติถือเป็น ต้นทุนสำคัญของธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม นักวิชาการก็เตือนว่า หากไม่มีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง กลไกดังกล่าวอาจเปิดช่องให้เกิดข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
การลดขั้นตอนรัฐอาจช่วยปลดล็อกเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็อาจกลายเป็นเครื่องมือใหม่ ของการจัดสรรผลประโยชน์ทางอำนาจได้เช่นกัน
— รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
‘บ้านเกิดเมืองนอน’ กับการเมืองของการกระจายอำนาจ
ขณะที่แนวคิด ‘พ.ร.บ.บ้านเกิดเมืองนอน’ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถส่งรายได้หรือภาษีกลับไปพัฒนาท้องถิ่นต้นทาง เป็นอีกนโยบายที่สะท้อนแนวคิดการพัฒนาจากล่างขึ้นบน
นโยบายลักษณะนี้เคยปรากฏในข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทยมาตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2562 ก่อนจะกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในบริบทปัจจุบัน ในเชิงแนวคิด นโยบายดังกล่าวพยายามแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองใหญ่กับจังหวัดต่างๆ โดยเปิดโอกาสให้แรงงานที่ย้ายถิ่นไปทำงานในเมือง มีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง
โอฬาร มองว่า ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแนวคิดการพัฒนา จากเดิมที่รัฐไทยใช้โมเดลแบบ ‘ส่วนกลางกำหนด’ มาสู่แนวคิดที่ให้พื้นที่ท้องถิ่นสร้างโมเดลของตัวเอง ก่อนที่รัฐจะออกกฎหมายมารองรับ
ซึ่งหลายฝ่ายอาจมองว่า แนวคิดมีความคับคล้ายกับ ‘บุรีรัมย์โมเดล’ อยู่ไม่น้อย
เงาของ ‘ผู้นำทางความคิด’
เมื่อพิจารณานโยบายหลายเรื่องที่ถูกผลักดันในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งจึงตั้งข้อสังเกตว่า แนวคิดเหล่านี้อาจมี ‘ผู้อยู่เบื้องหลังทางความคิด’ ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทาง
ในทางการเมือง ปรากฏการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะบุคคลที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ก็สามารถมีอิทธิพลต่อทิศทางนโยบายของพรรคการเมืองได้และในกรณีของพรรคภูมิใจไทย ชื่อของ ‘เนวิน ชิดชอบ’ มักถูกกล่าวถึงในฐานะบุคคลที่มีบทบาทต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ของพรรคมาอย่างยาวนาน ซึ่งการเมืองไทยหลายครั้งอาจไม่ได้ถูกกำหนดโดยตำแหน่ง แต่ถูกกำหนดโดย ‘เครือข่ายอำนาจ’ ที่อยู่เบื้องหลัง
นโยบายหลายเรื่องที่ถูกผลักดัน อาจทำให้เกิดข้อสงสัย ทำให้เกิดความเอ๊ะ ขึ้นในทางการเมือง และความเอ๊ะนั้น มันก็คลับคล้ายคลับคลากับเงาของคนที่ถูกเรียกว่า จิตวิญญาณของพรรคภูมิใจไทย ในแง่นี้ มันอาจสะท้อนว่าแนวคิดบางอย่างกำลังเริ่มถูกขยับขึ้นมาจากประสบการณ์จริงของการทำงานในพื้นที่
— โอฬาร กล่าว
ในมุมของ ‘โอฬาร’ การพัฒนาที่ใช้ฐานท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง อาจสร้างพลังใหม่ให้เศรษฐกิจไทย หากเปิดโอกาสให้จังหวัดต่างๆ พัฒนาโมเดลของตัวเอง
แต่ความท้าทายสำคัญ คือ การทำให้การกระจายอำนาจไม่กลายเป็นเพียงการเสริมความแข็งแกร่งให้ ‘บ้านใหญ่’ ทางการเมืองในแต่ละพื้นที่ หากกลไกการกระจายอำนาจถูกผูกขาด โดยตระกูลการเมืองหรือกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม ประโยชน์ที่ควรกระจายสู่ประชาชน อาจกลับไปกระจุกตัวอยู่ในเครือข่ายอำนาจเดิม
ท้ายที่สุด การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองของไทยครั้งสำคัญ หากสามารถสร้างสมดุลระหว่างการเปิดพื้นที่ให้ทุนใหม่กับการคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน ประเทศไทยอาจได้เห็น ‘โมเดลจังหวัด’ ใหม่ ๆ เกิดขึ้น
แต่คำถามสำคัญยังคงอยู่ ว่าการพัฒนาแบบ ‘บุรีรัมย์โมเดล’ จะกลายเป็นต้นแบบของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น หรือจะเป็นเพียงอีกขั้นของการขยาย ‘อำนาจทางการเมือง’ ของเครือข่ายใดเครือข่ายหนึ่งเท่านั้น





