ไม่กี่วันที่ผ่านมา ภายหลังจาก ‘สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน’ หรือ ‘สตง.’ เผยแพร่บทเพลง ‘ปณิธานคนตรวจเงิน’ ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ของหน่วยงาน บทเพลงดังกล่าวก็จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้างทันที
แม้เนื้อหาจะตั้งใจถ่ายทอดภาพของ ‘ความซื่อตรง’ และ ‘อุดมการณ์ของคนทำงานตรวจเงินแผ่นดิน’ แต่แทนที่จะได้รับเสียงชื่นชม กลับมีคำถามดังขึ้นรอบด้าน หลายเสียงมองว่าบทเพลงไม่สอดรับกับบรรยากาศความรู้สึกของสังคมในห้วงเวลานี้—ช่วงที่ปมเรื่อง ‘ตึก สตง. ถล่ม’ ยังไม่ได้รับการคลี่คลายอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่าเสียงวิจารณ์ คือภาพสะท้อนของวิธีคิดด้านการสื่อสารของรัฐไทย ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ‘บทเพลง’ มักถูกใช้เป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ เป็นภาษาทางอารมณ์เพื่อสร้างความเห็นพ้องและการยอมรับต่อประเด็นต่าง ๆ แต่ในวันนี้ เพลงอาจไม่ได้ทำหน้าที่เดิมอย่างราบรื่น หากกลับกลายเป็นพื้นที่ตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือขององค์กรสาธารณะด้วยซ้ำ และอาจย้อนกลับมาท้าทาย ‘อำนาจ’ นั้นเอง
เพื่อทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้ให้ลึกขึ้น ผู้เขียนได้พูดคุยกับ ‘บวรพงศ์ ศุภโสภณ’ นักวิจารณ์ดนตรี อดีตอาจารย์ด้านดนตรีวิทยา วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ติดตามพัฒนาการของดนตรีภาครัฐมาอย่างยาวนาน
บทสนทนาครั้งนี้ชวนสำรวจโลกของเสียงเพลง ในมิติที่ลึกกว่าเนื้อร้องและทำนอง—พื้นที่ที่ตัวโน้ตอาจบอกเล่าเรื่องอำนาจ เวลา และบริบททางสังคมได้มากกว่าที่เห็นอยู่เบื้องหน้า
ดนตรีในพิธีกรรมอำนาจ: ภาษาเมื่อสุดทางต้องพึ่งทำนอง
‘บวรพงศ์’ เกริ่นอธิบายถึงความสัมพันธ์ของ ‘ดนตรี’ กับพิธีกรรมของมนุษย์มาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ตั้งแต่วัฒนธรรมชนเผ่าจนถึงสังคมเมืองและชนชั้นสูง ดนตรีอยู่ในพิธีกรรมแทบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นพิธีบวงสรวง งานเฉลิมฉลองที่ ‘มงคล’ ไปจนถึงงานศพที่ ‘อวมงคล’ เพราะในวิถีชีวิตมนุษย์ ดนตรีทำหน้าที่ขับเน้นความหมายของภาษา หากมองในแง่ประวัติศาสตร์ศิลปะจะพบว่า ดนตรีกับภาษาแทบไม่เคยแยกจากกัน
"เมื่อสุดทางของความหมายของภาษาแล้ว เขาก็ต้องใส่ท่วงทำนองเข้าไป เพื่อให้ภาษามันมีอำนาจในการทะลุทะลวงความรู้สึกของผู้ฟัง บทกวีจึงต้องมีทำนอง บทสวดต้องมีจังหวะ เพราะมนุษย์ตอบสนองต่อเสียงและจังหวะในเชิงอารมณ์เร็วกว่าการอ่านถ้อยคำธรรมดา"
ในมิติของรัฐ เขามองว่า อำนาจที่ศิวิไลซ์อาจไม่ใช่การพึ่งพากำลังทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีศิลปวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองควบคู่กัน ดังนั้น ความเจริญทางศิลปวัฒนธรรมจึงเป็นหลักฐานยืนยันความเป็นอารยชน และในประวัติศาสตร์ ยังทำหน้าที่เป็นกลไกป้องกันตนเองจากการถูกรังแกหรือการล่าอาณานิคม เพราะเป็นการพิสูจน์ว่าตนมีรากวัฒนธรรมที่มั่นคง
เพลงปลุกใจในยุคสงครามความคิด สู่ ‘เพลง soft’ ในยุค รปห. (ร่วมสมัย)
‘บวรพงศ์’ ย้อนคบริบทจากสังคมไทย ที่เขาเคยสัมผัสจากวัยเยาว์ ในวันวาน ยุคที่รัฐไทยเผชิญความขัดแย้งทางอุดมการณ์กับขบวนการคอมมิวนิสต์ ‘ยุคเดือนตุลาฯ’ เขาเติบโตมาในช่วงเวลาที่ ‘เพลงปลุกใจ’ ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างชัดเจน เขายกตัวอย่างเพลง ‘หนักแผ่นดิน’ ในฐานะสัญลักษณ์สำคัญ
.jpg&w=3840&q=75)
"ผมจำได้ว่าเด็ก ๆ ร้องกันตามโรงเรียนอย่างฮึกเหิม โดยไม่ทันตั้งคำถาม ร้องกันแบบนกแก้วนกขุนทอง ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังกล่าวถึงใคร"
— บวรพงศ์ อธิบายบริบท ณ วันนั้น
ขณะเดียวกัน เพลงของฝ่ายซ้ายอย่าง ‘คนกับควาย’ กลับไม่มีพื้นที่เทียบเท่า เพราะยุคนั้นเป็น ‘ยุคสื่อสารทางเดียว’ สื่อของรัฐมีอำนาจกำหนดวาทกรรม ความกลัวคอมมิวนิสต์ถูกผลิตซ้ำจนกลายเป็นความรู้สึกฝังลึกในสังคม นี่จึงสะท้อนให้เห็นว่า ดนตรีทำหน้าที่ทั้งปลุกระดม สร้างศรัทธา และกำหนดกรอบความคิด มันไม่ใช่เพียงเสียงเพลง แต่เป็น ‘เครื่องมือทางการเมือง’ อย่างเต็มรูปแบบมาแต่ไหนแต่ไร
เมื่อขยับมาสู่สองทศวรรษหลัง ‘บวรพงศ์’ เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เพลงที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ มีเนื้อหาและท่วงทำนองดนตรีที่เบาลง (เขาใช้คำว่า soft ลง) ไม่มีมิติของการปะทะแบบกองกำลังในป่าเหมือนอดีต โทนเพลงจึงเปลี่ยนจากความฮึกเหิมรุนแรงมาเป็นจังหวะช้า เนื้อหาละมุน พยายามปลอบประโลม แก้ต่าง พร้อมกับขอความเข้าใจ
อย่างไรก็ตาม เขาตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อสิ่งที่สื่อสารผ่านบทเพลงไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางสังคม ย่อมเกิดความย้อนแย้ง เพราะสิ่งที่สื่อสารในเพลงไม่ได้จริงไปเสียทุกอย่าง โดยเฉพาะ ‘เพลงคืนความสุขให้ประเทศไทย’ ที่มีเสียงลือว่าแต่งโดย ‘พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา’ ผู้นำรัฐประหาร ปี 2557
"ในยุคนั้น (หลังรัฐประหารปี 2557) ก็มีเพลงออกมา ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเพลงนั้นจริง ๆ แล้วคุณประยุทธ์แต่งเองหรือเปล่า แต่เอาว่านั่นไม่ใช่ประเด็น มันแสดงให้เห็นว่าพยายามใช้เพลงนี้เพื่ออะไรบางอย่าง เขาไม่ได้มีคำเด่น ๆ หนัก ๆ อย่างคำว่า ‘หนักแผ่นดิน’ ในอดีต ซึ่งรุนแรงเหมือนเป็นการตำหนิ เพราะเขาแค่จะมาแก้ตัวว่ารัฐประหารเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศ"

นี่จึงแสดงให้เห็นว่า เมื่อความจริงไม่เดินไปในทิศทางเดียวกับเนื้อร้อง บทเพลงก็อาจกลายเป็นพื้นที่ให้สังคมตั้งคำถาม มากกว่าจะเป็นพื้นที่สร้างศรัทธา
วิกฤติศรัทธาของ ‘สตง.’ การ ‘เกาไม่ถูกที่คัน’ ด้วย ‘บทเพลง’
ในกรณีเพลงของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ‘บวรพงศ์’ ย้ำว่า การใช้ศิลปะเพื่อสร้างภาพลักษณ์ไม่ใช่เรื่องผิด ถือเป็นเรื่องปกติในสากล แต่สิ่งที่ต้องถามคือ เวลาและวัตถุประสงค์เหมาะสมหรือไม่
เขาใช้ถ้อยคำตรงไปตรงมาว่า "มันเกาไม่ถูกที่คัน" เพราะสิ่งที่สังคมกังขาไม่ใช่ความเหน็ดเหนื่อยของเจ้าหน้าที่ในออฟฟิศตามที่บทเพลงสื่อสาร แต่คือบทบาทหลักขององค์กรในการพิทักษ์ความซื่อตรงทางงบประมาณและการเงินของชาติ
บวรพงศ์วิจารณ์ ‘เพลงและดนตรี’ ของบทเพลง ‘ปณิธานคนตรวจเงิน’ อย่างตรงไปตรงมาว่า เพลงดังกล่าวใช้เสียงสังเคราะห์พยายามจำลองความหรูหราและศักดิ์สิทธิ์แบบวงออร์เคสตรา โดยเฉพาะช่วงอินโทรที่ตั้งใจให้สง่างามในลักษณะ ‘เพลงสวด’ เนื้อร้องพยายามสื่อภาพความเหน็ดเหนื่อย เป็นการสร้างภาพความทุ่มเท แต่เขาตั้งคำถามว่า ในความเป็นจริง องค์กรดังกล่าวเป็นองค์กรสำนักงานเป็นหลัก ภาพส่วนใหญ่ในวิดีโอเป็นการทำงานในออฟฟิศ สวมสูท - เบลเซอร์
“หยาดเหงื่อของน้องพี่ที่รินหยด ราดรดเสื้อที่ใส่จนเปียกสิ้น หน้าที่เราตรวจเงินแผ่นดิน ไปทั่วถิ่นแดนไทยใต้แสงตะวัน”
— บวรพงศ์ ยกเนื้อเพลง

"สังคมไม่ได้กังขาว่างานคุณสบายในออฟฟิศหรือไม่ เขากำลังกังขาต่อบทบาทหน้าที่หลักขององค์กรคุณ และเมื่อการสื่อสารโดยเพลงไม่ตรงกับความคาดหวังหรือข้อสงสัยของสาธารณะ ผลลัพธ์อาจกลับด้าน เผลอๆ มันซ้ำเติมภาพลักษณ์ของคุณเข้าไปด้วยซ้ำ"
นักวิจารณ์ดนตรี ขยายภาพให้เห็นภาพกว้างว่า สิ่งที่สังคมไทยเผชิญตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา คือ ‘วิกฤตศรัทธา’ ต่อองค์กรและบุคคลที่ควรเป็นหลักยึดของสังคม ไม่เฉพาะหน่วยงานรัฐ แต่รวมถึงสถาบันทางศีลธรรมและศาสนาด้วย
"ที่ผ่านมา องค์กรที่ควรจะเป็นหลักนั้นไม่สามารถเป็นหลักให้ยึดถือได้ การกู้ศรัทธาไม่อาจทำได้ด้วยศิลปะเพียงชั่วคราว มันเป็นเรื่องของความรู้สึกที่ต้องใช้เวลา และการพิสูจน์ด้วยการกระทำจริง อาจต้องทำเรื่องดี ๆ ให้เกิดขึ้นอีกตั้ง 4–5 เรื่อง เพื่อปิดปากคำครหา เพราะศรัทธาไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกคืนได้ด้วยบทเพลง หากต้องสร้างใหม่ด้วยความโปร่งใส ความกล้าหาญทางจริยธรรม และการทำหน้าที่ตามอุดมคติขององค์กรอย่างแท้จริง"
ช่วงท้าย บวรพงศ์สะท้อนอีกมิติหนึ่งที่อยากชวนคิดว่า ศิลปะที่นำไปสู่ความเจริญทางปัญญา ‘อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีการอุปถัมภ์’ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 ศิลปินได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์และขุนนาง ในยุคประชาธิปไตย รัฐบาลจึงควรจัดงบประมาณสนับสนุนศิลปะอย่างจริงจัง
ยิ่ง ‘นายกรัฐมนตรี’ (อนุทิน ชาญวีรกูล) มีความรู้และทักษะด้านดนตรี เพราะเคยอยู่วงโยธวาทิตสมัยเรียนอัสสัมชัญ หากผู้นำเห็นคุณค่าศิลปวัฒนธรรมและขยายการสนับสนุนอย่างจริงจัง ก็อาจเป็นคุณต่อชาติ
เพราะท้ายที่สุด ดนตรีไม่ใช่ปัญหา หากแต่การใช้มันต่างหากที่ต้องสอดคล้องกับบริบท เมื่อโลกกลายเป็นสังคมพหุการสื่อสาร เสียงสะท้อนจากประชาชนมาเร็วและรุนแรงกว่าเดิม บทเพลงอาจยังมีพลัง แต่จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อเดินไปในทิศทางเดียวกับความจริงและการกระทำที่ตรวจสอบได้เท่านั้น





