การต่อสู้กว่า 2 ปี เพื่อสลายความขัดแย้ง 20 ปี
นับแต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม วันที่ 1 ก.พ. 67 เพื่อวางรากฐานการเริ่มต้น ก่อนมีการเสนอร่างกฎหมายเข้ามาจริง จนกลายเป็นข้อถกเถียงหลายฝ่ายในสังคมเป็นวงกว้าง
ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ที่ถูกนำเสนอ 5 ฉบับ ในวาระ 1 จากพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล ได้แก่ พรรครวมไทยสร้างชาติ, พรรคครูไทยเพื่อประชาชน และพรรคภูมิใจไทย ได้รับความเห็นชอบ แต่ตีตกร่างของอดีตพรรคก้าวไกล และภาคประชาชน เนื่องจากกังวลเรื่องความความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ถูกระบุไว้อย่างชัดเจน
แม้ในชั้นกรรมาธิการ จะมีการปรับแก้ไปมาก โดยเน้นการอนุโลมรายกรณี หรือมีการนิรโทษกรรมแบบมีเงื่อนไขเข้ามาแทนที่ เพื่อหวังให้รับการนิรโทษกรรมของกลุ่มเยาวชนที่อายุยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์เข้าไปด้วย แต่ข้อสังเกตดังกล่าวของ กมธ.พิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข สภาผู้แทนราษฎร ยังถูกปัดตกอยู่ดี
สาระสำคัญ ‘คดีการเมือง’ หัวใจให้ครอบคลุมสถานการณ์ ความผิดใด และใครเป็นผู้กระทำ ?
ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขเดิม ที่ผ่านการพิจารณาของ กมธ.วิสามัญสภาฯ ได้กำหนดขอบเขตการนิรโทษกรรมให้ครอบคลุม "ประชาชนผู้เข้าร่วมการชุมนุม แกนนำ และผู้แสดงออกทางการเมือง" ที่กระทำความผิดอันเนื่องมาจากแรงจูงใจทางการเมือง หมายรวมถึงการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ ดังนี้ กลุ่มพันธมิตรฯ ปี 2549-2551
กลุ่ม นปช. ปี 2552-2553
กลุ่ม กปปส. ปี 2556-2557
กลุ่มราษฎร-คณะราษฎร ปี 2563-2564
ฐานความผิดครอบคลุมถึง คดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ, ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น), ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ และความผิดอาญาอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมืองโดยตรง
แต่ได้กำหนดข้อยกเว้นเด็ดขาดที่จะไม่นิรโทษกรรม ให้กับผู้กระทำความผิดใน 3 ฐานความผิดร้ายแรง ได้แก่ 1)คดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
2)คดีทุจริตคอร์รัปชัน หรือประพฤติมิชอบ
3)คดีอาญาอุกฉกรรจ์ ที่ส่งผลให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 จนถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568
ร่างที่วุฒิสภาแก้ไขล่าสุด
จุดเปลี่ยนสำคัญคือ การที่ สว.กำหนดกรอบเนื้อหาที่เข้มงวดขึ้น สามารถนิรโทษกรรมตาม 29 ฐานความผิดในบัญชีแนบท้าย ซึ่งคือเพิ่มมาอีก 4 ฐานความผิดจากร่าง สส. อย่าง พ.ร.บ.การเดินอากาศ ที่จะทำให้รวมไปให้คดีปิดสนามบินด้วย
แต่กลับปิดช่องทางในการยุติคดี หรือใช้มาตรการพิเศษ แทนการดำเนินคดีอาญาให้กับเด็กและเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี ที่กระทำความผิดตาม มาตรา 112 โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 11 ให้จัดทำแผนแก้ไขบำบัดฟื้นฟูผู้กระทำความผิด แล้วส่งแผน พร้อมความเห็นไปยังพนักงานอัยการ
เพื่อใช้มาตรการพิเศษแทนการดำเนินคดีอาญา หรือให้พนักงานอัยการ ยื่นคำร้องต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อให้ใช้มาตรการ และสั่งยุติคดี โดยไม่ด้องมีคำพิพากษา ตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว และให้ศาลมีอำนาจรับฟังความเห็น ของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุช ประกอบการพิจารณาสั่งใช้มาตรการดังกล่าวได้ ไม่ว่าคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นใด
พร้อมทั้งได้ปรับปรุงการจัดเรียงลำดับศักดิ์ของกฎหมายใหม่ โดยตอกย้ำความชัดเจนในบัญชีแนบท้าย โดยเฉพาะความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ปี 2561 (เฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ) จึงทำให้ ‘คดีฮั้วเลือกตั้ง สว.’ ไม่เข้าข่ายได้รับอานิสงส์การล้างมลทินจากกฎหมายฉบับนี้ เพื่อป้องกันการสอดไส้นิรโทษกรรม
อีกทั้งกำหนด มาตรา 4 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข” ซึ่งกำหนดให้ นายกรัฐมนตรื หรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นประธานกรรมการ นั่งหัวโต๊ะคุมการพิจารณา และกำหนดนัดประชุมครั้งแรกภายใน 30 วันนับแต่ พ.ร.บ.มีผลใช้บังคับ
โดยคณะกรรมการดังกล่าว จะมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรม และการพ้นจากความรับผิดทั้งปวง รับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง สามารถเรียกเอกสาร สิ่งของ หรือบุคคลมาให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือออกระเบียบ ประกาศ ในการดำเนินการอื่นใด เพื่อบังคับการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการ จะให้ถือว่าเป็นที่สุด มีผลผูกพันให้หน่วยงานของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ต้องรับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวช้อง และการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการที่ได้กระทำโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครอง
พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. ประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร. บ.สร้างเสริมสันติสุข สว. ยังได้ยืนยันหนักแน่นถึงการให้คงตามที่สภาผู้แทนราษฎร มีมติเห็นชอบ โดยเฉพาะมาตรา 3 ซึ่ง กมธ. เสียงข้างมาก สว. ขอยืนยันว่า จะไม่มีนิรโทษกรรมจากการกระทําความผิดตาม มาตรา 112 ทั้งหมด จึงไม่มีการแก้ไขใดในมาตรา 3
ท่าทีฝ่ายการเมืองขณะนี้
พรรคภูมิใจไทย ‘นิกร จำนง’ สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข สภาฯ มองว่า ควรเห็นชอบตามการแก้ไขของ สว. เนื่องจากกังวลเรื่องความล่าช้า และความอ่อนไหวในประเด็นความผิด มาตรา 112 ที่หากนิรโทษกรรมคดีเยาวชน อาจทำให้ขัดกับมาตรา 3 และเกรงว่า หากดึงดันต่อไป จะทำให้ต้องชะลอร่างค้างไว้ แต่ปลายทางยังเป็นแบบเดิม จึงทำให้เสียเวลาไปเปล่าๆ
ตอกย้ำด้วย ‘กรวีร์ ปริศนานันทกุล’ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เปิดเผยถึงมติวิปรัฐบาลว่า จะลงมติให้เห็นชอบตามที่ สว. แก้ไข เพราะเป็นเพียงการแก้ไขถ้อยคำ ไม่ใช่สาระสำคัญ จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องตั้งกรรมาธิการร่วม และในเนื้อหาของร่างกฎหมาย ยังคงเจตนารมณ์ของร่างกฎหมายตามที่สภาฯ เห็นชอบ
พรรคเพื่อไทย ‘ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ’ ประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข สภาผู้แทนราษฎร ให้ความเห็นถึงกรณีเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ไม่ได้นิรโทษกรรม เนื่องจากกังวลว่า จะขัดหลักการกฎหมาย
ดังนั้น กมธ. จึงใช้ช่องทางไม่ต้องรับโทษ หรือเข้าสู่กระบวนการแห่งคดี เพื่อหวังให้โอกาสกลุ่มคนต่างๆ มากที่สุด โดยที่ไม่เกิดความขัดแย้งใหม่ หรืออย่างน้อย จะได้มีพื้นที่เล็กๆ ในการพูดคุยกันได้บ้าง เผื่อวันข้างหน้า จะได้นับสองนับสามต่อไป
ณัฐวุฒิ ย้ำว่า กมธ.ไม่ได้บัญญัติกฎหมายเพิ่ม ไม่ได้ขยายอำนาจองค์กรใด ไม่ได้ขัดหลักการที่สภาฯ รับมาแต่แรก เพียงเอาสิทธิที่มีตามกฎหมายเดิมมาใส่ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ ซึ่งถ้าไม่มี สิทธิของเยาวชนก็ไม่ได้ขาดหายไป และไม่ได้มีสิ่งใดชี้ชัดว่า จะเกิดประโยชน์มากกว่าสิ่งที่เขาใช้อยู่
“ถ้าดูคณิตศาสตร์การเมืองเวลานี้ กรรมาธิการที่มีสัดส่วน สส. - สว. เท่ากัน โหวตอย่างไรก็ไปตาม สว. เพราะมี สส.จำนวนไม่น้อยเห็นไปทางเดียวกับ สว. ถ้าตั้งกรรมาธิการร่วม ส่วนตัวประเมินว่า หาข้อยุติไม่ได้ หรือโหวตได้น้อยกว่าที่ สว. แก้ไขกลับมา การจะโหวตในชั้นกรรมาธิการให้ชนะ สว.นั้น ยากมาก ปลายทาง ที่หาโอกาสพลิกยาก สุดท้าย ร่างกฎหมายจะกลับมารอที่สภาล่าง หรือ สส. อีก 6 เดือน (180 วัน) ก็คงออกทางเดิม” ณัฐวุฒิ ยืนยัน
สอดรับกับที่ 'จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์' ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดเผยมติที่ประชุมพรรคว่า จะโหวตผ่าน พ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อให้ตัวกฎหมายนี้ สามารถออกประกาศ และมีผลบังคับใช้โดยเร็ว เพื่อที่จะเป็นประโยชน์กับคนที่จะได้รับการนิรโทษกรรม ก่อนย้ำว่า ประเด็นที่ สว.แก้มา ไม่ได้กระทบกับสิทธิของใครเลย
พรรคประชาชน 'ชัยธวัช ตุลาธน' ในฐานะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข สภาผู้แทนราษฎร พยายามทำความเข้าใจแนวทางการควบคุมความคิด นับตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ที่เกิดปรากฏการณ์ชุมนุมของ ‘คนรุ่นใหม่’
ชัยธวัช มองว่า สาเหตุที่ มาตรา 112 ไม่สามารถนิรโทษกรรมได้นั้น เพราะมีความจําเป็นต้องบังคับใช้กฎหมาย จาก ‘บริบทสังคม’ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต
ในอีกด้าน ชัยธวัช ยังมองว่ามาตรา 112 ยังถูกใช้เป็นฐานให้ความหมายใหม่ของ ‘การปกครอง’ ที่มีตัวอย่างชัดเจน คือ คําวินิจฉัยศาลสั่งยุบ ‘พรรคก้าวไกล’ เกี่ยวกับการหาเสียงแก้ไข มาตรา 112 ว่าเข้าข่าย ‘ล้มล้างการปกครอง’ ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ ‘พรรคการเมือง’ ต่างๆ หลีกเลี่ยงประเด็นนี้
ด้าน 'พริษฐ์ วัชรสินธุ' รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะวิปฝ่ายค้าน ยังคงต้องการนิรโทษกรรมแบบไม่เลือกข้าง เลือกฝ่าย หรือ ‘สองมาตรฐาน’ โดยคาดหวังให้นำไปสู่การตั้งกรรมาธิการร่วมของสองสภา เพื่อหาทางออก ในกรณีเยาวชน หรือกลับไปคำนึงถึงแนวทางเดิม ที่ควรพิจารณาความผิด มาตรา 112 เป็นรายกรณี ใช้กลไก ‘คณะกรรมการ’ เพื่อช่วยเหลือเยาวชนเหล่านั้น
จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า ‘พรรคประชาชน’ อาจจะลงมติ ‘ไม่เห็นชอบ’ กับการแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้ ของ สว.
ส่วนพรรคอื่นๆ เช่น พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคกล้าธรรม แม้ยังไม่มีใครออกมายืนยันชัด แต่หากกลับมองย้อนไปในครั้งเริ่มต้น ทั้งสองพรรคดังกล่าว มีเพียงจุดยืนเดียวคือ จะไม่นิรโทษกรรมความผิด มาตรา 112 ทำให้น่าจะโหวตไปในทางเสียงส่วนมาก เหมือนกับฝ่ายภูมิใจไทย และ สว. หรือน้อยที่สุดคือ งดออกเสียง
ไม่ว่าจะทางใด พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน ก็จะยังคงไม่สามารถหาเสียงค้านเพียงพอ จะเปลี่ยนการแก้ไขของ สว.ได้ ทำให้ต้องรอดูในการพิจารณาในวันที่ 8 ก.ค.69 ว่า ท้ายที่สุด ที่ประชุมสภาฯ จะมีความเห็นเป็นเช่นไร



