ถอดรหัส 'นิรโทษกรรม' เซ็ตซีโร่ 'ขัดแย้ง-ล้างมลทิน' VS จุดสตาร์ท 'ปรองดอง-ให้อภัย' ?

24 ส.ค. 2569 - 19:31

  • บังคับใช้แล้ว 'กม.นิรโทษกรรม' กุญแจ 'ปรองดอง' แท้จริง หรือ แค่ล้าง 'มลทินอดีต' ? จะช่วย 'ประเทศไทย' พ้น 'ความขัดแย้ง' ได้จริงหรือ? ผ่านมุมมอง รศ.ดร.โคทม อารียา และ ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง

  • จุดเริ่มต้น 'ความสมานฉันท์' หรือเป็นเพียงการ 'ลบประวัติความขัดแย้ง' ในอดีต ? ชี้แค่การสลาย 'ขั้วเหลือง-แดง' อาจไม่พอ หากละเลยประเด็นของ 'กลุ่มเยาวชน-คนรุ่นใหม่' ย้อนมองอดีตคำสั่ง 66/23

ถอดรหัส 'นิรโทษกรรม' เซ็ตซีโร่ 'ขัดแย้ง-ล้างมลทิน' VS จุดสตาร์ท 'ปรองดอง-ให้อภัย' ?

การผลักดัน กม.นิรโทษกรรม หรือ พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ที่ครอบคลุมคดีทางการเมือง ถูกยกขึ้นมาเป็น กุญแจดอกสำคัญ สู่การสร้างความปรองดองและยุติความขัดแย้ง 

แต่ในความเป็นจริง ขอบเขตและเนื้อหาของกฎหมายถูกตั้งคำถามว่ากฎหมายฉบับนี้กำลังแก้ปัญหาความขัดแย้งหรือเป็นเพียงพิธีกรรมทางกฎหมายเพื่อสะสางอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว

เพื่อทำความเข้าใจมิติความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านและเส้นทางสู่สันติสุข รศ.ดร.โคทม อารียา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะรองประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาและจำแนกการกระทำเพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม คนที่ 1

และ ผศ.ดร.เข็มทอง ต้นสกุลรุ่งเรือง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมสะท้อนสองมุมมองที่เชื่อมโยงระหว่าง การปลดล็อกอดีต กับ ความจริงใจในการแก้ปัญหาปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นที่ดี หรือ จุดสิ้นสุดสลายขั้ว ?

เมื่อประเมินถึงประสิทธิผลในเชิงรูปธรรมของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มุมมองจากทั้งสองท่าน มีมุมมองที่น่าสนใจ

โดย รศ.ดร.โคทม มองว่ากฎหมายฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญทางการเมือง แม้จะยังมีความเสียดายในบางมิติ

ในมุมมองของตน กฎหมายฉบับนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่จะดียิ่งขึ้นหากครอบคลุมถึงกลุ่มเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับ มาตรา 112 ด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ร่างกฎหมายจะไม่ครอบคลุมถึงกรณีดังกล่าว การได้ผลลัพธ์ในระดับนี้ ก็นับว่าเป็นประโยชน์ต่อหลายฝ่าย

ขณะที่ในมุมมองของ ผศ.ดร.เข็มทอง ชี้ให้เห็นว่า หากมองในเชิงโครงสร้าง กฎหมายฉบับนี้อาจไม่ได้ตอบโจทย์การสร้างสันติสุขในบริบทปัจจุบันเท่าใดนัก

ในมุมมองส่วนตัว กฎหมายฉบับนี้อาจไม่ได้ก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมมากนัก เนื่องจากคดีความส่วนใหญ่ได้สิ้นสุดกระบวนการไปแล้ว การออกกฎหมายจึงเป็นเพียงการ ล้างผลทางกฎหมายล้างประวัติ หรือเป็นการ แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ 

หากถามว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีหรือไม่ ผลลัพธ์ที่ได้อาจน้อยเกินกว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน เพราะจุดศูนย์กลางของความขัดแย้งทางการเมืองไทยได้เคลื่อนย้ายไปจากจุดที่กำหนดไว้ในร่างกฎหมายแล้ว การสลายขั้วและร่วมมือกันระหว่างกลุ่มเสื้อเหลืองกับเสื้อแดงเกิดขึ้นมานานแล้ว

กฎหมายฉบับนี้จึงไม่ใช่จุดเริ่มต้น หากแต่เป็นภาพสะท้อนของจุดสิ้นสุดในกระบวนการสลายขั้วความขัดแย้งเดิมมากกว่า

ความขัดแย้งดังกล่าวได้คลี่คลายจนยุติลงไปแล้ว การออกกฎหมายจึงเป็นเสมือนการประกาศย้อนหลังว่า ความขัดแย้งเดิมได้สิ้นสุดลง ประโยชน์ที่สังคมจะได้รับจึงมีอยู่อย่างจำกัด และยังห่างไกลจากโจทย์ความขัดแย้งในปัจจุบันที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

หัวใจ 'นิรโทษกรรม' - ยุติความขัดแย้งที่มีอยู่จริง

ในมิติเชิงหลักการ ทั้งคู่ต่างเห็นพ้องว่า การนิรโทษกรรมที่สมบูรณ์ต้องมีเป้าหมายเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ปัจจุบันและป้องกันความขัดแย้งในอนาคต

ผศ.ดร.เข็มทอง อธิบายว่า ขอบเขตของการนิรโทษกรรมควรครอบคลุมไปถึงความขัดแย้งในปัจจุบันด้วย หากเป้าหมาย คือ การสร้างสังคมสันติสุขอย่างแท้จริง ซึ่งปัจจุบันความขัดแย้งได้เปลี่ยนผ่านไปสู่คดีความทางการเมืองจำนวนมาก รวมถึงคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และคดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเยาวชน 

การนิรโทษกรรมเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ซับซ้อน เพราะตามหลักนิติธรรม ผู้กระทำความผิดย่อมต้องได้รับโทษ แต่การนิรโทษกรรมถือเป็นข้อยกเว้น โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่ากฎหมายหรือกระบวนการดำเนินคดีที่ผ่านมาขาดความเป็นธรรม หรือเล็งเห็นว่าประโยชน์สาธารณะจากการยุติการลงโทษ มีน้ำหนักมากกว่า

ในทางอุดมคติ การนิรโทษกรรมต้องมีส่วนช่วยยุติความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ ไม่ใช่เพียงจัดการกับความขัดแย้งที่ยุติลงไปแล้ว รัฐจึงต้องพิจารณาว่าความขัดแย้งในปัจจุบันคืออะไรและเร่งแก้ไข เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทุกฝ่ายต้องการยุติปัญหาอย่างแท้จริง

ขณะที่ รศ.ดร.โคทม ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปลดล็อกทางกฎหมายให้แก่ผู้คนจำนวนมากที่ต้องคดีมาอย่างยาวนาน

โดยทั่วไป การนิรโทษกรรมมักกำหนดขึ้นเฉพาะเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่ครั้งนี้เป็นการรวบรวมหลายเหตุการณ์และครอบคลุมระยะเวลายาวนานตั้งแต่ปี 2548 จนถึงเกือบปัจจุบัน ส่งผลให้มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรม 

ซึ่งผู้ที่เคยมีประวัติทางคดีอาญาก็จะได้รับการลบล้างประวัติทางทะเบียน เพื่อให้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

ความจำเป็นของการ 'คัดกรอง' และ ความพร้อมให้'อภัย'

ส่วนข้อถกเถียงเรื่องการรวมหรือไม่รวมคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ผศ.ดร.เข็มทอง เสนอว่า รัฐไม่ควรเหมารวมทุกกรณีเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ควรมีกลไกตรวจสอบและแยกแยะอย่างละเอียดอ่อน

คดีความมีความหลากหลายและซับซ้อน มีทั้งกรณีการฟ้องร้องเชิงยุทธศาสตร์เพื่อปิดปาก คดีที่มีข้อกังขาด้านพยานหลักฐาน ตลอดจนคดีที่มีการตีความหรือดำเนินกระบวนการที่คลาดเคลื่อนจากหลักการ ซึ่งล้วนนำไปสู่ความไม่เป็นธรรม

แน่นอนว่าคดีที่มีการกระทำความผิดจริง ย่อมต้องเข้าสู่กระบวนการลงโทษ แต่รัฐควรมีกลไกคัดกรองเพื่อจำแนกผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกล่าวหาเท็จ หรือกรณีที่การตีความคลาดเคลื่อนจากบรรทัดฐานเดิม เพื่อคืนความถูกต้องและความเป็นธรรม

การตัดประเด็นมาตรา 112 ออกจากการพิจารณานิรโทษกรรมทั้งหมด จึงเป็นการตัดโอกาสของคณะกรรมการในการใช้ดุลยพินิจเพื่อแยกแยะแต่ละกรณีอย่างละเอียดอ่อนในช่วงการชุมนุม มีทั้งผู้ที่แสดงความคิดเห็นด้วยความระมัดระวังภายใต้กรอบของกฎหมายและผู้ที่ใช้ถ้อยคำที่รุนแรง การปฏิบัติต่อคนทั้ง 2 กลุ่มนี้ ในมาตรฐานเดียวกัน จึงอาจไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรม

ด้าน รศ.ดร.โคทม ให้มุมมองว่า ข้อกังวลเรื่องความขัดแย้งขึ้นอยู่กับเหตุผลของแต่ละฝ่าย แต่แก่นแท้ คือ การเปิดใจยอมรับซึ่งกันและกัน

ประเด็นนี้ขึ้นอยู่กับเหตุผลของแต่ละฝ่ายที่จะนำมาอ้างอิง ไม่ว่าจะเป็นข้อกังวลว่าจะจุดชนวนความขัดแย้งใหม่หรือผลกระทบอื่นๆ แต่หากมองในภาพรวม สังคมควรเดินหน้าต่อไปด้วยการคืนดีกันทุกฝ่าย ปัจจุบันความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือกลุ่มความคิดทางการเมืองต่างๆ เริ่มคลี่คลายลงไปมาก จึงอาจถึงเวลาอันเหมาะสมในการสร้างความสมานฉันท์

ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นในช่วงปี 2563–2565 อาจมองได้สองมุม มุมหนึ่งคือสถานการณ์ยังคงมีความตึงเครียดและคุกรุ่นอยู่ แต่อีกมุมหนึ่ง หากสังคมร่วมกันใช้ หลักความเมตตากรุณา โดยปราศจากการบังคับ การเปิดกว้างให้ครอบคลุมทุกกลุ่มย่อมเป็นผลดีที่สุด

บทเรียนจากคำสั่ง 66/23

เมื่อเปรียบเทียบกับนโยบายประนีประนอมในอดีตอย่าง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/23 ในยุค พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ทั้งคู่ได้ฉายภาพบทเรียนเชิงโครงสร้างไว้อย่างสอดคล้องกัน

ผศ.ดร.เข็มทอง ชี้ให้เห็นถึงความกล้าหาญในการตัดสินใจเชิงนโยบายเพื่อลดความตึงเครียด

ในยุคนั้น กระบวนการเริ่มต้นจากการตัดสินใจทางการเมืองที่เห็นว่า การนิรโทษกรรมแก่กลุ่มบุคคลที่จับอาวุธต่อสู้กับรัฐมีความคุ้มค่ามากกว่า เพื่อปลดล็อกสถานการณ์และเป็นจุดเริ่มต้นของการลดระดับการเผชิญหน้า เนื่องจากผู้ร่วมเคลื่อนไหวบางส่วน ต้องการยุติบทบาทการนำ แต่ไม่สามารถทำได้เพราะยังมีคดีความและการถูกคุกคามบีบคั้นอยู่ 

ในทางกลับกันนโยบายในปัจจุบันตัดประเด็นเกี่ยวกับมาตรา 112 ออกไป เท่ากับเป็นการละเลยโจทย์สำคัญประเด็นหนึ่งไป

ขณะที่ รศ.ดร.โคทม ที่มองว่าหัวใจของ 66/23 คือ การเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่กลับมาเป็นกำลังของชาติ

ต้องทำความเข้าใจว่า คำสั่งที่ 66/23 เป็นเพียงคำสั่งของฝ่ายบริหาร ไม่ใช่กฎหมายที่ผ่านกระบวนการทางนิติบัญญัติ จึงไม่อาจนำมาเปรียบเทียบกันในแง่ความกว้างหรือแคบของขอบเขตได้ การนิรโทษกรรมโดยฝ่ายบริหารมีความหมายเชิงการประนีประนอม คือ การยุติความขัดแย้งและต้อนรับบุคคลเหล่านั้นกลับคืนสู่สังคมในฐานะ ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย

ซึ่งกลุ่มบุคคลดังกล่าวได้กลับมาร่วมสร้างคุณประโยชน์แก่สังคมและการเมืองไทยอย่างมาก เนื่องจากคนหนุ่มสาวที่เคยเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในยุคนั้น ต่างเป็นผู้ที่มีความตั้งใจดีและห่วงใยบ้านเมือง เมื่อพบว่าแนวทางเดิมไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสม จึงกลับมาร่วมพัฒนาสังคมผ่านกระบวนการประชาธิปไตย

เสียง 'คนรุ่นใหม่' ที่ไร้ตัวแทน และหลัก 'ให้อภัย' แต่ 'ไม่ลืม'

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ ผศ.ดร.เข็มทอง เน้นย้ำ คือช่องว่างในกระบวนการรัฐสภาที่ไม่มีตัวแทนของกลุ่มเยาวชนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงเข้าไปส่งเสียง

การเมืองภาคประชาชนในปัจจุบันขาดโครงสร้างแกนกลางที่เข้มแข็ง เมื่อเทียบกับกลไกของรัฐหรือระบบการเมืองที่มีพรรคการเมืองและระบบราชการรองรับ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม 

คู่ขัดแย้งกลุ่มอื่นอย่างกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงมีตัวแทนอย่างเป็นทางการเข้าร่วมผ่าน สส.-สว. และพรรคการเมืองต่างๆ ทำให้สามารถเจรจาจนได้ข้อสรุปร่วมกันได้

ตรงกันข้ามกับ กลุ่มผู้ชุมนุมเยาวชน ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวที่ไม่มีตัวแทนอย่างเป็นทางการเข้าไปผลักดันข้อเรียกร้อง ทำให้ประเด็นของกลุ่มเยาวชนถูกละเลยได้ง่าย 

แม้คณะกรรมาธิการบางส่วน จะเชิญตัวแทนเข้ามาร่วมให้ข้อมูล แต่สัดส่วนและน้ำหนักของเสียงยังถือว่าน้อยมาก ผลกระทบที่ตามมาจากการไม่เปิดพื้นที่โอบรับคนรุ่นใหม่ คือ การสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพของประเทศ และ ทำให้เกิดภาวะสมองไหลในที่สุด

ในประเด็นนี้ รศ.ดร.โคทม มองว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่การหยิบยกเรื่องภาวะสมองไหลมาเป็นเงื่อนไข แต่คือการพร้อมใจกันก้าวข้ามบาดแผลด้วยการ ให้อภัย แต่ไม่ลบลืม

ไม่ควรนำประเด็นเรื่องศักยภาพหรือภาวะสมองไหลมาเป็นข้ออ้างหลัก เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่า สังคมพร้อมที่จะให้อภัยและขออภัยต่อกันมากน้อยเพียงใด ซึ่งไม่ใช่เพียงภาษาทางกฎหมาย เรื่องการอภัยโทษ แต่เป็นเรื่องของจิตใจ

แม้เวลาจะล่วงเลยมาพอสมควร แต่บาดแผลและความไม่พอใจจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดงยังคงหลงเหลืออยู่ในใจของคนบางกลุ่ม 

อาจมีคำกล่าวว่าคนไทย ลืมง่าย แค้นนาน แต่ตนเห็นว่าเราควรยึดหลัก ให้อภัย แต่ไม่ลืมเหตุการณ์ กล่าวคือ เราให้อภัยและยุติความโกรธแค้นต่อกันได้ แต่ไม่จำเป็นต้องลบความทรงจำ เพราะเหตุการณ์เหล่านั้นคือข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง

ก้าวต่อไปสู่ 'สันติสุข' มองให้ 'เป็นจริง' และเปิดพื้นที่ 'รับฟัง'

ผศ.ดร.เข็มทอง สรุปบทเรียนเชิงหลักการว่า รัฐจำเป็นต้องมองปัญหาให้ เป็นจริง และ เป็นธรรม คำว่า 'เป็นจริง' หมายถึง การประเมินอย่างตรงไปตรงมาว่า เงื่อนไขใดที่จะนำไปสู่ความสงบสุขในสังคมอย่างแท้จริง และอะไรคือสาเหตุรากเหง้าของความขัดแย้ง โดยไม่ปฏิเสธความจริงเชิงโครงสร้าง

ส่วนคำว่า 'เป็นธรรม' คือ เมื่อเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงแล้ว กระบวนการแก้ไขต้องดำเนินไปอย่างตรงไปตรงมา พิจารณาว่าสิ่งใดคือข้อผิดพลาดหรือความอยุติธรรมจากกลไกของรัฐ การบังคับใช้โทษที่ผ่านมามีความสมเหตุสมผลหรือไม่ หรือถึงเวลาที่ควรให้อภัยและสร้างการปรองดอง

สอดคล้องกับข้อคิดเห็นของ รศ.ดร.โคทม ที่เน้นย้ำถึงการ สร้างพื้นที่ปลอดภัยในการสนทนา

กลไกใดก็ตามที่ช่วยเปิดพื้นที่ให้สังคมได้พูดคุย รับฟัง ไตร่ตรอง และนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมก็เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่ช่วยเปิดประตูไปสู่พื้นที่ดังกล่าว 

อย่างไรก็ดี หากต้องการให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน สังคมจำเป็นต้องร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัย และทุกฝ่ายต้องตระหนักถึงคุณค่าของการใช้พื้นที่นี้ในการพูดคุยและรับฟังซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์