นับหนึ่ง! กลั่นกรองคดี 'บอร์ดนิรโทษฯ' ขีดเส้น 180 วัน 'ศาลฎีกา-ศาลยุติธรรม' ไม่รอ-สั่งจำหน่ายคดี

21 ก.ย. 2569 - 18:10

  • บอร์ดนิรโทษฯ ตั้ง 2 อนุกรรมการฯ กลั่นกรองข้อร้องเรียน-สื่อสารกับประชาชน ขีดเส้นยุติขัดแย้งจบใน 180 วัน 'ศาลฎีกา-ศาลยุติธรรม' ไม่รอ-สั่งจำหน่ายคดี

  • 'เพื่อไทย' ช่วยผู้เกี่ยวข้อง ยื่นคำร้อง 'ขอยุติคดี' ครอบคลุม 90% จากทุกกลุ่มการเมืองกว่า 6,000 ราย

นับหนึ่ง! กลั่นกรองคดี 'บอร์ดนิรโทษฯ' ขีดเส้น 180 วัน 'ศาลฎีกา-ศาลยุติธรรม' ไม่รอ-สั่งจำหน่ายคดี


‘คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข’ จัดการประชุมครั้งแรกในวันนี้ (21 ก.ย.) นับแต่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มีผลบังคับใช้ ซึ่งมีตำแหน่งต่างๆ ประกอบด้วย ประธานกรรมการ 'ปกรณ์ นิลประพันธ์' รองนายกรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย, พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รองประธานกรรมการ

กรรมการโดยตำแหน่ง ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม, หรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (พ่วงตำแหน่งเลขานุการคณะกรรมการ)

กรรมการที่แต่งตั้ง ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านกฎหมาย หรือด้านสิทธิมนุษยชน หรือด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งได้รับความเห็นชอบ วุฒิสาร ตันไชย จากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล), ทิชา ณ นคร จากที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน), คณพล จันทน์หอม จากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย และ ยุทธพร อิสรชัย ผู้เชี่ยวชาญในองค์กรภาคประชาสังคม เกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรม เป็นที่ประจักษ์ ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอ 

ai-Info-คณะกรรมการสร้างเสริมสันติสุข-7.jpg

ก้าวแรกนิรโทษกรรมทุกคนโดยทันที ตั้ง 2 อนุกรรมการฯ กลั่นกรองข้อร้องเรียน-สื่อสารกับประชาชน ยุติขัดแย้งจบใน 180 วัน

ปกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ผ่านมามีความเห็นมากมาย หลายกรณีก็นำไปสู่ความขัดแย้ง หรือการกระทบกระทั่งกัน ระหว่างประชาชนที่ออกมาแสดงความคิดเห็น มีการแบ่งสีเสื้อ ซึ่งเราไม่ต้องการให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก

ประเทศไทยต้องเดินหน้าไปสู่สันติ ร่วมมือกันพัฒนาประเทศ วันนี้นับเป็นก้าวแรก หลังสภาฯ มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ขณะนี้มีผลบังคับใช้แล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งพนักงานสอบสวน อัยการ ศาล และเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดี คือกรมราชทัณฑ์ และสถานพินิจต่างๆ มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว คือดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการนิรโทษกรรมทุกคนโดยทันที โดยจะมีหนังสือแจ้งมติดังกล่าว ออกไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวันนี้

ปกรณ์ ยอมรับว่า เมื่อกฎหมายประกาศใช้ออกมาทุกคนงงหมด ว่าทำได้เลยหรือไม่ และต้องรอคณะกรรมการชุดนี้หรือไม่ แต่ตอนนี้คณะกรรมการมีตัวตนแล้ว และมีมติแล้ว คำวินิจฉัยของเราถือเป็นที่สุดแล้ว และทุกหน่วยงานทำได้เลยไม่ต้องกังวล

โดยกำหนดการที่วางไว้ จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการฯ ขึ้นมา 2 ชุด ชุดแรกจะเป็นชุดพิจารณากลั่นกรองข้อร้องเรียน ชุดที่สอง เป็นชุดสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชน แล้วจะเปิดช่องทางรับข้อร้องเรียน สำหรับเรื่องที่อยู่ระหว่างดำเนินการของหน่วยงานต่าง ๆ

เบื้องต้นสำนักงานปลัดสำนักงานสำนักนายกรัฐมนตรี จะเสนอขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงผลการดำเนินดำเนินการ ตามกฏหมายฉบับนี้ ว่าได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง กี่คดี เป็นอย่างไร และรายงานมาที่คณะกรรมการภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ซึ่งจะมีมติและบันทึกการประชุมออกมา

หลังจากนั้น จะมีการตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง และเปิดช่องทางให้ประชาชน ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมในทางคดีมาตรวจสอบข้อมูล ซึ่งอาจมีช่องทางว่า กรณีไหนที่ยังตกหล่นสามารถร้องทุกข์ผ่านคณะกรรมการชุดนี้ได้

"คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเป็นที่สุด เพื่อที่จะยุติความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจ และเสริมสร้างสังคมสันติสุขขึ้นมาให้ได้เสียที ย้ำว่า วันนี้ถือเป็นก้าวแรก และมีมติแล้วว่า จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างไร เราต้องการเห็นกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ทันที และต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 180 วัน นับจากวันนี้ ประมาณเดือนมีนาคม 2570" ปกรณ์ กล่าว

ปกรณ์ ยังกล่าวว่า ขณะนี้ตนเองยังไม่มีจำนวนตัวเลขผู้ที่จะได้รับการนิรโทษกรรมจาก พ.ร.บ.นี้ที่แน่นอน ส่วนข้อกังวลเรื่องการตีความคำว่าเห็นต่างทางการเมืองหรือไม่ จะโยงกว้างไปถึงการให้ความช่วยเหลือในการทุจริตนั้น กฎหมายเขียนไว้ชัดว่า การทุจริตไม่เกี่ยว และสำหรับกลุ่มที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง หากได้รับการนิรโทษกรรมแล้ว จะสามารถกลับมาเล่นการเมืองได้หรือไม่ ปกรณ์ กล่าวว่า “การนิรโทษกรรม คือไม่ถือว่ากระทำความผิด”

อำนาจชี้ขาด ผลวินิจฉัยถือเป็นที่สุด ผูกพันหน่วยงานรัฐ

คณะกรรมการดังกล่าว มีหน้าที่และอำนาจ วินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรม และการพ้นจากความรับผิดทั้งปวงตาม พ.ร.บ.นี้ โดยให้ถือว่าเป็นที่สุด มีผลผูกพันให้หน่วยงานของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ต้องรับไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

รับเรื่องร้องขอการนิรโทษกรรมจากผู้ที่มีประโยชน์เกี่ยวข้อง โดยต้องจัดให้มีช่องทาง อำนวยความสะดวกในการร้องขอการนิรโทษกรรม, เรียกเอกสาร สิ่งของ หรือบุคคลมาให้ข้อมูลหรือข้อเท็จจริง, จัดทำรายงานผลการดำเนินงาน การประเมินสถานการณ์ และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการสร้างเสริมสังคมสันติสุขเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และเผยแพร่ต่อประชาชน, สื่อสารสร้างความเข้าใจสาธารณะ เพื่อนำไปสู่การสร้างเสริมสังคมสันติสุข, แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ, ออกระเบียบหรือประกาศ และดำเนินการอื่นใด เพื่อบังคับการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.นี้

โดยต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 180 วัน นับแต่วันประชุมครั้งแรก สามารถขยายเวลาออกไปได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน

‘ศาลกีฎา’ ไฟเขียวสั่งจำหน่ายคดี โดยไม่รอคณะกรรมการฯ ด้าน 'ศาลยุติธรรม' ขานรับแนวทาง

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. เปิดเผยเอกสารหนังสือจาก 'ศาลฎีกา' ลงวันที่ 10 กันยายน 2569 ส่งถึงเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ลงนามโดย เลขานุการศาลฎีกา ระบุถึงเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา

​สาระสำคัญของเอกสารระบุชัดเจนว่า ตามมาตรา 8 ของ พ.ร.บ. ดังกล่าว กำหนดให้ผู้ได้รับสิทธิตามมาตรา 7 หากถูกฟ้องคดีต่อศาลและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ให้ศาลยุติธรรมยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความทันที

ศาลฎีกายังได้วางแนวทางปฏิบัติไว้ว่า ศาลฎีกามีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 8 ได้ทันที หากข้อเท็จจริงเพียงพอและชัดเจน โดยไม่ต้องรอคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข มีคำวินิจฉัยชี้ขาด ตามมาตรา 6 ก่อน 

พร้อมขอให้สำนักงานศาลยุติธรรมประสานศาลชั้นต้นทั่วประเทศ เพื่อตรวจสอบคดีที่รออ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลฎีกา เพื่อดำเนินการประสานงานโดยเร็วที่สุด

​ต่อมาวันที่ 17 กันยายน 2569 สำนักงานศาลยุติธรรม ออกหนังสือเวียนด่วนที่สุดส่งถึงหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ แจ้งให้ผู้พิพากษา ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามแนวทางของศาลฎีกาอย่างเคร่งครัด ในการตรวจเช็กคดีความที่เข้าข่ายและประสานกับเลขาธิการศาลฎีกาโดยเร่งด่วน

'เพื่อไทย' ช่วยผู้เกี่ยวข้อง ยื่นคำร้อง 'ขอยุติคดี' ครอบคลุม 90% จากทุกกลุ่มการเมืองกว่า 6,000 ราย

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เปิดเผยว่า ได้แจ้งไปยังผู้ถูกดำเนินคดี คณะทนายความ และผู้เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ต้องหาในคดี อันเกิดจากความเคลื่อนไหวทางการเมือง ตามบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข

ดังนั้น ผู้ที่มีคดีอยู่ในขั้นตอนดังกล่าว ควรเร่งดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อขอยุติการดำเนินคดีตามกฎหมาย และปลดพันธนาการทางคดีไปอีกขั้น

ก่อนหน้านี้ เขาได้เตรียมนำทีมทนายความ และตัวแทนจากทุกฝ่ายการเมือง เพื่อเข้าพบปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการฯ ในการเดินหน้ายื่นรายชื่อผู้ต้องคดีทางการเมืองเข้าสู่กระบวนการนิรโทษกรรม และลบประวัติอาชญากรรมในรอบแรก ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยจะตรวจสอบเป็นรายคดี หากพบกรณีตกหล่นจะเร่งติดตามให้ทัน

"แม้จะไม่สามารถมาร่วมได้ครบทุกคน แต่ได้มอบหมายงานให้ขยายผล จึงเชื่อว่า จะครอบคลุมผู้ต้องคดีไม่ต่ำกว่า 90% และเมื่อขั้นตอนทั้งหมดแล้วเสร็จ จะมีผู้ได้รับการนิรโทษกรรม และลบประวัติอาชญากรรม จากทุกกลุ่มการเมืองไม่ต่ำกว่า 6,000 ราย" ณัฐวุฒิแสดงความมั่นใจ

สำหรับ กลุ่มเยาวชนและมวลชนภายหลังรัฐประหารปี 2557 นั้น คณะทนายสิทธิมนุษยชน ได้ประชุมเตรียมความพร้อมไว้แล้ว ขณะที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลุ่ม กปปส. และแนวร่วม มีการรวบรวมข้อมูล และพร้อมดำเนินการเช่นเดียวกัน

ส่วนแกนนำและแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ คนเสื้อแดง ที่ยังถูกจำคุก จะได้รับอิสรภาพ แต่มีบางรายที่ยังมีข้อติดขัดเรื่องพฤติการณ์แห่งคดี ทีมทนายความกำลังเร่งจัดทำรายละเอียดเพิ่มเติม

ผู้นอกจากนี้ ผู้ลี้ภัยทางการเมืองในต่างประเทศ ที่ไม่ได้กระทำความผิดตามข้อยกเว้นของ พ.ร.บ.ดังกล่าว จะหมดพันธนาการ และสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้ตามความประสงค์

พ.ร.บ.นิรโทษฯ ไม่รวมคดี ม.112

อย่างไรก็ดี จากการรวบรวมข้อมูล 'ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน' ได้มีการเปิดเผยรายละเอียดคดีความของผู้ต้องหา ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ไม่รวมอยู่ในความผิดที่จะได้รับการนิรโทษตาม พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว พบว่า หลายรายแม้จะมีคำสั่งจำหน่ายคดีของมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม หรือการแสดงความเห็นแล้ว แต่ยังคงไม่ได้รับการประกันตัว เนื่องจากยังมีคดี มาตรา 112 อยู่

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


นับหนึ่ง! กลั่นกรองคดี 'บอร์ดนิรโทษฯ' ขีดเส้น 180 วัน 'ศาลฎีกา-ศาลยุติธรรม' ไม่รอ-สั่งจำหน่ายคดี