ตัวเลข “1,767” และ “229” ปรากฏอยู่ในกระแสข่าวการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาปี 2567 พร้อมกัน จนทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นคดีเดียวกัน หรือคิดว่า กกต.มีมติลงโทษผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว
แต่ในความเป็นจริง ทั้งสองชุดตัวเลขเป็นคนละสำนวน มีข้อกล่าวหาคนละลักษณะ อยู่คนละขั้นตอน และอาจนำไปสู่ผลทางกฎหมายที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
คดีแรกถามว่า “บุคคลนั้นมีสิทธิสมัครตั้งแต่ต้นหรือไม่” ส่วนคดีที่สองถามลึกไปถึงว่า “กระบวนการเลือก สว.เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่”

1,767 ราย คดี “ไม่มีสิทธิ แต่ยังสมัคร”
สำนักงาน กกต.เผยแพร่มติเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ให้ดำเนินคดีอาญาผู้สมัคร สว.จำนวน 1,767 ราย ตามมาตรา 74 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 หลังตรวจสอบพบว่าบุคคลเหล่านี้อาจขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม แต่ยังยื่นสมัครรับเลือก
มาตรา 74 กำหนดองค์ประกอบสำคัญว่า ผู้สมัครต้อง “รู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัคร” แต่ยังสมัคร ไม่ใช่เพียงพบภายหลังว่าคุณสมบัติไม่ครบเท่านั้น ดังนั้น ในชั้นคดีต้องพิสูจน์ทั้งสองส่วน ได้แก่ บุคคลนั้นไม่มีสิทธิสมัครจริง และบุคคลนั้นรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่แล้วในวันที่ยื่นสมัคร
โทษตามกฎหมายคือจำคุกตั้งแต่ 1–10 ปี ปรับ 20,000–200,000 บาท และให้ศาลเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี หากผู้กระทำผิดได้รับเลือกเป็น สว. ศาลยังมีอำนาจสั่งให้คืนเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนที่ได้รับด้วย
การรับสมัคร สว.ปี 2567 มีผู้ยื่นสมัครทั่วประเทศประมาณ 48,117 คน ก่อนการตรวจสอบพบผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้น 2,020 คน ส่วนรายชื่อผู้สมัครที่ประกาศต่อสาธารณะอยู่ที่ประมาณ 46,206 คน
เมื่อเทียบ 1,767 รายกับผู้ยื่นสมัครทั้งหมด 48,117 คน คิดเป็นประมาณ 3.67% หรือราว 1 คนในผู้สมัครทุก 27 คน อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรสรุปว่า 1,767 รายคือผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติทั้งหมด 2,020 รายในปี 2567 เพราะรายชื่อในมติคดีอาญาต้องผ่านการพิจารณาเพิ่มเติมถึงองค์ประกอบเรื่องการรับรู้ของผู้สมัคร และ กกต.ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดจำแนกเหตุของทั้ง 1,767 รายต่อสาธารณะอย่างครบถ้วน
ขาดคุณสมบัติแบบใด…จึงอาจเป็นคดี
คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สว.อยู่ในรัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เช่น
- อายุไม่ถึง 40 ปีในวันสมัคร
- ไม่มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
- มีประสบการณ์หรือความเกี่ยวพันกับกลุ่มอาชีพไม่ครบตามเกณฑ์
- ไม่มีความเกี่ยวพันกับพื้นที่สมัครตามที่กฎหมายกำหนด
- เป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง
- อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิหรือมีลักษณะต้องห้ามอื่นตามกฎหมาย
แต่การ “ตรวจพบว่าคุณสมบัติไม่ครบ” กับการ “กระทำผิดอาญาตามมาตรา 74” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน เพราะคดีอาญาต้องพิสูจน์เจตนาหรือความรับรู้ตามถ้อยคำว่า “รู้อยู่แล้ว” ด้วย
229 ราย คดีความสุจริตของกระบวนการเลือก สว.
ตัวเลข 229 รายมาจากสำนวนตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการเลือก สว.ปี 2567 แบ่งเป็นสว.ชุดปัจจุบัน 138 คน และกรรมการบริหารพรรค นักการเมือง และบุคคลในเครือข่ายอีก 91 คน
คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลางคณะที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมดำเนินการ เคยมีความเห็นให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ขณะที่สำนักงาน กกต.มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อสำนวนเข้าสู่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีรายงานว่า ที่ประชุมลงมติ 5 ต่อ 2 เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 เสนอให้ยุติเรื่อง เนื่องจากเห็นว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูล ความเห็นทั้งสองทางจึงต้องส่งให้ กกต.ชุดใหญ่เป็นผู้พิจารณา กล่าวอีกอย่างคือ “229” เป็นจำนวนผู้ถูกกล่าวหาในสำนวน ไม่ใช่จำนวนผู้ที่ กกต.วินิจฉัยว่ามีความผิดแล้ว
ประเด็นกล่าวหาในสำนวน 229 ราย ตามสำนวนครอบคลุมข้อกล่าวหาหลัก 7 ประเด็น ได้แก่
- ผู้บริหารพรรค นักการเมือง สส. สมาชิกหรือผู้บริหารท้องถิ่น ช่วยให้ผู้สมัครได้รับเลือกหรือไม่ได้รับเลือก ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง
- ผู้สมัครยินยอมให้บุคคลทางการเมืองช่วยเหลือให้ได้รับเลือก ตามมาตรา 76 วรรคสอง
- ผู้สมัครฝ่าฝืนวิธีการหรือเงื่อนไขการแนะนำตัว ตามมาตรา 36 ประกอบมาตรา 70
- ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือเตรียมทรัพย์สินหรือประโยชน์ เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนน ตามมาตรา 77(1)
- จัดเลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงเพื่อจูงใจการลงคะแนน ตามมาตรา 77(3)
- เรียกหรือรับทรัพย์สินหรือประโยชน์เพื่อลงสมัคร ตามมาตรา 79
- ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับประโยชน์เพื่อเลือกหรืองดเลือกผู้ใด ตามมาตรา 81
เหตุใดคดี 229 รายจึงสะเทือนวุฒิสภามากกว่า แม้จำนวนผู้ถูกกล่าวหา 229 รายจะน้อยกว่า 1,767 รายหลายเท่า แต่ผลกระทบทางการเมืองอาจรุนแรงกว่า เพราะมี สว.ปัจจุบันอยู่ในสำนวนถึง 138 คน คิดเป็น 69% ของ สว.ทั้งหมด 200 คน และมากกว่ากึ่งหนึ่งของวุฒิสภาอย่างชัดเจน
วุฒิสภามีบทบาทให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลบางประเภท รวมทั้งพิจารณากฎหมายและตรวจสอบฝ่ายบริหาร หากมี สว.จำนวนมากต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่พร้อมกัน ย่อมกระทบองค์ประชุม ดุลอำนาจ และความชอบธรรมของการใช้อำนาจในสภาสูง อย่างไรก็ดี การที่มีชื่ออยู่ในสำนวนไม่ได้ทำให้ สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที
“มาตรา 62 กำหนดว่า หลังประกาศผลเลือก สว. หาก กกต.เห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือบุคคลใดทุจริต หรือรู้เห็นกับการกระทำที่ทำให้การเลือกไม่สุจริตและเที่ยงธรรม กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอเพิกถอนสิทธิ”
เฉพาะเมื่อศาลฎีการับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว และผู้ถูกกล่าวหาเป็น สว. บุคคลนั้นจึงต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะวินิจฉัย หากศาลพิพากษาว่ากระทำผิด สมาชิกภาพจะสิ้นสุดย้อนหลังนับจากวันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่
ก่อนหน้านี้มีรายงานสื่อหลายสำนักว่า กกต.จะประชุมและลงมติคดี 229 รายในวันที่ 28 สิงหาคม 2569 แต่เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม สำนักงาน กกต.ออกเอกสารชี้แจงว่า ข่าวดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง” พร้อมยืนยันว่า กกต.ยังอยู่ระหว่างพิจารณาสำนวนและจะลงมติต่อไป โดยไม่ได้ระบุวันชี้ขาดใหม่อย่างเป็นทางการ ดังนั้น “สำนวน 229 ราย ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต. และยังไม่มีมติชี้ขาดอย่างเป็นทางการ”
“ดำเนินคดี–ส่งฟ้อง–ศาลรับคำร้อง” ไม่ใช่คำเดียวกัน ความสับสนส่วนหนึ่งมาจากการใช้คำทางกฎหมายสลับกัน
- มีมติดำเนินคดี หมายถึง กกต.เห็นควรให้เข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
- แจ้งข้อกล่าวหา หมายถึงเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหารับทราบและชี้แจง ไม่ใช่คำวินิจฉัยว่าผิด
- ส่งฟ้องคดีอาญา หมายถึงคดีผ่านขั้นตอนสอบสวนและอัยการนำคดีขึ้นสู่ศาล
- ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เป็นช่องทางคดีเลือกตั้งเพื่อเพิกถอนสิทธิ ไม่ใช่คำพิพากษาอาญา
- ศาลรับคำร้อง เป็นจุดที่อาจเกิดผลให้ สว.หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 62
- ศาลพิพากษา จึงเป็นการชี้ขาดว่ากระทำผิดหรือไม่
ตัวเลข 1,767 สะท้อนปัญหา “หน้าประตู” ของระบบเลือก สว.ว่าใครมีสิทธิเข้ามาเป็นผู้สมัครตั้งแต่ต้น ส่วนตัวเลข 229 สะท้อนคำถามที่ลึกกว่า คือ “เมื่อเข้ามาแล้ว การเลือกกันเองถูกจัดวางหรือควบคุมจนผลลัพธ์ไม่สุจริตหรือไม่” คดีแรกมีมติ กกต.ให้ดำเนินคดีอาญาแล้ว แต่ยังต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม ส่วนคดีหลังยังอยู่ในชั้นพิจารณาของ กกต. และอาจกระทบโดยตรงต่อ สว.ปัจจุบันถึง 138 คน





