‘กาฬโรค’ น่ากลัวแค่ไหน โรคที่ไม่เคยหายไปจากโลกแม้ปัจจุบันรักษาได้

6 ต.ค. 2569 - 17:55

  • กาฬโรคไม่เคยหายไปจากโลก องค์การอนามัยโลกยังได้รับรายงานผู้ป่วยในหลายประเทศ

  • ปัจจุบันกาฬโรครักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ต้องตรวจพบและให้การรักษาอย่างรวดเร็ว

  • สิ่งที่ทำให้โรคนี้ยังน่ากลัวคือความรุนแรงของโรคบางชนิด รวมถึงภาพจำจากหนึ่งในโรคระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

‘กาฬโรค’ น่ากลัวแค่ไหน โรคที่ไม่เคยหายไปจากโลกแม้ปัจจุบันรักษาได้

เพียงคำว่า กาฬโรค กลับมาอยู่บนหน้าข่าวความรู้สึกกลัวก็กลับมาพร้อมกันแทบจะทันที เห็นได้จากกรณีนักวิจัยหญิงวัย 28 ปี ของสถาบันวิจัยด้านกาฬโรคในไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย เสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 หลังมีอาการปอดอักเสบรุนแรง เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การติดตามและเฝ้าระวังผู้สัมผัสจำนวนมาก พร้อมกับข่าวลือเรื่องอุบัติเหตุในห้องปฏิบัติการและการติดเชื้อกาฬโรคที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามทางการรัสเซียยังระบุว่าสาเหตุการเสียชีวิตคือ ปอดอักเสบที่ยังไม่ทราบสาเหตุ และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเกิดอุบัติเหตุจากเชื้อกาฬโรคหรือมีการระบาดเกิดขึ้น

สิ่งหนึ่งที่ข่าวครั้งนี้ทำให้หลายคนเพิ่งนึกขึ้นได้คือ กาฬโรคไม่เคยหายไปจากโลก โรคที่หลายคนคิดว่าเหลืออยู่เพียงในหนังสือประวัติศาสตร์ยังคงพบผู้ป่วยอยู่จนถึงปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกระบุว่า ระหว่างปี 2562–2568 มี 10 ประเทศรายงานผู้ป่วยต้องสงสัยกาฬโรค โดยมีผู้ป่วยต้องสงสัยรวม 3,847 ราย และเสียชีวิต 423 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่อยู่ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและมาดากัสการ์ซึ่งยังเป็นพื้นที่ที่พบโรคนี้เป็นประจำ

คำถามคือ ในเมื่อกาฬโรครักษาได้แล้วทำไมเราถึงยังกลัวโรคนี้อยู่? คำตอบแรกอาจอยู่ที่ความทรงจำของมนุษย์ กาฬโรคเคยเป็นต้นเหตุของ กาฬมรณะ โรคระบาดครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 14 ซึ่งองค์การอนามัยโลกระบุว่า คร่าชีวิตผู้คนในยุโรปไปมากกว่า 50 ล้านคน ในเวลานั้นมนุษย์ยังไม่รู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุของโรค ไม่รู้ว่ามันแพร่กระจายอย่างไร และที่สำคัญยังไม่มียาปฏิชีวนะ ภาพของเมืองที่เต็มไปด้วยผู้เสียชีวิตและการระบาดที่ไม่มีทางหยุดจึงกลายเป็นภาพจำที่ติดอยู่กับชื่อกาฬโรคมาจนถึงทุกวันนี้

Credit: Wellcome Collection
Credit: Wellcome Collection

ภาพจำอีกอย่างที่ติดมากับกาฬโรคคือ หมอในชุดคลุมยาวกับหน้ากากปากนก แต่ชุดที่เราเห็นกันคุ้นตานั้นไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงกาฬมรณะศตวรรษที่ 14 โดยตรง หากเริ่มปรากฏเด่นชัดในยุโรปราวศตวรรษที่ 17 โดยชุดถูกออกแบบให้คลุมร่างกายเกือบทั้งหมด พร้อมเสื้อผ้าหรือหนังเคลือบปกป้องผิว ดวงตามีแผ่นกระจกปิด และบริเวณปากนกจะใส่สมุนไพร เครื่องเทศ หรือสารที่มีกลิ่นหอมไว้ด้านใน เพราะแพทย์ในเวลานั้นยังเชื่อว่าโรคนี้เกิดจาก อากาศเสียหรือไอพิษ จึงหวังว่ากลิ่นหอมเหล่านี้จะช่วยกรองอากาศและป้องกันโรคได้ แม้วันนี้จะรู้แล้วว่าความเชื่อนั้นไม่ตรงกับกลไกการติดเชื้อกาฬโรคก็ตาม

ส่วนการรักษาในยุคที่โลกยังไม่รู้จักแบคทีเรียและไม่มียาปฏิชีวนะนั้นแตกต่างจากปัจจุบันอย่างมาก มีทั้ง การเจาะหรือตัดฝีที่บวม การถ่ายเลือด การใช้สมุนไพรและสารมีกลิ่นหอม รวมถึงวิธีรักษาตามความเชื่อในแต่ละยุค หลายวิธีไม่ได้ผลและบางวิธีกลับเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ป่วย สิ่งที่เริ่มมีบทบาทจริงในการควบคุมโรคคือการแยกผู้ป่วยและจำกัดการเดินทาง โดยในยุโรปมีการพัฒนาระบบกักแยกผู้เดินทางจากพื้นที่ระบาดจนกลายมาเป็นแนวคิดของ การกักกันโรค ในเวลาต่อมา ต่างจากปัจจุบันที่แพทย์รู้แล้วว่ากาฬโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียและสามารถรักษาโดยตรงด้วยยาปฏิชีวนะ

แต่เหตุผลไม่ได้มีเพียงอดีต เพราะ กาฬโรคในปัจจุบันยังเป็นโรครุนแรงจริง โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเยอร์ซิเนีย เพสทิส ซึ่งพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กและหมัด มนุษย์สามารถติดเชื้อจากการโดนหมัดที่มีเชื้อกัด การสัมผัสสัตว์หรือเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อ รวมถึงการสูดอนุภาคจากระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วยกาฬโรคปอด โดยโรคแบ่งหลักๆ เป็นกาฬโรคต่อมน้ำเหลือง กาฬโรคในกระแสเลือด และกาฬโรคปอด โดยสองรูปแบบหลังอาจรุนแรงถึงเสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว

รักษาได้จึงไม่ได้หมายความว่าไม่อันตราย โดยเฉพาะกาฬโรคปอด องค์การอนามัยโลกระบุว่า หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจเสียชีวิตได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว และสามารถแพร่จากคนสู่คนผ่านอนุภาคจากระบบทางเดินหายใจได้เมื่อมีการสัมผัสใกล้ชิด แต่ข่าวดีคือเชื้อกาฬโรคตอบสนองได้ดีต่อยาปฏิชีวนะ การตรวจพบเร็วและเริ่มรักษาทันทีสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วย รวมถึงลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อได้อย่างมาก นี่คือสิ่งที่ทำให้กาฬโรคในวันนี้แตกต่างจากกาฬมรณะเมื่อหลายร้อยปีก่อนอย่างสิ้นเชิง

ตัวอย่างที่เพิ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 คือกรณีผู้ป่วยกาฬโรคปอดในรัฐแอริโซนา สหรัฐฯ ซึ่งเสียชีวิตหลังมีประวัติสัมผัสแมวที่ป่วย แม้ผู้ป่วยรายนี้จะเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อเจ้าหน้าที่เริ่มสงสัยว่าเป็นกาฬโรคก็มีการติดตามผู้ที่อาจสัมผัสเชื้อ 46 คนและให้ยาป้องกันทันที ผลคือ ไม่มีผู้สัมผัสรายใดป่วยตามมา กรณีนี้จึงแสดงให้เห็นทั้งสองด้านของกาฬโรคได้พร้อมกันว่าโรคนี้ยังมีความรุนแรงจนทำให้เสียชีวิตได้ แต่ระบบสาธารณสุขสมัยใหม่ก็มีเครื่องมือที่สามารถจำกัดการแพร่กระจายได้เช่นกัน

อีกเหตุผลที่ทำให้กาฬโรคยังสร้างความหวาดกลัวคือ ความไม่แน่นอนในช่วงแรกของเหตุการณ์ อย่างกรณีในรัสเซีย ขณะที่ข้อมูลอย่างเป็นทางการยังอยู่ระหว่างตรวจสอบข่าวเรื่องเชื้อกาฬโรค หลอดทดลองแตก การกักตัว และการเสียชีวิตก็แพร่กระจายออกไปแล้ว เมื่อชื่อของโรคมีประวัติศาสตร์ที่น่ากลัวอยู่เบื้องหลัง ช่องว่างระหว่างสิ่งที่ยืนยันแล้วกับสิ่งที่ยังไม่รู้จึงสามารถถูกเติมเต็มด้วยการคาดเดาได้ง่าย โดยเฉพาะหลังโลกเพิ่งผ่านประสบการณ์โรคระบาดใหญ่อย่างโควิด-19 มาไม่นาน

ดังนั้นการที่กาฬโรคยังทำให้ผู้คนหวาดกลัว ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลเสียทั้งหมด เพราะเชื้อยังมีอยู่จริง โรคบางรูปแบบยังคงรุนแรง และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่การเสียชีวิต แต่ในขณะเดียวกันการพบผู้ป่วยกาฬโรคหนึ่งรายก็ไม่ได้หมายความว่าโลกกำลังจะเผชิญกาฬมรณะอีกครั้ง ปัจจุบันเรารู้จักเชื้อ รู้วิธีแพร่ รู้วิธีตรวจ มียาปฏิชีวนะ และมีระบบติดตามผู้สัมผัสเพื่อหยุดการแพร่กระจายซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ในอดีตไม่เคยมี

บางทีเหตุผลที่ กาฬโรคยังเป็นโรคที่โลกกลัว จึงอยู่ตรงความย้อนแย้งนี้เอง มันคือชื่อของโรคที่แบกอดีตอันน่าสะพรึงกลัวมาหลายร้อยปีขณะที่ตัวโรคยังไม่ได้สูญพันธุ์ไปไหน เพียงแต่วันนี้มนุษย์ไม่ได้ยืนมือเปล่าต่อหน้ามันเหมือนในอดีตอีกแล้ว สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การบอกว่า ไม่ต้องกลัว แต่คือการรู้ว่า ควรกลัวแค่ไหน และเมื่อใดที่ความกลัวกำลังวิ่งเร็วกว่าข้อเท็จจริง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


‘กาฬโรค’ น่ากลัวแค่ไหน โรคที่ไม่เคยหายไปจากโลกแม้ปัจจุบันรักษาได้