ผ้าไหมไทยในสมการความยั่งยืน 75 ปี Jim Thompson บทบาทของแฟชั่นในมิติสิ่งแวดล้อม

14 มี.ค. 2569 - 11:49

  • โรงงานผลิตผ้าไหมครบวงจรที่โคราช กับระบบน้ำรีไซเคิล

  • เปลี่ยนเศษไหมเป็นแฟชั่นใหม่ นำของเสียกลับมารีไซเคิลตามแนวคิด Circularity

  • โลกแฟชั่นร่วมแก้ปัญหาขยะทะเล เก็บพลาสติกกว่า 7 ตัน พร้อมขยายภารกิจสู่คลองแสนแสบ

ผ้าไหมไทยในสมการความยั่งยืน 75 ปี Jim Thompson บทบาทของแฟชั่นในมิติสิ่งแวดล้อม

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมแฟชั่นทั่วโลกถูกตั้งคำถามอย่างจริงจังถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงวัฒนธรรมการบริโภคแบบ “ฟาสต์แฟชั่น” ที่เร่งการผลิตและการทิ้งเสื้อผ้าในเวลาอันสั้น ท่ามกลางแรงกดดันเหล่านี้ หลายฝ่ายเริ่มหันกลับมามองระบบการผลิตแบบดั้งเดิมที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงงานหัตถกรรมพื้นบ้าน แต่แท้จริงแล้วอาจเป็นหนึ่งในโมเดลของเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้

1_Jim and I_The Weaver Stories.jpeg

จากแฟชั่นผ้าไหมไทยสู่ “แฟชั่นที่รับผิดชอบ”

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจคือการเดินทางของแบรนด์ผ้าไหมไทยระดับโลกอย่าง Jim Thompson ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 75 ของการดำเนินธุรกิจ เรื่องราวของแบรนด์นี้ไม่ได้เป็นเพียงประวัติศาสตร์ของผ้าไหม หากยังสะท้อนคำถามสำคัญว่า งานหัตถศิลป์ท้องถิ่นสามารถอยู่ร่วมกับเศรษฐกิจโลก และมีบทบาทต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร

จุดเริ่มต้นของ Jim Thompson ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1950 เมื่อผ้าไหมไทยกำลังเผชิญภาวะซบเซา การฟื้นฟูอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพื่อสร้างสินค้าแฟชั่น แต่เป็นการรื้อฟื้นระบบการผลิตที่ผูกโยงกับวิถีชีวิตของชุมชนและธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง กระบวนการผลิตผ้าไหมเริ่มต้นตั้งแต่การปลูกต้นหม่อน การเลี้ยงไหม การสาวเส้นไหม ไปจนถึงการย้อมสีและการทอบนกี่ไม้แบบดั้งเดิม ทุกขั้นตอนต้องอาศัยแรงงานฝีมือและความรู้ที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

17_Bill Bensley.jpg

ในมุมของเศรษฐกิจสีเขียว ระบบดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของสิ่งทอจากทรัพยากรชีวภาพ หรือ bio-based textile economy ที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติเป็นฐานสำคัญ ต่างจากระบบการผลิตสิ่งทออุตสาหกรรมที่พึ่งพาเส้นใยสังเคราะห์และเครื่องจักรขนาดใหญ่เป็นหลัก เส้นไหมที่เกิดจากหนอนไหมซึ่งเลี้ยงด้วยใบหม่อนจึงเป็นผลผลิตจากวงจรธรรมชาติ และยังสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติเมื่อหมดอายุการใช้งาน

อีกมิติหนึ่งที่สำคัญคือบทบาทของชุมชนผู้ผลิต ซึ่งยังคงเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมผ้าไหมไทย การเลี้ยงไหมและการผลิตเส้นไหมจำนวนมากยังคงกระจายอยู่ในครัวเรือนของเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ระบบดังกล่าวช่วยสร้างรายได้ให้กับครอบครัวในชนบท ขณะเดียวกันก็รักษาทักษะการทอผ้าที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนไม่ให้สูญหายไปกับกระแสอุตสาหกรรม

แนวทางนี้สอดคล้องกับกรอบแนวคิดของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ Sustainable Development Goals ซึ่งให้ความสำคัญกับการจ้างงานที่มีคุณค่า การผลิตและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ และการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมแฟชั่นในยุคปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การใช้วัตถุดิบธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดการทรัพยากรในกระบวนการผลิตด้วย

คุณแฟรงก์ แคนเซลโลนี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด แบรนด์ จิม.jpg

“จิม ทอมป์สัน ยืนหยัดอย่างมั่นคงบนรากฐานของมรดกวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ในวาระครบรอบ 75 ปีนี้ เรามุ่งมั่นที่จะพาความคิดสร้างสรรค์ของไทยไปสู่เวทีโลก ในฐานะแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่สานต่อวัฒนธรรมด้วยความคิดสร้างสรรค์เพื่อตอบโจทย์บริบทของโลกยุคใหม่”

แฟรงก์ แคนเซลโลนี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อุตสาหกรรมไหมไทย จำกัด แบรนด์ จิม ทอมป์สัน กล่าว

ในงานฉลองครบรอบ 75 ปี ผู้บริหารของ Jim Thompson ได้อธิบายถึงบทบาทของโรงงานผลิตสิ่งทอของบริษัทที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงสร้างสำคัญของห่วงโซ่การผลิตของแบรนด์ โรงงานแห่งนี้สามารถผลิตผ้าได้มากกว่า 350 กิโลเมตรต่อปี และทำงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตเส้นไหมไปจนถึงผ้าสำเร็จรูป

นอกจากการควบคุมคุณภาพการผลิตแล้ว โรงงานยังมีระบบจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น การบำบัดและหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิต รวมถึงมาตรฐานด้านอุตสาหกรรมและความปลอดภัย เช่น ISO และมาตรฐานสำหรับสิ่งทอ แต่ในมุมมองของผู้บริหาร สิ่งที่สำคัญกว่าใบรับรองมาตรฐานคือการคิดใหม่เกี่ยวกับทรัพยากรที่เหลือจากกระบวนการผลิต

ในอุตสาหกรรมผ้าไหม เศษเส้นไหมที่เหลือจากการผลิตถือเป็นของเสียจำนวนไม่น้อย แบรนด์จึงเริ่มนำเศษเส้นไหมเหล่านี้กลับมาแปรรูปเป็นเส้นด้ายใหม่ และทดลองพัฒนาเป็นวัสดุสำหรับผลิตภัณฑ์แฟชั่นรูปแบบใหม่ แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนจากการพูดถึง “ความยั่งยืน” ในความหมายทั่วไป ไปสู่แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity) ที่พยายามทำให้ทรัพยากรถูกใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่องมากที่สุด

25651_0.jpg

นอกจากกระบวนการผลิตแล้ว มิติของความรับผิดชอบต่อสังคมก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบนเวทีเดียวกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Jim Thompson ได้เริ่มทำงานร่วมกับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมหลายแห่ง ทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ

หนึ่งในตัวอย่างคือการร่วมมือกับองค์กรอนุรักษ์ช้างในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนการดูแลสัตว์ป่าที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของประเทศ ขณะเดียวกัน ความร่วมมือที่โดดเด่นในช่วงหลังคือการทำงานกับองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่าง Seven Clean Seasซึ่งมีเป้าหมายกำจัดขยะพลาสติกในมหาสมุทรมากกว่า 1,000 ตันภายในปี 2030

ความร่วมมือดังกล่าวเชื่อมโยงกับการเปิดตัวคอลเลกชันชุดว่ายน้ำ Aqua Silk Swimwear ของแบรนด์ โดย Jim Thompson ได้นำรายได้ 10% จากยอดขาย มอบให้กับองค์กรเพื่อสนับสนุนภารกิจเก็บขยะในทะเล ผลลัพธ์ของโครงการนี้สามารถนำขยะพลาสติกออกจากทะเลได้มากกว่า 7 ตัน ซึ่งเทียบเท่ากับขวดพลาสติกประมาณ 350,000 ขวด

โครงการดังกล่าวยังได้รับการต่อยอดในปี 2026 เมื่อแบรนด์ประกาศขยายความร่วมมือกับ Seven Clean Seas ต่อไปอีกหนึ่งปี พร้อมตั้งคำถามใหม่ว่า หากสามารถช่วยทำความสะอาดทะเลได้แล้ว เหตุใดจะไม่เริ่มดูแลแหล่งน้ำในเมืองของตนเองด้วย

แนวคิดนี้นำไปสู่กิจกรรมใหม่ที่ทีมผู้บริหารและพนักงานของบริษัทจะร่วมกันเก็บขยะใน คลองแสนแสบ ซึ่งไหลผ่านบริเวณใกล้กับ Jim Thompson House โดยกิจกรรมดังกล่าวมีกำหนดเริ่มต้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม และจะกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่บริษัทตั้งใจดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

27_Coffee Table Book (หนังสือภาพสะสมที่ถ่ายทอดเรื่องราวของแบรนด์).jpg

เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด เรื่องราวของ Jim Thompson ในวาระครบรอบ 75 ปี จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองแบรนด์ผ้าไหมระดับโลก หากยังสะท้อนแนวโน้มใหม่ของอุตสาหกรรมแฟชั่น ที่กำลังพยายามเชื่อมโยงการออกแบบ ธรรมชาติ และความรับผิดชอบต่อสังคมเข้าด้วยกัน

ในโลกที่กำลังเผชิญวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เส้นไหมเส้นเล็กๆ อาจกำลังบอกเล่าบทเรียนสำคัญว่า ความยั่งยืนของแฟชั่นในอนาคตอาจไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่การกลับไปทำความเข้าใจระบบการผลิตที่เคารพทั้งธรรมชาติและผู้คนในห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์