ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาการวิ่งกลายเป็นอะไรที่มากกว่าการออกกำลังกายธรรมดา จากกิจกรรมที่เคยดูเรียบง่ายกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ของคนเมืองไปโดยไม่รู้ตัว หลังโควิด-19 หลายคนเริ่มหันมาดูแลตัวเองมากขึ้น สนามมาราธอนเต็มเร็วขึ้น คลับวิ่งก็ครึกครื้นขึ้น และที่สำคัญโลกโซเชียลก็เต็มไปด้วยภาพของผู้คนที่ออกไปวิ่งในตอนเช้าอย่างมีวินัย
ในภาพเหล่านั้นทุกอย่างดูลงตัวไปหมดทั้งแสงแดดอ่อนๆ ชุดวิ่งที่เข้ากันอย่างดี และสถิติการวิ่งที่เหมือนจะพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้ใครหลายคนเริ่มรู้สึกว่าหรือเราก็ควรเริ่มวิ่งบ้างนะ และนั่นคือจุดที่ Runfluencer เข้ามามีบทบาทในการชี้นำสังคมให้ดำเนินรอยตามสิ่งที่พวกเขาทำ
พวกเขาไม่ได้แค่เล่าว่าวิ่งยังไงแต่เล่าว่าชีวิตแบบ “นักวิ่ง” มันดีแค่ไหน การตื่นเช้า การมีวินัย การตั้งเป้าหมาย และการเอาชนะตัวเอง ทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบที่ดูเข้าถึงง่ายและน่าลอง จนหลายคนเริ่มต้นวิ่งเพราะแรงบันดาลใจจากคนแปลกหน้าบนหน้าจอ
แต่เมื่อเวลาผ่านไปภาพที่เคยดูสร้างแรงบันดาลใจก็เริ่มมีอีกมุมหนึ่งที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ
บางคนเริ่มสังเกตว่าชีวิตนักวิ่งในโซเชียลนั้นดูดีเกินจริงเล็กน้อย ทุกอย่างดูเป็นระเบียบไปหมดทั้งการซ้อม การกิน การพักผ่อน ราวกับว่าการพัฒนาตัวเองเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องไม่มีสะดุด ซึ่งในชีวิตจริงของคนส่วนใหญ่ที่ต้องทำงาน เหนื่อย และมีวันที่ไม่อยากลุกไปไหนเลยภาพแบบนั้นอาจไม่ได้เกิดขึ้นง่ายขนาดนั้น
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของบางคอนเทนต์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวลาการวิ่ง หรือโปรแกรมการฝึกซ้อมที่ดูเหมือนจะให้ผลลัพธ์เร็วเกินไป แม้จะไม่ใช่ทุกคนแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ติดตามบางส่วนเริ่มรู้สึกระแวงและกลับมาคิดว่าควรเชื่ออะไรได้แค่ไหน
ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งที่เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นคือเรื่องของ “การบาดเจ็บ” คนจำนวนไม่น้อยเริ่มวิ่งหนักเกินไป เร็วเกินไป หรือพยายามทำตามเป้าหมายที่อาจยังไม่เหมาะกับร่างกายของตัวเองซึ่งส่วนหนึ่งก็ได้รับอิทธิพลจากคอนเทนต์ที่เน้นความท้าทายและความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดด
ความน่าสนใจคือ Runfluencer อยู่ในตำแหน่งที่ค่อนข้างซับซ้อน พวกเขาไม่ใช่นักกีฬามืออาชีพที่มีทีมโค้ชหรือผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลแต่ก็ต้องรักษาความต่อเนื่องของคอนเทนต์ ต้องมีอะไรใหม่ให้คนดูอยู่เสมอ และในขณะเดียวกันก็ต้องดู “เก่งพอจะน่าเชื่อ” แต่ก็ “ธรรมดาพอให้คนเข้าถึงได้”
สุดท้ายแล้วเรื่องนี้อาจไม่ได้หมายความว่าการวิ่งหรือการติดตามอินฟลูเอนเซอร์เป็นเรื่องไม่ดี ตรงกันข้ามมันยังคงเป็นแรงผลักดันที่สำคัญสำหรับใครหลายคน เพียงแต่ในยุคที่ทุกอย่างถูกเล่าให้ดูดีขึ้นได้เสมอการรับชมอย่างมีสติจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้น
เพราะบางทีการวิ่งที่ดีพออาจไม่ใช่การวิ่งที่เร็วที่สุดหรือไกลที่สุด แต่คือการวิ่งที่เข้ากับวิถีชีวิตของเราจริงๆ และทำให้เราอยากใส่รองเท้าออกไปวิ่งอีกครั้งในวันถัดไป





