หลายคนเคยเรียนปฐมพยาบาลตั้งแต่เด็ก และบางวิธีก็ถูกจำต่อๆ กันมาจากคนในครอบครัว เช่น ‘เลือดกำเดาไหลให้เงยหน้า’ ‘น้ำร้อนลวกให้เอายาสีฟันทา’ หรือ ‘คนชักต้องหาอะไรใส่ปากเดี๋ยวกัดลิ้น’
แต่เมื่อความรู้ทางการแพทย์เปลี่ยนไป คำแนะนำบางอย่างที่เคยได้ยินกันมานานก็อาจไม่ใช่วิธีที่แนะนำในปัจจุบัน และในบางสถานการณ์การช่วยผิดวิธีอาจทำให้อาการแย่ลงได้
ยิ่งวันที่ 12 กันยายน 2026 ตรงกับ World First Aid Day หรือวันปฐมพยาบาลโลก ซึ่งจัดขึ้นในวันเสาร์ที่สองของเดือนกันยายนของทุกปี จึงเป็นโอกาสดีที่จะกลับมาทบทวนเรื่องพื้นฐานเหล่านี้อีกครั้ง เพราะเมื่อเกิดเหตุจริงสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ ‘กล้าช่วย’ แต่ต้องรู้ด้วยว่า อะไรควรทำ และอะไรไม่ควรทำ
เลือดกำเดาไหล > อย่าเงยหน้า
ภาพจำของหลายคนคือพอเลือดกำเดาไหลต้องรีบแหงนหน้าขึ้นเพื่อให้เลือดหยุดไหลออกมา แต่จริง ๆ แล้วควรทำตรงกันข้าม คือ นั่งตัวตรง โน้มศีรษะไปด้านหน้าเล็กน้อย แล้วใช้นิ้วบีบจมูกบริเวณส่วนอ่อนเหนือรูจมูกประมาณ 10–15 นาที
เหตุผลที่ไม่ควรเงยหน้าคือเลือดอาจไหลลงคอแล้วถูกกลืนลงไป ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน หรืออาจไหลเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ หากเลือดออกมากผิดปกติและยังไม่หยุดหลังบีบไว้ประมาณ 10–15 นาที มีอาการหน้ามืด หายใจลำบาก หรือเกิดหลังได้รับแรงกระแทกที่ศีรษะควรไปโรงพยาบาล
น้ำร้อนลวกหรือไฟไหม้ > อย่าทายาสีฟัน และอย่าเอาน้ำแข็งวางบนแผล
อีกวิธีที่ได้ยินกันบ่อยคือ ‘ทายาสีฟันแล้วจะเย็น’ แต่ยาสีฟันไม่ได้ช่วยรักษาแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก และอาจเพิ่มความระคายเคืองหรือโอกาสติดเชื้อ ส่วนการใช้น้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัดโดยตรงก็ไม่แนะนำเพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อบริเวณแผลเสียหายมากขึ้น
สิ่งที่ควรทำคือ รีบลดความร้อนของแผลด้วยการให้น้ำสะอาดที่ไม่เย็นจัดไหลผ่าน แนวทางของ NHS แนะนำประมาณ 20 นาที จากนั้นปิดแผลอย่างหลวมๆ ด้วยวัสดุสะอาด และหากแผลกว้าง ลึก มีตุ่มพองมาก อยู่บริเวณใบหน้า มือ ข้อ หรืออวัยวะสำคัญควรพบแพทย์
คนชัก > ไม่ต้องเอาช้อน นิ้ว หรือสิ่งของใส่ปาก
ความเชื่อว่าต้องเอาช้อนหรือของแข็งใส่ปากเพื่อป้องกันคนชัก ‘กัดลิ้น’ อาจกลับทำให้เกิดอันตราย เพราะสิ่งของอาจทำให้ฟันหรือกรามบาดเจ็บ แตก หรือหลุดลงไปอุดทางเดินหายใจได้ และคนที่กำลังชักนั้น ไม่สามารถกลืนลิ้นตัวเองได้
สิ่งที่ควรทำคือเคลียร์สิ่งที่เป็นของแข็งหรือของมีคมออกจากบริเวณรอบตัว รองศีรษะด้วยของนุ่ม ไม่พยายามกดหรือจับตัวให้อยู่นิ่ง และจับเวลาว่าชักนานแค่ไหน หากทำได้ให้ตะแคงตัวเพื่อช่วยให้ทางเดินหายใจโล่ง หากชักนานเกิน 5 นาที ชักซ้ำ หายใจลำบาก หรือเป็นการชักครั้งแรก ควรเรียกหน่วยแพทย์ฉุกเฉินทันที
อาหารติดคอ > ถ้ายังไอได้ไม่จำเป็นต้องรีบตบหลังทันที
หากผู้ใหญ่สำลักแต่ยัง ไอ พูด หรือหายใจได้ แสดงว่าทางเดินหายใจยังไม่ได้อุดตันทั้งหมด ควรกระตุ้นให้เขาไอต่อเพื่อพยายามเอาสิ่งที่ติดอยู่ออกเองก่อน ไม่ควรเอานิ้วล้วงเข้าไปในปากโดยมองไม่เห็นสิ่งแปลกปลอม เพราะยิ่งดันอาจยิ่งทำให้สิ่งนั้นลึกเข้าไป
แต่หากเริ่ม พูดไม่ได้ ไอไม่ได้ หรือหายใจไม่ได้ จนเกิดภาวะสำลักรุนแรง สำหรับผู้ใหญ่แนวทางปฐมพยาบาลให้ใช้การตบหลังสูงสุด 5 ครั้ง และหากยังไม่ออกจึงใช้การกดกระแทกหน้าท้องสูงสุด 5 ครั้ง พร้อมเรียกความช่วยเหลือฉุกเฉินหากยังไม่ดีขึ้น
งูกัด > อย่าขันชะเนาะ อย่ากรีดแผล และอย่าดูดพิษ
ภาพจากหนังที่มีคนเอาเชือกรัดเหนือแผล กรีดรอยเขี้ยวแล้วใช้ปากดูดพิษออก เหล่านี้ไม่ใช่วิธีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ เพราะนอกจากไม่ได้ช่วยเอาพิษออกอย่างมีประสิทธิภาพแล้วการขันชะเนาะแน่นอาจทำให้เนื้อเยื่อเสียหาย ส่วนการกรีดแผลก็เพิ่มความเสี่ยงเลือดออกและติดเชื้อ
สิ่งสำคัญคือ ให้ผู้ถูกกัดอยู่นิ่งๆ ลดการขยับอวัยวะที่ถูกกัด ถอดแหวน กำไล หรือของรัดแน่นที่อาจเป็นปัญหาเมื่อเกิดอาการบวม และรีบนำส่งโรงพยาบาล ไม่ควรเสียเวลาไปกับการจับหรือตีงูเพราะอาจทำให้มีคนถูกกัดเพิ่ม หากทำได้อย่างปลอดภัยอาจจดจำลักษณะหรือถ่ายภาพจากระยะห่างเพื่อให้ข้อมูลแก่แพทย์ได้
การปฐมพยาบาลจึงไม่ใช่เรื่องของการทำอะไรให้มากที่สุด แต่คือ ช่วยเท่าที่จำเป็นและไม่เพิ่มอันตรายให้ผู้ป่วย เพราะบางครั้งสิ่งที่ช่วยชีวิตคนได้อาจเริ่มจากเรื่องง่ายๆ อย่างรู้ว่าเมื่อไรควรช่วยเอง และเมื่อไรควรหยุดแล้วเรียกคนที่มีความเชี่ยวชาญ
หากพบผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บที่มีภาวะฉุกเฉิน เช่น หมดสติ ไม่หายใจ หายใจลำบากอย่างรุนแรง เลือดออกมาก ชักนาน หรือมีอาการที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต สามารถโทร 1669 สายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อขอความช่วยเหลือได้




