ฮาวทูกู้โลกรวน - วิธีที่ 12 โซเชียลดีท็อกซ์ (สังคมที่ทำให้ลำบาก ไม่ต้องมีก็ได้)

17 ม.ค. 2568 - 14:34

    ecoeyes_how_to_heal_the_planet_social_detox_SPACEBAR_Hero_5f595c5f43.jpg

    ฮาวทูกู้โลกรวน ฉบับพูดง่าย ทำยาก

    วิธีที่ 12 โซเชียลดีท็อกซ์ (สังคมที่ทำให้ลำบาก ไม่ต้องมีก็ได้)

    ไถฟีดทีไร ถ้าไม่จิตตก ก็ตกเป็นทาสการตลาด แล้วก็ช้อปเพื่อโลก (ร้อน) กันต่อไป

    แนะนำ: ยุ่งเรื่องชาวบ้านน้อยลง ลดการเปรียบเทียบและฟุ้งเฟ้อ ต้นเหตุภาวะโลกร้อน

    Eco_Eye_Project_INFO_Template_D_12_006b2d4c24.jpg

    WHAT (เกิดอะไรขึ้นอ่ะ?)

    ดึกแล้วยังไม่นอน...ไถฟีดโซเชียลมีเดียไปเรื่อยเปื่อย ระหว่างทำงาน...แอบแวะเปิดโซเชียลฯ อัพเดทเรื่องชาวบ้านแก้เซ็งหน่อยดีกว่า หรือไม่รู้ทำไร...รู้ตัวอีกทีก็พบตัวเองเดินเล่นอยู่ในโซเชียลฯ โดยไม่รู้ตัว

    ใครเป็น (เคยเป็น และยังเป็น) แบบตัวอย่างที่ยกมา ไม่ว่ากรณีไหน (หรือทุกกรณี) ยินดีด้วยคุณคือคนหนึ่งที่ช่วยให้ไทยติดอันดับโลก (เรื่องปริมาณการเล่นโซเชียลมีเดียนะ)

    ข้อมูล Digital Stat & Insight 2024 ของคนไทย จัดทำโดย We Are Social ระบุว่า คนไทยออนไลน์ติดอันดับ 10 ของโลก วันละ 7 ชั่วโมง 58 นาที

    “ถ้าคนไทยออนไลน์เยอะขนาดนี้ แสดงว่าเขามีโอกาสเป็นลูกค้าเรา เห็นแอดโฆษณาเราไม่น้อยแน่นอน”

    — การตลาดวันละตอน (Everyday Marketing)

    เว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่คนไทยใช้เยอะที่สุด คือ โซเชียลเน็ตเวิร์ค (หรือโซเชียลมีเดีย) ถึง 98.6% ใช้เวลาไปกับสิ่งนี้

    PIC_01_ac77142ec5.png

    บทความ คนไทยซื้อสินค้าผ่าน ‘โซเชียลมีเดีย’ มากสุดในโลก โดย ลงทุนแมน เพจด้านการลงทุนที่เผยแพร่เมื่อปี 2023 บอกว่า นอกจากจุดประสงค์เพื่อความบันเทิงแล้ว โซเชียลมีเดียยังเป็นช่องทางการช้อปปิ้งหลักของคนไทย

    “คนไทยทุกๆ 100 คน จะมีมากถึง 88 คน มีการซื้อสินค้าผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย สัดส่วนนี้ เรียกได้ว่าเป็น สัดส่วนมากสุดในโลก”

    — ลงทุนแมน

    ถ้าคุณรู้ว่า แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ มีรายได้หลักมาจากโฆษณา ดังนั้น ไม่แปลกถ้าจุดประสงค์หลักของมัน (นอกจากสร้างความเพลิดเพลินให้เรา) คือการกระตุ้นให้เกิดการบริโภค

    ช้อปเลย! สนใจคลิก! จองด่วน! ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษ! ฯลฯ แต่ละวันมีข้อความโฆษณาทำนองนี้ (รวมถึงโฆษณาแฝงต่างๆ เช่น Advertorial) วิ่งผ่านสายตาผู้คนราว 4,000-10,000 ครั้ง

    และคงไม่แปลกเช่นกัน ถ้าคุณจะตกเป็นเหยื่อการตลาด เผลอกดซื้อบางสิ่งโดยมาคิดได้ทีหลังว่า เราซื้อสิ่งนั้นมาทำไม ใช่, มันเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบ แล้วคุณก็จะตั้งสติได้และคิดว่าจะไม่ซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็นอีก เพราะตอนนี้ในห้องหรือบ้านคุณเต็มไปด้วยสิ่งเหล่านั้นกองอยู่ที่มุมใดมุมหนึ่ง และบางส่วนยังไม่ได้แกะออกจากกองพัสดุด้วยซ้ำ แต่หลังจากนั้น คุณก็เผลอไผลให้กับอารมณ์ชั่ววูบอีกครั้ง วนเวียนเป็นวงจรขับเคลื่อนและหล่อเลี้ยงระบบทุนนิยมให้ดำรงอยู่ต่อไป

    วงจรนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณคนเดียว แต่เป็นเรื่องปกติ และเป็นสิ่งที่เจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจงใจออกแบบให้เป็นแบบนั้น

    คนที่เคยดูสารคดีเรื่อง The Social Dilemma จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ทันที แพลตฟอร์มต่างๆ ที่ดูเหมือนจะให้พวกเรา “ใช้ฟรี” จริงๆ แล้วมีราคาที่เราต้องจ่ายนั่นคือ “ข้อมูลส่วนตัว” ที่เจ้าของแพลตฟอร์มนำไปค้าขายให้คนที่ต้องการลงโฆษณาอีกต่อหนึ่ง เพื่อให้คนเหล่านั้นยิงสิ่งที่คุณสนใจให้คุณกลายเป็นลูกค้าพวกเขาอีกที

    ส่วนกลไกต่างๆ ในนั้น ไม่ว่าการโพสต์ ไลค์ แชร์ หรือใดๆ ก็ตาม ล้วนถูกคิดและออกแบบตามหลักจิตวิทยา และเล่นกับระบบความคิด จิตใจ และสัญชาตญาณดิบของเรา เพื่อบงการให้ผู้ใช้ทำตามจุดประสงค์ของเจ้าของแพลตฟอร์มโดยไม่รู้ตัว

    ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด คือ การอวดโชว์ชีวิต ความสุข ความสำเร็จของผู้คนในนั้น เหมือนจะดี แต่สิ่งนั้นทำให้หลายคนเกิดการเปรียบเทียบ รู้สึกด้อย ขาดพร่อง และจำนวนมากจิตตก ซึมเศร้า ไร้สุข

    ปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดจากการใช้โซเชียลมีเดียเกิดขึ้นทั่วโลก โจนาธาน ไฮด์ท (Jonathan Haidt) นักจิตวิทยาสังคม ผู้เขียนหนังสือ The Anxious Generation ให้ยืนยันว่า

    “สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียเป็นตัวการที่สร้าง ‘ความทุกข์ทรมาน’ ให้วัยรุ่นทั่วโลกตะวันตก”

    — โจนาธาน ไฮด์ท, ผู้เขียนหนังสือ The Anxious Generation

    PIC_02_aa61b29364.png
    หนังสือ The Anxious Generation พิมพ์ครั้งแรก ปี 2024

    หากคุณเป็นนักโฆษณาหรือนักการตลาดจะรู้ว่า การจะทำให้คนซื้อของของคุณ คือการสร้าง ‘ความอยาก’ ด้วยการทำให้คุณรู้สึก ‘ขาด’ เพื่อให้สิ่งนั้นมาเติมเต็ม เพื่อให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้น มั่นใจขึ้น หรือแม้กระทั่งเพื่อช่วยให้โลกนี้และสังคมดีขึ้น (ซึ่งเป็นกลวิธีการสื่อสารในยุคหลังที่เน้นเรื่อง 3P - Profit People Planet หรือแนวคิดที่บอกว่า ธุรกิจที่ดี นอกจากทำกำไรแล้ว ต้องทำให้โลกและชีวิตผู้คนดีขึ้นด้วย)

    ขอเดาว่า ตอนนี้คุณน่าจะอ่านข้อความนี้ หลังจากกดลิงค์ในโพสต์บนโซเชียลมีเดีย รวมถึงก่อนหน้านั้นหรือหลังจากนี้ คุณน่าจะเห็นโพสต์ใครบางคนที่ทำให้คุณรู้สึกอิจฉา หรือไม่ก็เห็นโพสต์โฆษณาสินค้าที่คุณกำลังอยากได้อยู่พอดี

    และมีความเป็นไปได้เหลือเกินว่า คุณจะกดซื้อมัน (หรือถ้าพอฝืนใจได้ คุณอาจกดใส่ตะกร้าไว้ก่อนเพื่อตัดสินใจว่าจะซื้อมันอีกทีดีไหม?)

    WHY (ทำไมโลกร้อนล่ะ, เกี่ยวไร?)

    อย่างที่บอกไม่ใช่คุณคนเดียวที่ช้อปของที่บางทีก็งงตัวเองว่า “ซื้อมาทำไม?” เพราะกลไกบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ส่งผลโดยตรง (แบบเนียนๆ) ที่จะกระตุ้นความอยากให้เกิดขึ้น พร้อมออกแบบประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ (Seamless Marketing) เพื่อให้เราซื้อสินค้าแบบ “รูดปรื๊ด” ภายในเสี้ยววินาที

    ใจกลางของปัญหาโลกร้อนอยู่ตรง ‘การผลิตและบริโภคที่เกินพอดี’ แต่ดูเหมือนสิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องปกติจนกลายเป็นความเคยชิน

    “80% ของเสื้อผ้าที่ซื้อ จะถูกใส่แค่ไม่กี่ครั้ง แล้วก็ถูกทิ้งให้นอนตู้ นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัด” ซึ่งคุณอ่านเพิ่มเติมได้ใน ฮาวทูกู้โลกรวน - วิธีที่ 5: โละตู้กู้โลก (Fast Fashion เร็ว! แรง! ทะลักตู้!)

    PIC_04_f1a3c716a7.jpg

    สินค้ามากมายถูกผลิตมากเกินจำเป็น ไม่ใช่แค่สินค้าในนิยามที่เราคุ้นเคย แม้แต่คอนเทนต์ที่เราแต่ละคนเป็นผู้ผลิตก็ล้นเกิน (overload) และดาษดื่นด้วยปริมาณมากกว่าคุณภาพ

    ต้นทางของการผลิตคือทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นสินค้า (ทรัพยากรในการผลิต) หรือคอนเทนต์ (พลังงานไฟฟ้า) ล้วนต้องอาศัยทรัพยากรทั้งสิ้น

    ถ้าโฟกัสไปที่โซเชียลมีเดียว่ามีผลต่อโลกร้อนแค่ไหน เราอาจอนุมานแบบบ้านๆ (ไม่ได้อิงผลวิจัยใดๆ) ได้ด้วยการนับจากปี 2004 ที่ยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook เกิดขึ้น เทียบเคียงกับแนวโน้มอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกหลังจากนั้น

    แน่นอนว่า มันเพิ่มขึ้น!

    PIC_03_aa21dd8948.png
    climate.gov

    HOW (ทำอย่างไรล่ะทีนี้)

    อย่ายุ่งเรื่องชาวบ้านให้มากเกิน เพราะคนเราไม่ได้เติบโตจากการยุ่งเรื่องคนอื่น ดูเหมือนคำสอนนี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยากขึ้นหลังโซเชียลมีเดียพาเราข้าม space and time ให้เข้ายุ่งเรื่องคนอื่นได้ง่ายดายเพียงลัดนิ้วมือ

    สำหรับใครที่อยากโซเชียลดีท็อกซ์ ลด-ละ-เลิก โซเชียลมีเดียให้น้อยลง แนะนำลองทำตามขั้นตอนดังนี้ ทีละขั้น ค่อยๆ ทำเท่าที่ทำได้ แล้ววันหนึ่งคุณจะรู้สึกแปลกใจที่อยู่ดีๆ โซเชียลมีเดียกับคุณก็เหลือสถานะเป็นเพียงแค่คนเคยคุ้นหรือเพื่อนเก่าที่ไม่ได้สนิทกันแล้ว

    PIC_05_1adbc9528d.jpeg
    Pexels.com
    1. ลดการโพสต์และแสดงความคิดเห็น รวมถึงการปฏิสัมพันธ์ในโซเชียลมีเดีย
    2. ลบแอปพลิเคชั่น เพื่อให้เข้าถึงได้ยากขึ้น (แต่ก็ยังเข้าถึงได้นะ ถ้าต้องการ แต่เชื่อเถอะ คุณจะพยายามเข้าถึงเท่าที่จำเป็น และคุณจะค้นพบกิจกรรมใหม่ๆ มากกว่าแค่การไถฟีด)
    3. จำกัดเวลาในการเล่นสมาร์ทโฟน (จับโทรศัพท์น้อยลง เชื่อเถอะชีวิตจะดีขึ้น!)

    เพียงแค่ 3 ขั้นตอนเท่านั้น ลองทำดู แล้วชีวิตของคุณจะเรียบง่ายขึ้นเยอะ และมีความสุขมากขึ้นเป็นกอง

    เรื่องเด่นประจำสัปดาห์