คลี่ปมปริศนา ‘ทัพภาค 4’ EP.ที่ผ่านมา ถอดรหัสเส้นทาง ‘แม่ทัพยูร’ พล.ท.นรธิป โพยนอก จากทัพภาค 2 สู่ทัพภาค 4 ข้อมูลชัดว่า ทั้งข้ามห้วย มาจากทัพภาค 2 แบบไม่มีโผ ทั้งข้ามหัว คนในทัพภาค 4 แบบไม่มีสัญญาณล่วงหน้า
ว่ากันว่า คนในทัพภาค 4 โดยเฉพาะตัวเต็งอย่าง ‘รองอ้วน’ พล.ท.วรเดช เดชรักษา ซี่งเป็นรองแม่ทัพภาค 4 อาวุโสอันดับ 1 มารู้ล่วงหน้าแทบไม่ถึงเดือน
กระทั่ง ‘พล.อ.ไพศาล หนูสังข์’ อดีตแม่ทัพภาค 4 ก็แค่ระแคะระคาย แต่ไม่คิดว่าจะเป็นจริง เพราะยังหวังว่า จะขอแก้มือ แก้ปัญหาไฟใต้ไปจนถึงเมษายน 2569
สัญญาณการเปลี่ยนแม่ทัพแม้จะมาแรง ในช่วงกลางปี 2568 แต่น้อยคนนักที่จะคิดว่า เป็น ‘แม่ทัพยูร’
‘รองอ้วน’ ในเวลานั้น ยังเข้าพบผู้ใหญ่ทั้งสายการเมืองและสายอำนาจในกองทัพ รวมถึงสายอำนาจอดีตแม่ทัพทุกรายที่มียังมีอิทธิพลและมีบทบาทใน 14 จังหวัดภาคใต้
ชื่อ ‘รองยูร’ ปรากฏออกมาแบบโยนหินถามทางในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568 ทั้งในแวดวงคนในกองทัพและในแวดวงสื่ออาวุโสสายความมั่นคง
ปลายเดือนสิงหาคม เตรียมทหารรุ่น 26 (ตท.26) ในทัพภาค 4 เริ่มเคลื่อนไหวชัด มีการเตรียมห้องทำงานแม่ทัพคนใหม่ มีการเตรียมทีมงานสำนักงานแม่ทัพ เตรียมกระทั่งรายชื่อนายทหารตท.26 ในทัพภาค 4 ที่ยังตกรุ่น นายทหารที่ยังต้วมเตี้ยมอยู่ในอัตราพันเอกพิเศษและพลตรีนอกไลน์อำนาจ เพื่อขยับเข้าตำแหน่งหลักในอัตรา พลโท และพลตรีที่คุมกำลัง และคุมสายงานสำคัญของกองทัพ
ทั้งหมดเป็นการเตรียมรองรับว่าที่แม่ทัพภาค 4 คนใหม่ ที่แทบจะแบเบอร์แล้วว่า เป็น ตท.26
แต่กระนั้น ก็ยังมีชื่อ ‘พล.ท.อนุสรณ์ โออุไร’ แม่ทัพน้อยที่ 4 ตท.26 ที่เพิ่งขยับขึ้นมาในการโยกย้ายกลางเดือนเมษายน 2568 เป็นตัวเต็งแม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ด้วย
ทั้งที่คุณสมบัติของพล.ท.อนุสรณ์ ในเวลานั้น ยากมากที่ฝ่าด่านขึ้นเป็นแม่ทัพใหญ่ เพราะเติบโตมาจากนายทหารสื่อสาร และเมื่อขยับเข้าเหล่าราบ ก็โตในสายกิจการพลเรือนมาโดยตลอด
จนวันที่ 5 กันยายน 2568 ทั้งหมดถึงชัดว่า ชื่อ พล.ต.นรธิป โพยนอก รองแม่ทัพภาคที่ 2 ที่ถูกโยนชื่อถามทาง คือ ตัวจริงที่ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นหัวแถว ตท.26 จัดวางเอาไว้ตั้งแต่ต้น
การลงมารับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่ ของพล.ท.นรธิป โพยนอก หรือรองยูร ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ไม่เพียงสั่นแรงสะเทือนระดับหลายริกเตอร์ในกองทัพภาคที่ 4 แต่ยังสร้างแรงสั่นไหว และแรงกระเพื่อมในสรรพสิ่งรอบๆตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 อีกด้วย
แรงสะเทือนที่สั่นไหวถึง สมการอำนาจ สมการทายาท และสมการของห่วงโซ่ผลประโยชน์ ทั้งใน และนอกระบบที่แวดล้อมอยู่ในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้
ในแง่สมการอำนาจ คนในกองทัพภาคที่ 4 เคยขมขื่นและกลืนเลือดมาหลายยุค เมื่อคนใน หรือลูกหม้อกองทัพ พลาดโอกาสที่จะขึ้นแม่ทัพภาคที่ 4 มาหลายสมัย โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ที่นำโดยอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรในเวลานั้น ที่เริ่มขยับนายทหารเพื่อนร่วมรุ่นตท.10จากนอกพื้นที่ทัพภาคที่ 4 ลงไปเป็นแม่ทัพ 4 เพื่อแก้ปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้แบบยั่งยืน
นับจากปี 2546 พล.ท.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ,พล.ท.พงษ์ศักดิ์ เอกบรรณสิงห์ และพล.ท.พิศาล วัฒนวงษ์คีรี ที่หากไม่มีเหตุการณ์ตากใบในปี 2547 ก็ยังคงเป็นนายทหารจากพื้นที่อื่นลงไปเป็นแม่ทัพภาคที่ 4
คนในทัพภาค 4 แทรกขึ้นมาเป็นแม่ทัพช่วงระยะหนึ่ง จากพล.ท.ขวัญชาติ กล้าหาญ แม่ทัพส้มหล่น นายทหารปืนใหญ่คนเดียวของกองทัพภาคที่ 4 ที่มีโอกาสเป็นแม่ทัพภาค
จากนั้นต่อด้วย พล.ท.องค์กร ทองประสม ,พล.ท.วิโรจน์ บัวจรูญ และคั่นด้วยพล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร ที่กระโดดมาจากทัพภาค 2
ก่อนจะกลับมาเป็นคนในทัพภาค 4 ’แม่ทัพเมา‘พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ตท.13 ลูกหม้อที่รับราชการในทัพภาคที่ 4 มาตั้งแต่เป็นร้อยตรี
คู่แคนดิเดตของ ‘แม่ทัพเมา’ วันนั้นมีพียงพล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ ตท.12 เพื่อนร่วมรุ่น ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่เติบโตคู่กันมาในทัพภาค 4
ว่ากันว่า ถ้าคนทำโผโยกย้ายนายทหารระดับนายพลปี 2553 เป็นพล.อ.ประยุทธ์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในปี 2553 จะชื่อ พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ เพื่อนร่วมรุ่นที่ พล.อ.ประยุทธ์รู้มือดี
แต่เมื่อคนทำโผวันนั้น ชื่อ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายทหารระดับนายพล เป็นคำสั่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ
พล.อ.อนุพงษ์ จึงต้องเลือกแม่ทัพภาคที่ 4 ที่พร้อมสานต่อแนวทางและนโยบายที่ตัวเองทำค้างไว้ มากกว่าที่จะเลือก ’บิ๊กเจี้ยบ‘ พล.อ.อกนิษฐ์ นายพลหัวแข็งที่ยากจะมีใครมาครอบงำ
วีรกรรมความรั้น และหัวแข็งของพล.อ.อกนิษฐ์ กระทั่งพล.อ.ประยุทธ์ ยังส่ายหัว เมื่อเคยถูกเพื่อนเจี๊ยบ เดินไปพบเพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวทางบางอย่างของเพื่อนตู่ถึงหน้าห้องผบ.ทบ.มาแล้ว ซึ่งถ้าตุลาคม 2553 แม่ทัพภาคที่ 4 ชื่อพล.อ.อกนิษฐ์ ก็ไม่แน่ว่าโฉมหน้าของกองทัพภาค 4 ในวันนี้อาจเปลี่ยนไปอีกรูปแบบ
แต่เมื่อตุลาคม 2553 คนลงนามชื่อ พล.อ.อนุพงษ์ และแม่ทัพภาค 4 ชื่อ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ ห้วงเวลานั้นจึงนับเป็นจุดเปลี่ยนของกองทัพภาคที่ 4 ที่ชัดเจน และเป็นจุดเริ่มต้นสมการอำนาจรอบใหม่ในกองทัพภาคที่ 4 นับจาก ‘แม่ทัพฉิ่ง’ พล.ท.กิตติ รัตนฉายา
ในปี 2534 ‘แม่ทัพเมา’ เป็นแม่ทัพภาค 4 คนแรกที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดถึง 2 ปี 6 เดือน เพราะส่วนใหญ่ แม่ทัพภาค 4 อยู่ในตำแหน่งแม่ทัพมากที่สุดก็ แค่ 2 ปี
2 ปี 6 เดือนของแม่ทัพเมา จึงเป็นช่วงเวลาที่มีการวางไลน์ วางตำแหน่งการโยกย้ายนายทหารของทัพภาคที่ 4 ได้ทุกระดับติดต่อกันถึง 5 คำสั่งโยกย้ายเป็นครั้งแรก
2 ปี 6 เดือนของแม่ทัพเมา จึงสามารถสร้างนายทหารในทัพภาค 4 ตั้งแต่ระดับผบ.ร้อย, ผบ.พัน ,ผบ.กรม ,ผบ.พล. เพื่อปูฐานการเติบโตของคนในกองทัพ
อดีตแม่ทัพภาคหลายคนในเวลาต่อมา ก็เติบโตมาจากการวางไลน์ การวางเส้นทางในตำแหน่งหลักของ แม่ทัพเมา
แม้ต่อมาจะส่งไม้ต่อให้ ‘แม่ทัพแขก’ พล.ท.สกล ชื่นตระกูล ลูกหม้อทัพภาค 4 อีกคน แต่แม่ทัพแขก ก็ดำรงตำแหน่งได้เพียง 1 ปี
จากนั้นแม้ตำแหน่งแม่ทัพภาค 4 ก็สลับเป็นคนนอกกองทัพอีก 2 คน คือ ‘แม่ทัพอู๊ด’ พล.ท.วลิต โรจนภักดี บูรพาพยัคฆ์จากทัพภาค 1 และพล.ท.ปราการ ชลยุทธ จากทัพภาค 3 แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ
‘แม่ทัพอู๊ด’ เป็นแม่ทัพได้เพียง 6 เดือน จากเดือนเมษายน 2557-ตุลาคม 2557 เพราะเกิดกระแสคลื่นใต้น้ำในทัพภาคที่ 4 ต่อต้านและวางเฉยจน ‘พล.อ.ประยุทธ์’ ผบ.ทบ.ในเวลานั้นจำต้องลงนามย้ายน้องรักบูรพาพยัคฆ์กลับไปเป็น พล.อ.ในตำแหน่งรองเสธทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย
‘แม่ทัพตี๋’ พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม้จะมารับช่วงแม่ทัพอู๊ด ถึง 1 ปี แต่ประสบการณ์จากกรณีคลื่นใต้น้ำในทัพภาค 4 ที่ต่อต้านแม่ทัพอู๊ด ทำให้พล.ท.ปราการ ทำได้เพียงประคับประคอง และพยายามแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้กลไกของกองทัพภาคที่ 4 ที่วางไว้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ ‘แม่ทัพเมา’
สมการอำนาจไหลกลับมายังทัพภาค 4 แบบเต็มมืออีกครั้งในยุค ’แม่ทัพเอียด‘ พล.ท.วิวรรธน์ ปฐมภาค แม่ทัพคนใต้ ลูกหม้อทัพภาค 4 ตัวจริง เสียงจริง
แม่ทัพเอียด ซึ่งเป็นหนึ่งในผลผลิตของแม่ทัพเมา แม้มีเวลาปีเดียว แต่ก็สืบทอดสมการอำนาจ สร้างเส้นทางการเติบโต และวางไลน์คนในทัพภาค 4 ต่อจากแนวทางที่แม่ทัพเอาไว้ นับจากแม่ทัพเอียดขึ้นดำรงตำแหน่งในปี 2558 ลูกหม้อกองทัพภาคที่ 4 จึงกลับมาครองตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 อย่างต่อเนื่อง
’แม่ทัพอาร์ต‘ พล.ท.ปิยวัฒน์ นาควานิช เป็นแม่ทัพภาคที่ 4 อีก 2 ปี แม้จะไม่ใช่คนใต้ และไม่ถึงกับรับราชการในทัพภาคที่ 4 แบบต่อเนื่อง แต่ก็ยังนับเป็นคนในทัพภาค 4 เพราะชีวิตรับราชการส่วนใหญ่วนเวียนอยู่ในภาคใต้ แม้ชีวิตบางช่วงจะขึ้นไปรับราชการในหน่วยข่าวกรองทหารบก แต่ก็ยังรับผิดชอบงานการข่าวในพื้นที่ภาคใต้สไตล์ แม่ทัพอาร์ต เวลานั้นแม้จะเป็นน้องชายของผบ.ทบ.พล.อ.ธีรชัย นาควานิช แต่ ’แม่ทัพอาร์ต’ ก็ไม่ได้แตะโครงสร้างที่วางไว้ของแม่ทัพเมา อาณาจักรของกองทัพภาคที่ 4 จึงถูกจัดวางกำลังคน และการจัดสรรทรัพยากรกันอย่างลงตัว ภายใต้เงาของแม่ทัพเมา ที่วางฐานไว้ตั้งแต่ปี 2553
แต่ปี 2561 ฐานกำลังของ ‘แม่ทัพเมา’ ก็เริ่มอ่อนกำลังลง เมื่อแม่ทัพภาคที่ 4 ในปีนั้น คือ พล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ หรือ ’แม่ทัพเดฟ‘ ตท.20 (ดำรงตำแหน่งช่วงปี2561-2563)ที่มักจะพูดเสมอว่า เขาเป็นเพื่อนสนิทของ ’บิ๊กแดง‘ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก
’แม่ทัพเดฟ’ ใช้เวลา 2 ปีของการอยู่ในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ควบคู่กับการดำรงตำแหน่ง ผบ.ทบ.ของ พล.อ.อภิรัชต์ สั่งสมกำลัง และเริ่มวางคนใกล้ชิดขึ้นดำรงตำแหน่งสำคัญๆ หลายตำแหน่ง เพื่อรักษาพื้นที่สำคัญของทัพภาค 4 ให้สามารถดูแลและสั่งการได้โดยตรง
ตำแหน่งสำคัญของภาค 4 ในเวลานั้น แยกออกเป็นภาคใต้ตอนบน โดยเฉพาะกรมทหารราบที่ 25 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนพม่าด้านจังหวัดระนอง
กองพันสำคัญที่ผู้บังคับกองพันมีอัตราพันเอก คือ ร.25 พัน 2 หรือที่เรียกว่ากองพันระนอง และฉก.ร.25 ผู้บังคับหน่วยนี้ จะต้องเป็นนายทหารสายตรงของแม่ทัพ เพื่อง่ายต่อการสั่งการ
ส่วนภาคใต้ตอนล่าง ตำแหน่งสำคัญที่ดูอาจจะเป็น ผบ.พล.ร. 5 หรือ ผบ.ร.5 ซึ่งมีตั้งอยู่ที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา แต่ในความเป็นจริง ผบ.ร. 5 และผบ.พล.ร.5 เป็นตำแหน่งสำหรับการถูกวางตัวให้เป็นแคนดิเดตแม่ทัพเท่านั้น
ขณะที่ตำแหน่งหลักที่แม่ทัพจะต้องจัดส่งคนของตัวเองลงไปรับผิดชอบ คือ ผบ.กกล.ทพ.จชต. หรือ ตำแหน่ง ผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ และผบ.ฉก.ทพ. หรือผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพราน ทั้ง 9 กรม ผู้บังคับกองพันทหารราบในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง เป็นหน่วยที่คอยทำหน้าที่เฝ้าระวัง และปฏิบัติภารกิจประจำพื้นที่เท่านั้น
แต่หน่วยสนามที่ปฏิบัติหน้าที่ส่วนหน้าแทบทั้งหมด คือ ฉก.ทพ.ทั้ง 9 กรม รวมถึง ผบ.หน่วยปฏิบัติการพิเศษร่วม สังกัด กกล.ทพ.จชต.ทัพภาค 4 ก็เป็นอีกตำแหน่งที่สำคัญ เพราะงบประมาณสนาม กำลังพล อาวุธยุทธปกรณ์ อุปกรณ์พิเศษ ถูกจัดซื้อผ่านหน่วยนี้แทบทั้งหมด
แม่ทัพเดฟ ในปี 2561 จัดวางโครงสร้างคนที่จะเติบโตและผ่านตำแหน่งนี้ให้เป็นคนที่ใกล้ชิด แม้ต่อมาแม่ทัพจะเปลี่ยนไปถึง 3 คน คือ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ ตท.22 ,พล.อ.ศานติ สกุนตนาค ตท.25 และพล.อ.ไพศาล หนูสังข์ ตท.25 แต่ว่ากันว่าบารมีของแม่ทัพเดฟก็เหมือนจะแผ่ครอบคลุมและสั่งได้หมด
พล.อ.เกรียงไกร แม้ว่าจะมีความเป็นตัวเองมากที่สุด แต่ก็ยังมีความเกรงใจแม่ทัพเดฟ ในแง่ที่มีเสียงเอ่ยอ้างมาลอยจากคนในทัพภาค 4 บางคนว่า สาเหตุที่แม่ทัพเกรียงสามารถปาดหน้าเพื่อนร่วมรุ่น พล.อ.สิทธิพร มุสิกะสิน ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพน้อยที่ 4 ขึ้นเป็นแม่ทัพในปี 2563 ก็เพราะมีแม่ทัพเดฟเป็นผู้สนับสนุน และเป็นผู้เสนอชื่อให้ได้เป็นแม่ทัพ
แม่ทัพเกรียง เคยเปรยกับคนใกล้ชิดในเวลานั้นว่า ตัวเองคงเป็นได้แค่แม่ทัพน้อย เพราะกระแสในห้วงเดือนสิงหาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนกันยายน 2563 บารมีของ พล.ท.สิทธิพร ดูจะเปล่งปลั่งมากกว่า ทั้งที่ในความเป็นจริงปี 2563 ชื่อที่ถูกเสนอขึ้นไปเป็นแคนดิเดตแม่ทัพภาคที่ 4 มี 2 รายชื่อ คือ พล.ท.สิทธิพร มุสิกสิน แม่ทัพน้อยที่ 4 และพล.ต.เกรียงไกร ศรีรักษ์ที่ขณะนั้นเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 4 และคนเลือกชื่อ แม่ทัพเกรียง ขึ้นเป็นแม่ทัพในเวลานั้น ชื่อ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์
ผ่านพ้นแม่ทัพเกรียงไปถึง ‘แม่ทัพต้น’ พล.อ.ศานติ สกุนตนาค และแม่ทัพไพศาล พล.อ.ไพศาล หนูสังข์ แต่ ‘แม่ทัพเดฟ’ ก็ยังคงความเป็นอดีตแม่ทัพที่ผู้บังคับหน่วยในทัพภาค 4 ให้ความยำเกรง
อาณาจักรของกองทัพภาค 4 ที่คนในทัพภาค 4 ผลัดเปลี่ยนกันขึ้นทำหน้าที่ตั้งแต่ปี 2553 ยุคของ ‘แม่ทัพเมา’ ต่อเนื่องถึงยุค ‘แม่ทัพเดฟ’ จึงเป็นอาณาจักรที่เสมือนหนึ่งเขตสัมปทานของลูกหม้อทัพภาคที่ 4
ปลายปี 2566 ที่เริ่มมีเสียงแว่วๆ ว่าอาจจะมีการส่งคนจากกองทัพภาคที่ 1 และเป็นคนในสายของอดีต ผบ.ทบ.พล.อ.อภิรัชต์ ลงไปเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อสะสางปัญหาบางอย่างในพื้นที่ แต่ก็มีเสียงสะท้อนกลับจากเพื่อนในรุ่นว่า “อย่าลงไปเลย เพราะที่นี่มีการวางตัว มีการแบ่งเค้กกันไว้หมดแล้ว ลงไปก็ทำงานยาก”
เสียงสะท้อนจากพื้นที่บอกชัดว่า เขตนี้ ยากที่จะข้ามห้วยลงมาบริหาร ยากที่จะจัดการทั้งคน และทรัพยากร เพราะมีการจัดวางกำลังคน และจัดสรรทรัพยากรไว้อย่างลงตัวหมดแล้ว
การลงไปของ ‘แม่ทัพยูร’ พล.ท.นรธิป โพยนอก ที่ข้ามห้วยจากทัพภาคที่ 2 และข้ามหัวแคนดิเดตคนในทัพภาค 4 จึงยิ่งแจ่มชัดว่าการลงครั้งนี้ถือว่า เป็นการข้ามเขต ที่มีการบริหารจัดการอย่างลงตัวไว้แล้วด้วย
ปฏิกริยาหลายอย่างที่เกิดขึ้นในช่วง 6 เดือนแรก จึงค่อนข้างแรงและยากที่แม่ทัพยูรจะรับมือได้โดยง่าย จนเกิดอาการสะดุดและเดินไม่ออก พร้อมกับกระแสการเปลี่ยนแม่ทัพกลางปีที่กระหึ่มขึ้นมาอย่างหนัก
แต่ที่สุดลิขิตฟ้าก็เหนือลิขิตคน เมื่อเกิดแรงตีกลับจากกระแสแรงต่อต้านแม่ทัพยูรจากตัวแทนของ 3 สมาคม ที่ประกอบด้วยสมาคมสถาบันปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สมาคมตาดีกา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม หลังแม่ทัพยูรพาดพิงโรงเรียนตาดีกา ปอเนาะ และโรงเรียนสอนศาสนาเอกชนว่า เป็นแหล่งเพาะบ่มผู้ก่อความไม่สงบ
แรงตีกลับจากมวลชนอีกด้าน
กลายเป็นลมใต้ปีกและโอกาสในวิกฤต…ที่ทำให้ ‘แม่ทัพยูร’ ได้ต่ออายุออกไปอีกอย่างน้อยก็ 6 เดือน
แรงตีกลับอันทำให้ ‘แม่ทัพยูร’ สามารถตั้งหลักและเริ่มวางคนแทรกลงในบางตำแหน่งจากการโยกย้ายกลางปีรอบนี้
ตำแหน่งไหนบ้าง EP ถัดไปจะขยายผลให้เห็น เพราะนี่จะเป็นการขอจัดสรรกำลังคนและขอจัดสรรทรัพยากรบางส่วนของทัพภาค 4 ที่เห็นชัดเจนยิ่ง
รวมทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลังกระสุนชุดใหญ่หน้าบ้าน สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร…รอติดตามกันต่อ




