EP.ที่ผ่านมาทิ้งท้ายถึงเส้นทางเดินของ ‘แม่ทัพยูร’ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ว่าโยกจากตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 2 ลงไปเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ได้อย่างไร เพื่อหาคำตอบและไขปริศนา เพราะเชื่อว่า ก่อนเดือนกรกฎาคม 2568 ไม่เคยมีชื่อ ‘แม่ทัพยูร’ อยู่ในโผว่า จะเป็นแม่ทัพภาคที่ 4
แต่ชื่อมาโผล่ แบบที่หลายฝ่ายยังงงๆ และยังไม่เชื่อว่า จะเป็นจริง ในช่วงประมาณปลายเดือนกรกฎาคม 2568 และเริ่มแรงขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568 จนปรากฏชื่อในบัญชีโยกย้ายจริงในเดือนกันยายน 2568
เหตุที่ยังเชื่อยากว่าจะเป็น ’แม่ทัพยูร’ เพราะก่อนนี้คนในกองทัพภาคที่ 4 บางส่วนยังเชื่อว่า พล.ท.ไพศาล หนูแก้ว ที่ขณะนั้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 จะยังรักษาเก้าอี้ไว้ได้ อย่างน้อยก็อีก 6 เดือน ก่อนที่จะขยับขึ้น พลเอก ในเดือนเมษายน 2569 และส่งไม้ต่อให้กับแม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่
หรือหากมีอุบัติเหตุ แม่ทัพไพศาลรักษาเก้าอี้ไว้ไม่ได้ จากการแรงเสียดทานของการก่อเหตุต่อเนื่องในช่วงกลางปี 2568 แคนดิเดตที่จะเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 คนต่อไป ก็น่าจะเป็นการช่วงชิงกันเพียง 2 ราย
รายแรก คือ ‘รองอ้วน’ พล.ต.วรเดช เดชรักษา ตท.27 ที่เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 4 และเป็นรองอาวุโสอันดับ 1 ในขณะนั้น
อีกราย คือ ‘รองคิ้ว’ พล.ต.ชาคริต อุจะรัตน ตท.28 รองแม่ทัพอาวุโสอันดับ 2 ที่เพิ่งย้ายไปจากตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษ เมื่อเดือนตุลาคม 2567
เพราะทั้ง 2 คน…ล้วนมีคุณสมบัติที่ครบถ้วนต่อการขยับขึ้นเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 ทั้งคู่
‘รองอ้วน’ เมื่อปี 2568 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 4 มาแล้ว 2 ปี คุณสมบัติในฐานะอาวุโส ก็ถือว่าเหมาะสม ส่วนคุณสมบัติในฐานะเป็นลูกหม้อทัพภาค 4 ก็ยิ่งนับว่า เหมาะสมยิ่ง เพราะรับราชการในกองทัพภาคที่ 4 เติบโตมาทุกตำแหน่ง ตั้งแต่ ผบ.หมวด ผบ.ร้อย ผบ.พัน ผบ.กรม และ ผบ.พล.ร.5 ซึ่งเป็นกองพลหลักของทัพภาค 4
นอกจากนั้น คุณสมบัติในฐานะน้องรักของอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ทั้ง ’แม่ทัพเมา’ พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์, ‘แม่ทัพเดฟ’ พล.อ.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ และ ‘แม่ทัพเกรียง’ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ ก็เป็นคุณสมบัติที่ควรจะสุกสกาวแวววาวเป็นอย่างยิ่ง
ส่วนคุณสมบัติสายสัมพันธ์ทางการเมือง เวลานั้น ยังเป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่รับผิดชอบกระทรวงกลาโหม ทั้ง ‘บิ๊กทิน’ สุทิน คลังแสง ในรัฐบาลนายกฯเศรษฐา ทวีสิน และต่อด้วย ‘บิ๊กอ้วน’ ภูมิธรรม เวชยชัย ในรัฐบาลนายกฯแพทองธาร ชินวัตร
‘รองอ้วน’ ก็มีความสัมพันธ์แนบแน่นกับแกนนำพรรคพื่อไทย ผ่านพล.ต.อ.สุเทพ เดชรักษา อดีตรองผบ.ตร. และอดีต ผบช.ภ.5 ที่มีศักดิ์เป็นญาติผู้พี่ และเป็นผู้ใกล้ชิดยิ่งกับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคเพื่อไทย
‘รองอ้วน’ ยังเคยเป็นแคนดิเดตชิงธงคู่กับ ‘แม่ทัพไพศาล’ มาตั้งแต่ปี 2567 และว่ากันว่า พล.ท.ศานติ สกุนตนาค แม่ทัพภาคที่ 4 ในเวลานั้น เสนอชื่อว่าที่แม่ทัพคนใหม่ไป 2 ชื่อ ทั้งชื่อ ’แม่ทัพไพศาล’ และ’รองอ้วน‘ โดยมีพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ เสนอชื่อ ‘แม่ทัพเติ่ง’ พล.ท.วีระยุทธ์ รักศิลป์ เข้าประกวดด้วย
แต่ปีนั้น พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก เลือกที่จะคืนความชอบธรรมให้กับ ‘แม่ทัพไพศาล’ เพราะยึดหลักอาวุโส เนื่องจากเป็นนายทหารที่รับราชการในพื้นที่ภาคใต้ และมีผลงานภาคสนาม ตลอดจนผ่านตำแหน่งสำคัญมาแล้วในทุกตำแหน่ง
‘รองอ้วน’ จึงต้องรอ เพราะถือว่า ยังมีเวลา เนื่องจากมีอายุราชการยาวถึงปี 2571
คุณสมบัติที่ถูกทุกข้อของรองอ้วน ทำให้ก่อนกรกฏาคม 2568 ชื่อ และรัศมีของ ‘รองอ้วน’ จึงเปลั่งปลั่งเป็นอย่างยิ่ง และยิงเปล่งปลั่งมากขึ้น เมื่อมีกระแสข่าวว่า ‘แม่ทัพไพศาล’ จะถูกย้าย เพราะผลงานดับไฟใต้ไม่เข้าตา ‘ผบ.ปู’ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์
บ้านพักของ ‘รองอ้วน’ ในเวลานั้น คลาคล่ำไปด้วยผู้ใต้บังคับบัญชาที่มั่นใจแล้วว่า ตุลาคม 2568 แม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่จะชื่อ ‘พล.ต.วรเดช เดชรักษา’
ว่ากันว่า…แม้แต่การเดินออกกำลังช่วงเย็นในค่ายสิรินธร ‘รองอ้วน’ ก็ไม่เคยเดินคนเดียว เพราะห้อมล้อมไปด้วยเพื่อนร่วมรุ่นและรุ่นน้องในกองทัพภาคที่ 4
ช่วงนั้นแผนการจัดกำลัง การวางคน วางตำแหน่งในกองทัพภาคที่ 4 มีการเตรียมจัดวางคนในแต่ละตำแหน่งสำคัญไว้จนครบ
ส่วน ‘รองคิ้ว’ ปี 2568 ที่ผ่านมา เป็นแคนดิเดตรองจาก ‘รองอ้วน’ เต็มที่ก็เชื่อว่า จะได้ขยับขึ้นเป็นแม่ทัพน้อยที่ 4 เพื่อฝึกงานรอเป็นแม่ทัพต่อจากรองอ้วน
แต่เดือนกันยายน 2568 ฟ้าก็ฟาดเปรี้ยงลงกลางกองทัพภาคที่ 4
เมื่อบัญชีโยกย้ายนายทหารระดับนายพล ประจำปี 2568 ที่ถูกส่งขึ้นทูลเกล้าฯ และโปรดเกล้าฯลงมา กลับปรากฏชื่อ พล.ท.นรธิป โพยนอก รองแม่ทัพภาคที่ 2 ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4
ขณะที่ ‘รองอ้วน’ ได้เพียงถ้วยแคนดิเดตดีเด่น 2 ปีซ้อนเป็นรางวัลปลอบใจ ด้วยการขยับขึ้นเป็นพลโท ในตำแหน่ง ผอ.ศปป. 3 กอ.รมน. ส่วน ‘รองคิ้ว’ ยังอยู่ในตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 4 เช่นเดิม
ถ้าบอกว่า “ข้ามห้วย” ก็ชัดตรงที่ ‘พล.ท.นรธิป’ ข้ามห้วยไปไกลจากทัพภาค 2
แต่ถ้าบอกว่า “ข้ามหัว” จะเป็นการข้ามหัว ‘รองอ้วน’ หรือไม่ เพราะพล.ท.นรธิป จบ ตท.26 ซึ่งรุ่นพี่ ‘รองอ้วน’ ที่เป็น ตท.27
แต่ในเส้นทางการรับราชการ ก็นับได้ว่า ‘แม่ทัพยูร’ เหาะข้ามห้วยและข้ามหัว เพราะ ‘รองอ้วน’ อาวุโสกว่า ‘แม่ทัพยูร’ ในฐานะที่ขึ้นมาครองตำแหน่งรองแม่ทัพก่อน 1 ปี
‘รองอ้วน’ ครองตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 4 ในปี 2566
ขณะที่ ‘แม่ทัพยูร’ ครองตำแหน่งรองแม่ทัพภาคที่ 2 เมื่อปี 2567
ปริศนา 2 ข้ามแรก คือ “ข้ามห้วยและข้ามหัว” จึงค่อนข้างชัด ว่า ‘แม่ทัพยูร’ เข้าเกณฑ์ทั้งข้ามห้วยและข้ามหัวคนในทัพภาค 4 แบบเกินคาด
ส่วนปริศนาข้อที่ 3 เมื่อทั้ง “ข้ามห้วยและข้ามหัว” แล้วอะไรคือปริศนาของการ “ข้ามเขต”
“ข้ามห้วย ข้ามหัว” อาจจะยังพอทน แต่ “ข้ามเขต” อาจจะเป็นประเด็นใหญ่ที่ทำให้ ‘แม่ทัพยูร’ ประสบกับปฏิบัติการรุมกินโต๊ะอยู่ในเวลานี้
อยากจะลงรายละเอียดเรื่องข้ามเขตใน EP.นี้ แต่เกรงจะยาวเกินควร เพราะมีประเด็นเยอะ
เอาเป็นว่า “รออีกนิด” เรื่องบางเรื่อง สั้นไปก็เข้าใจยาก ยาวไปก็ไม่น่าอ่าน
อะไรคือ ปริศนาการ “ข้ามเขต”
“เขตนั้น”….เคยเป็นสัมปทานของใคร?
เพราะอะไรถึงเรียกว่า “ข้ามเขต”
อะไร…ทำให้ไฟใต้ไม่มีวันมอดเชื้อและไม่มีวันดับ…ต้องรอติดตามกันต่อไป




