เหนือความคาดหมายสำหรับชัยชนะของเครื่องจักรสีน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย ในสนามเลือกตั้งทั่วไป ปี 2569 เมื่อกวาดได้เกือบ 200 ที่นั่ง คว้าชัยชนะถล่มทลายในเกือบทุกพื้นที่ โดยมีพันธมิตรสีเขียวอย่าง พรรคกล้าธรรม สร้างปรากฏการณ์สีเขียว ปักธงเขียวกล้าธรรมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ
ขณะที่พรรคประชาชน พลังสีส้มเครื่องช็อต แพ้ในสนามยุทธศาสตร์หลายจังหวัด มีเพียงสนาม กทม.ที่ยังประกาศศักดาความร้อนแรงกวาดมาทั้ง 33 ที่นั่ง แต่ไม่เพียงพอที่จะหวนกลับมาครองบัลลังก์แชมป์ในการเลือกตั้งรอบนี้
พรรคประชาชน ถดถอยลงในหลายจุดในพื้นที่ปริมณฑล และภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ ทั้งปทุมธานี สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา แม้จะยังสมุทรปราการ ชลบุรีและระยองยังรักษาเก้าอี้ได้บ้าง แต่ก็หืดจับในทุกเขต
ส่วนพลพรรคสีแดง พรรคเพื่อไทย แม้จะแรงขึ้นมาในช่วงท้ายของการหาเสียง แต่ที่สุดสิ่งที่เพื่อไทยคาดไม่ถึง และไม่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือ กลไกสีเขียวของพรรคกล้าธรรม ที่ไล่ถล่มพื้นที่หลักในภาคเหนือตอนบน เชียงใหม่ เชียงราย น่าน ลำปาง รวมถึงทอนพื้นที่ในภาคอีสานในหลายจังหวัด
พรรคเพื่อไทยที่ตั้งป้อมรับมือเกมรุกของภูมิใจไทย เจอการตีกระหนาบจากคลื่นสีเขียวของผู้กอง ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า จนเสียกระบวนในหลายเขต แม้กระทั่งเขตของหมอชลน่าน ศรีแก้ว ยังเจอกล้าธรรมเบียดจนตกมาอยู่ลำดับ 3
ไม่นับเครื่องจักรสีน้ำเงินที่ร้อนแรงในจังหวัดชายแดนแทบทุกจังหวัดในภาคอีสาน เพื่อไทยแพ้ภูมิใจไทยยกจังหวัด ทั้งสุรินทร์ ยโสธร กระทั่งศรีษะเกษ ที่เหลือเพียงที่นั่งเดียว อุบลราชธานีเหลือแค่ 4 เขต รวมทั้งยังเบรกเกมรุกของน้ำเงินในโคราชไม่ได้ต้องเสียคืนให้ไปถึง 3 เขต
นอกจากน้ำเงิน เขียวแล้ว เพื่อไทยยังเจอการรุกเข้าเจาะพื้นที่ของส้ม ทั้งในโคราช อุดรธานี ขอนแก่น น่าน รวมทั้งยังไม่สามารถทวงคืนพื้นที่จากส้มในจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง กลับมาได้แม้แต่เขตเดียว และเป็นครั้งแรกที่เพื่อไทยไม่มีที่นั่งใน 3 จังหวัดสำคัญอันเปรียบเสมือนเมืองหลวงในภาคเหนือของเพื่อไทย
ความพ่ายแพ้ต่อพลังสีเขียว ส้ม และแพ้น้ำเงินหมดรูปในพื้นที่หลัก ส่งผลให้กระทบต่อฐานคะแนนใหญ่ของพรรค จนคะแนนรูดลงมาอยู่อันดับ 3 แม้แต่คะแนนบัญชีรายชื่อที่รอบนี้ลดลงมาจาก 10 ล้านในปี 2566 เหลือเพียง 5 ล้านเสียง ตกเป็นพรรคต่ำร้อยครั้งแรกในรอบ 26 ปี นับจากประวัติศาสตร์การก่อตั้งพรรค เมื่อปี 2543
ถอดรหัสเบื้องหลังความสำเร็จ
ฉายกลไกเครื่องจักรสีน้ำเงิน
ผลการเลือกตั้งที่ออกมาสร้างปรากฏการณ์น้ำเงิน เขียว กระจายทั้งแผ่นดิน กลืนกินสีแดง และสีส้มแทบหมด ถูกตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่า นี่คือพลังอนุรักษ์นิยมที่เคยเลือกพรรคพลังประชารัฐในปี 2562 และเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อปี 2566 หรือไม่
คำตอบ คือ แค่ส่วนหนึ่ง
ส่วนหนึ่งใช่ นี่คือ พลังของกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่วันนี้ร่วมใจกันเทคะแนนให้กับพรรคภูมิใจไทยแบบทิศทางเดียว
การรณรงค์เลือกฟ้าได้ส้ม รณรงค์เลือกน้ำเงินให้ชนะขาด ประสบผลสำเร็จในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการหาเสียง
แม้แต่กลุ่มก้อนสำคัญอย่างพลังของสันติอโศกในทุกพื้นที่ ยังพร้อมใจกันเทคะแนนให้พลพรรคสีน้ำเงินอย่างเป็นหนึ่งเดียว
กลุ่มพลังหลายกลุ่ม แม้บางส่วนจะเทใจกลับไปเลือกพรรคประชาธิปัตย์ที่รอบนี้ได้คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ เกินกว่า 3 ล้านคะแนน จากที่เคยได้ไม่ถึง 7 แสนคะแนนในปี 2566 แต่นั่นก็เป็นคะแนนเดิมของประชาธิปัตย์ในอดีต โดยเฉพาะภาคใต้ ส่วนพื้นที่อื่นๆ คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ที่ภูมิใจไทยทำได้เกิน 5 ล้านคะแนน ส่วนหนึ่งมาจากพลังของอนุรักษ์นิยมอย่างชัดเจน
พลัง AI สีน้ำเงินTech & Data
สร้างระบบ Hybrid Election
แต่กระนั้น อาศัยเพียงฐานคะแนนของกลุ่มอนุรักษ์เพียงอย่างเดียว ดูจะไม่ใช่ปัจจัยหลักของชัยชนะของเครื่องจักรสีน้ำเงินในรอบนี้ กลไกสำคัญของขับเคลื่อนเครื่องจักรสีน้ำเงินให้ทรงพลัง และมีพลังขับจนกลืนแดงและส้มเกือบทั้งแผ่นดินมาจาก 3 ปัจจัยใหญ่
หนึ่ง การทำงานของ Blue AI พลังของเทคโนโลยีที่เคยสร้างปรากการณ์ สว.สีน้ำเงินมาแล้ว ในการเลือกตั้ง สว.เมื่อปี 2567
ครั้งนั้น ทีมเทคโนโลยีของภูมิใจไทย ภายใต้การขับเคลื่อนของคนรุ่นใหม่ในพรรค ที่นำทีมโดยไชยชนก ชิดชอบ ลูกชายหัวแก้ว หัวแหวนของพ่อเน และแม่กรุณา ที่เคยคุมทีม E-Sport และมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลแบบลึกซึ้ง เมื่อผนวกกับทีมของรัฐมนตรีแบด ภราดร ปริศนานันทกุล ทีมเทคของภูมิใจไทย จึงเป็นจุดแข็งที่แม้แต่ทีมของส้มยังคาดไม่ถึง
ระบบ AI สีน้ำเงิน เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างฐานข้อมูลและความน่าจะเป็น เพื่อหาค่าชัยชนะในการเลือกสว.รอบที่ผ่านมา ส่วนทีมนักเลือกตั้ง นำข้อมูลที่ถูกประมวลแล้ว มาหาวิธีการที่จะนำไปสู่ชัยชนะ จนสามารถสร้างระบบเลือกตั้งลูกผสม แบบ Hybrid Election ที่สอดประสานกันอย่างลงตัว
เลือกตั้งสส.ปี 2569 ระบบ AI สีน้ำเงินน่าจะทำงานอีกครั้ง โดยทีมเทคที่นำโดยไชยชนก และ แบด ทำหน้าที่ใช้เทคโนโลยี หาค่าสูตรสำเร็จของคะแนนที่จะชนะ ฐานคะแนนที่ต้องการ และแหล่งคะแนนที่จะต้องเข้าถึง จุดแข็ง จุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม จากข้อมูลที่มีอยู่
ขณะที่ทีมนักเลือกตั้ง ที่นำทีมโดยครูใหญ่และนักเลือกตั้งมืออาชีพทั้งหมด ค้นหาวิธีการเอาชนะ วิธีการเข้าถึงคะแนน และวิธีการเบรกคะแนนของฝ่ายตรงข้าม ก่อนที่จะออกแบบการหาเสียงและการเอาชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้
นี่คือหนึ่งปัจจัยหลัก และเป็นปัจจัยเริ่มต้นของชัยชนะ และการสร้างปรากฏการณ์สีน้ำเงินรอบนี้
ข้อมูลในระบบ แสดงค่าให้เห็นถึงฐานคะแนนแต่ละกลุ่ม ความชอบ ความเชื่อ และความเชื่อมโยงอันจะสร้างการบอกต่อ เพื่อไปในเป้าหมายเดียวกัน
รวมบ้านใหญ่ รวมพรรค
ป้องกันฐาน สร้างเครือข่ายสู้คลื่นสีส้ม
แต่อีกปัจจัยที่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ คือ การกวาดต้อน การรวมพรรคการเมือง การรวมบ้านใหญ่ เข้ามารวมศูนย์ที่พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การบริหารจัดการที่ลงตัว ไม่กระเพื่อม ไม่แตกแถว โดยนำจุดอ่อน จุดแข็งของพรรคชาติไทย พรรคไทยรักไทย มาเป็นกรณีศึกษาเทียบเคียง
ด้วยการใช้ความชำนาญของครูใหญ่ และนักเลือกตั้งจากพรรคภูมิไทย ที่เชี่ยวชาญการใช้ระบบนี้มาตลอดชีวิตของการเป็นนักการเมือง
อย่าลืมว่า ก่อนจะมาเป็นครูใหญ่ในวันนี้ คนชื่อเนวิน ชิดชอบผ่านโรงเรียนการเมือง และผ่านการเรียนรู้จากปรมาจารย์การเมืองมาแล้วกี่คน
การเข้าสังกัดพรรคชาติไทยในยุค ‘บรรหาร ศิลปอาชา’
การทำงานร่วมกับ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ ในพรรคไทยรักไทย
การเป็นรัฐมนตรีที่ทำงานรู้ใจ ‘ชวน หลีกภัย’ มากที่สุด
จนล่าสุดการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารที่ทำงานใกล้ชิด ‘สุเทพ เทือกสุบรรณ’
เนวิน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทางการเมืองจากทุกจุดที่เขาเข้าไปร่วม และสะสมจุดแข็งทั้งหมดมาที่ตัวเอง และเห็นกลไกการเลือกตั้งในยุคก่อนปี 2540 มาจนถึงยุคความรุ่งเรืองของพรรคไทยรักไทย และเข้าสู่ยุครัฐบาลทหาร ก่อนจะมาถึงยุคเทคโนโลยี ที่ Air War สำคัญกว่า Ground War
ประการสำคัญการวางสถานะเป็นพรรคลำดับที่ 3 เป็นพรรคตัวแปรมาโดยตลอด ทำให้ภูมิใจไทยไม่เคยสร้างศัตรู และไม่เคยกดดันในการเลือกตั้งทุกๆครั้ง จนการเลือกตั้งครั้งนี้ ประสบการณ์ทั้งหมดถึงถูกนำมาสอดประสานกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนสร้างประสิทธิผลให้เห็นทั้ง 2 ครั้งในการเลือกตั้ง สว. และเลือกตั้ง สส.ในรอบนี้
เนวิน ใช้ระบบการกวาดต้อนบ้านใหญ่ จากตัวอย่างการเติบโตของพรรคชาติไทยในยุคบรรหาร ผสมกับเงื่อนไขที่ทักษิณใช้ในการนำพรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้งใน ปี 2548 มาใช้สำหรับการกวาดต้อนพรรคการเมือง และบ้านใหญ่มารวมตัวที่บ้านสีน้ำเงิน
แน่ล่ะ…ส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการกวาดต้อนบ้านใหญ่ ด้านหนึ่งมาจากปัจจัยที่มองไม่เห็น และมีพลังจนบ้านใหญ่เหล่านั้นปฏิเสธไม่ได้
แต่อีกด้านหนึ่ง…ความยากของการบริหารบ้านใหญ่ให้ลงตัวต่างหาก ที่จำต้องใช้ความจัดเจนของครูใหญ่ในการทุบโต๊ะ และจัดแถวให้เป็นระเบียบ
ก่อนการเลือกตั้งที่เริ่มเกิดภาวะวุ่นวาย เมื่อต่างคน ต่างพยายามสร้างมุ้ง และระดมดึงว่าที่ผู้สมัครที่มีความหวัง อดีตสส.มาเข้าก๊วน รวมทั้งแย่งพื้นที่การจัดการ เพื่อสร้างอำนาจการต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง
ภาวะความโกลาหล การสร้างราคาของแตละกลุ่ม สส. ทำให้ครูใหญ่ต้องลงมาสั่งทุบโต๊ะให้หยุดความเคลื่อนไหว และให้รวมศูนย์มาที่แม่ทัพในแต่ละภาค รวมทั้งยกเลิกการสร้างมุ้งอิสระ เพื่อป้องกันปัญหาที่เคยเกิดในยุคไทยรักไทยเมื่อปี 2548
การจัดระบบ จัดแถว ให้เหลือ Single Command เพียงแค่สายเดียวต่อพื้นที่ ทำให้การจัดการลงตัว และมีพลังเพียงพอ
สงครามสั่งสอนส้มภาคตะวันออกที่มีประสิทธิภาพ เข้าเป้า ล็อกเป้าได้เกิน 80% ส่วนหนึ่งมาจากการจัดการที่มอบ สุชาติ ชมกลิ่น แต่เพียงผู้เดียวที่คุมทัพภาคตะวันออก
ชัยชนะเหนือเพื่อไทยในสุรินทร์ยกจังหวัด ศรีษะเกษเกือบทุกเขต และโคราชในบางพื้นที่ เกิดขึ้นจากความจัดเจน และการจัดสรรหน้าที่ โดยมีครูใหญ่คอยบัญชาการอยู่เบื้องหลัง อันเป็นปัจจัยที่สองของความสำเร็จในการหาเสียงแบบเลือกตั้งลูกผสม Hybrid Election
กลไกข้าราชการ
จิ๊กซอว์ใหญ่ที่สุดของการเมืองไทย
แต่ชัยชนะทั้งหมดจะยังไม่เกิดขึ้น หากขาดปัจจัยสำคัญ ที่เป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายของการจัดทัพเลือกตั้งรอบนี้ นั่นคือ กลไกข้าราชการ
การเข้าถึงคะแนน การรวมคะแนน การหยุดคะแนนของฝ่ายตรงข้าม นั่นคือ กลไกของระบบราชการ พรรคราชการซึ่งเป็นพรรค และกลุ่มก้อนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ
2 เดือนของการเป็นรัฐบาล ’ภูมิใจไทย‘ วางเครือข่ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยใหม่ทั้งหมด โดยไม่สนใจเสียงวิพากษ์ วิจารณ์ เสียงทักท้วง
บัญชีโยกย้ายข้าราชการตั้งแต่ระดับอธิบดี ที่ลงลึกไปจนถึงระดับปลัดอำเภอ และข้าราชการตัวเล็กๆในพื้นที่ ถูกจัดสรร จัดวาง เพื่อสร้างเครือข่ายที่ครอบคลุม และสร้างความมั่นใจให้กับทุกพื้นที่
คำสั่งย้าย พร้อมประกาศิต (ปกาสิต) ให้เห็นถึงโอกาสของการกลับมาบริหารประเทศอีกครั้ง ทำให้กลไกสำคัญอย่างพรรคข้าราชการไม่กล้าแตกแถว
พลัง อสม.ที่เคยแสดงอิทธิฤทธิ์มาแล้วในการเลือกตั้ง สว. สร้างปาฏิหาริย์ให้เห็นอีกครั้งในการเลือกตั้งรอบนี้
กลไกระดับท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ที่เคยเกรียงไกรในอดีต กลับมาผงาดเป็นกลไกสำคัญของนักเลือกตั้งมืออาชีพอีกครั้ง และเป็นการกลับมาที่ต่างจากครั้งก่อน เพราะรอบนี้ได้รับการบ้านมาอย่างชัดเจน จากข้อมูลที่ถูกวิเคราะห์มาแล้วจากระบบ AI สีน้ำเงิน
พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชน อาจประมาทกลไกนี้ โดยเฉพาะพรรคประชาชน เพราะเคยเอาชนะ และมองข้ามกลไกท้องถิ่นมาแล้วในการเลือกตั้งปี 2566
พรรคเพื่อไทย อาจเห็น แต่ไม่คิดว่า กลไกนี้จะกลับมาแข็งแกร่งได้อีก ไม่คิดว่า การใช้ Data ของพรรคภูมิใจไทยผ่านกลไกระดับท้องถิ่น จะกลับมามีประสิทธิภาพ จนทำหน้าที่ได้ทั้งกองหน้า ที่สามารถทำประตูได้อย่างเฉียบคม และเป็นแนวรับ เป็นกองหลังที่ป้องกันการเสียประตู การรุกคืบเข้าเจาะพื้นที่ได้อย่างแข็งแกร่ง
คืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569…ทั้งพลพรรคสีแดง และเครือข่ายพลังส้ม ต้องจำไปอีกนาน
เพราะความพ่ายแพ้รอบนี้มาจาก แดงถอดแค่บทเรียนความพ่ายแพ้ต่อส้มในปี 2566 และปรับกระบวนท่าในการรับมือ โดยเฉพาะAir War
ส่วนส้มหลงระเริงกับข้อมูลจอมปลอมในโลกโซเชี่ยล การรบในสงครามทางอากาศ จนมองข้ามความเป็นจริงในสงครามภาคพื้นดิน โดยเฉพาะนักรบโบราณในพื้นที่ ซึ่งเป็น Old Soldier Never Die จนพลาดท่าแพ้ใน Hybrid Election รอบนี้แบบราบคาบ
ทั้งหมดเป็นบันทึกให้จำ “เลือกตั้ง 69” EP.แรก กับเบื้องหลังชันะของเครื่องจักรสีน้ำเงิน
ซีรี่ย์ชุดบันทึกให้จำ “เลือกตั้ง 69” EP.หน้า มาถอดรหัสความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทยจากปัจจัยถดถอยตั้งแต่ปี 2562 – 2569



