ทิ้งช่วงไปพอสมควรสำหรับบทความ ‘คลี่ปมปริศนาทัพภาค4’ ที่ทิ้งท้ายถึงการเริ่มวางกำลังเล็กๆในทัพภาค 4 ของแม่ทัพยูร พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในการลงนามโยกย้ายนายทหารระดับผู้บังคับกองพันกลางปี เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
เมื่อแม่ทัพยูรส่ง 2 นายทหารข้างตัว ที่หอบหิ้วมาจากกองทัพภาคที่ 2 คือ พันเอกณัฐวุฒิ มาฆะเซ็น ลงไปดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 15 และพันเอกชาญฤทธิ์ ฮันสราช ลงไปเป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 ซึ่งทั้ง 2 หน่วยเป็นหน่วยสำคัญของกองทัพภาคที่ 4
ร.15 พัน 1 นั้นรับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ตอนบนฝั่งอันดามัน บริเวณจังหวัดกระบี่ และเป็นผู้บังคับกองพัน 1 ในไม่กี่กองพันที่มีอัตราพันเอก
ส่วนกรมทหารพรานที่ 49 ก็เป็นกรมหลักในพื้นที่อำเภอศรีสาคร และอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส
แม้จะเป็นการขยับลงไปคุมพื้นที่เพียง 2 หน่วย แต่ก็แสดงให้เห็นการค่อยๆรุกคืบเข้าไปคุมพื้นที่สำคัญในกองทัพภาคที่ 4
นอกจากนี้การลงนามในคำสั่งสนามเพื่อโยกย้ายกำลังพลไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ ล่าสุดพล.ท.นรธิป ยังลงนามขยับ ‘พันเอกสิทธิศักดิ์ เจนบรรจง’ เสนาธิการกองพลทหารราบที่ 5 ลงไปปฏิบัติหน้าที่สนามในตำแหน่ง ผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือผบ.กกล.ทพ.จชต. แทน ‘พันเอก หาญพล เพชรม่วง’
ตำแหน่งผบ.กกล.ทพ.จชต. ถือว่า เป็นตำแหน่งสำคัญที่มีหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานขึ้นตรงถึง 12 กรม บริหารจัดการทรัพยากรทั้งกำลังพลและงบประมาณหลักจำนวนมาก ที่ผ่านมาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งผบ.กกล.ทพ.จชต.จะต้องเป็นนายทหารสายตรงของแม่ทัพภาคที่ 4 เท่านั้น
การเลือกพันเอกสิทธิศักดิ์ หรือผู้การโต (ตท.33) รับตำแหน่งรอบนี้ ดูเผินๆอาจเหมือนยังคงเป็นคนในกองทัพภาคที่ 4 แต่หากย้อนไปดูเส้นทางรับราชการของผู้การโต จะรู้ว่า พันเอกสิทธิศักดิ์เติบโตมาจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เพิ่งลงไปรับราชการในพื้นที่ทัพภาคที่ 4 หลังจบหลักสูตรโรงเรียนเสนาธิการทหารบก และไม่ได้เป็นลูกหม้อโดยตรงของทัพภาคที่ 4
ต่างจากพันเอกหาญพล เพชรม่วง ที่เติบโตในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 มาตั้งแต่เริ่มรับรับราชการ และเป็นนายทหารที่ใกล้ชิดกับ ‘แม่ทัพเดฟ’ พล.อ.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 4
การเขย่าตำแหน่ง ผบ.กกล.ทพ.จชต.รอบนี้ ก็ยังเป็นอีกหนึ่งสัญญาณการขยับคนนอกพื้นที่เข้ามารับผิดชอบตำแหน่งสำคัญที่ส่งผลต่องบประมาณและกำลังพล
ทันทีที่ผู้การโตรับตำแหน่งได้ไม่นาน พล.อ.สิรภพ ศุภวานิช จเรกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ก็ลงพื้นที่ตรวจติดตามการดำเนินงานด้านกำลังพลของ กกล.ทพ.จชต. หลังมีรายงานว่า ยอดบรรจุกำลังพลทหารพรานในจังหวัดชายแดนภาคใต้กับยอดปฏิบัติหน้าที่จริงไม่ตรงกัน พร้อมกำชับให้ผบ.กกล.ทพ.จชต.คนใหม่ตรวจสอบ และเข้มงวดกับยอดกำลังพลที่ปฏิบัติงานจริงให้ตรงกับยอดบรรจุ
และหลังการตรวจยอดกำลังพลไม่นาน วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ก็เกิดปฏิบัติการรับน้อง เมื่อขบวนรถของพันเอกสิทธิศักดิ์ ถูกลอบวางระเบิดขณะเดินทางเข้าพื้นที่ ตำบลกายูคละ อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส แต่คนร้ายกดระเบิดก่อนที่รถของพันเอกสิทธิศักดิ์ จะเข้าสู่คิลลิ่งโซน ทำให้รถอารักขาคันแรกตกเป็นเป้าระเบิดแทน จนมีกำลังพลเสียชีวิต 1 นาย
ระเบิดอาจจะบังเอิญ แต่เหตุบังเอิญในโลกหลายครั้ง ก็ดันบังเอิญเหมือนจริง โดยเฉพาะการข่าวที่รั่วไหลไปถึงกลุ่มผู้ก่อการ ถึงเส้นทางการเข้าพื้นที่ของพันเอกสิทธิศักดิ์ จนสามารถกำหนดพื้นที่คิลลิ่งโซนรอรับขบวนรถของพันเอกสิทธิ์ศักดิ์ได้อย่างแม่นยำ
ว่ากันว่า…ระเบิดลูกนี้อาจส่งสัญญาณไปยังผู้การโตว่า “เหตุบังเอิญ ยังเกิดขึ้นได้อีกหลายครั้ง ถ้ามียังมีการขยับรื้อขยะใต้พรมที่ซุกกลิ่นเหม็นมานานหลายปีออกมา”
ปฏิบัติการขยับเล็กๆ 3 ตำแหน่ง แต่ส่งสะเทือนทั้งพื้นที่ เป็นหมากที่ถูกขยับหลังแม่ทัพยูรเริ่มตั้งหลักได้มากขึ้น หลังจากซวนเซจากคลื่นมวลชนและการเมืองภายในทัพภาค 4
จากปฏิบัติการวางกำลังคนในตำแหน่งหัวใจ แม่ทัพยูรก็เริ่มเปิดปฏิบัติการระลอกสอง ด้วยการตรวจสอบปัญหาผลประโยชน์นอกระบบของภาคใต้ โดยเฉพาะผลประโยชน์จากกลุ่มมาเฟียต่างชาติที่เข้ามามีบทบาทและมีอิทธิพลบนเกาะ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้
ปฏิบัติตะลุยเกาะพะงัน ปฏิบัติการตะลุยมาเฟียหาดฟรีดอมบนเกาะภูเก็ต เป็นปฏิบัติการที่นอกจากจะรื้อระบบผลประโยชน์ที่แอบแฝงรุกที่ ทำมาหากินขายแผ่นดินให้ต่างชาติ ยังเป็นการรื้อขุมทรัพย์ที่มีผู้ใหญ่ดูแลมานานจนไม่มีใครกล้าแตะ
ทนาย นายหน้า คนมีสี ที่ทำงานกันเป็นระบบ จนปล่อยให้เกิดนอมินีนับร้อยราย ขึ้นมาถือกรรมสิทธิ์ที่ดินแทนคนต่างชาติ และเป็นนอมินีจัดตั้งบริษัท เป็นเจ้าของรีสอร์ท และวิลล่าหลายแห่งบนเกาะ กำลังตกเป็นเป้าของปฏิบัติการล้างบางรอบสอง
ปฏิบัติเปลี่ยนคน เปลี่ยนตำแหน่ง มาถึงปฏิบัติการล้างบางรอบสอง เพื่อรื้อขุมทรัพย์นอกระบบในภาคใต้ ว่ากันว่า แม่ทัพยูรอาจไม่ได้เพียงไฟเขียวจาก‘เพื่อนปู’ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกเท่านั้น
แต่มีเสียงเล่าลือกันว่า ไฟเขียวรอบนี้อาจจะมาจากแดนไกล จากคนที่เคยถูกแอบอ้างชื่อไปเรียกรับผลประโยชน์ โดยอ้างว่า ผลประโยชน์ทั้งหมด ต้องจัดสรรปันส่วนส่งให้ผู้ใหญ่ ทั้งที่เจ้าตัวไม่เคยรู้ และก็อยู่ในฐานะที่ไม่จำเป็นต้องให้เพื่อนหรือให้น้องส่งส่วย
เพราะที่ผ่านมาเจ้าตัวส่วนใหญ่เคยเป็นแต่ผู้ให้ ให้ทั้งเพื่อน ให้ทั้งพี่ ให้ทั้งน้อง โดยไม่เคยเป็นผู้รับ เมื่อข้อมูลถูกอ้างชื่อส่งตรงไปถึงปฏิบัติการรื้อคน รื้อพรม รื้อขุมทรัพย์ จึงได้รับไฟเขียวเข้มให้ดำเนินการได้ทันที โดยไม่ต้องเกรงใจใคร
แต่ไฟเขียวจะมาจากใคร…
และใครเป็นคนชอบอ้างชื่อ…
เขาว่า…คนในพื้นที่ภาคใต้ทราบกันดี อยากรู้ก็ไปหาถามกันเองนะ
EP.หน้ายังมีเรื่องสนุกๆในทัพภาค 4 ให้ติดตามอีกหลายประเด็น แต่บางช่วงอาจขอแวะไปทัพภาค 2 ที่วันนี้แม่ทัพเติ่ง พล.ท.วีระยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 กำลังทำการบ้านหนัก ทั้งยุทธศาสตร์ชายแดนระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อรับมือสถานการณ์การเลือกตั้งทั่วไปของกัมพูชาที่จะมีขึ้นในปี 2571 ที่คาดว่าจะส่งผลให้ชายแดนไทย-กัมพูชา อาจตึงเครียดขึ้นอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2570 รวมทั้งแผนดูแลสวัสดิการกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งทุพพลภาพ และบาดเจ็บไม่สาหัส รวมถึงครอบครัวให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างยั่งยืน




