กล้าธรรม-ภูมิใจไทย
หอบผ้าหนีตาม-อยู่ก่อนแต่ง?!
ข่าวการเข้าร่วมรัฐบาลแบบสายฟ้าแลบของพรรคกล้าธรรม (กธ.) ถูกจุดพลุขึ้นกลางดึกคืนวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 หลังการออกมาโพสต์เฟซบุ้คของ ‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ ประธานวิปฝ่ายค้าน ขับกล้าธรรมออกจากการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน
นานๆ จะได้เห็นการเมืองแบบนี้สักครั้ง “ไอติม-พริษฐ์” อธิบายว่า พรรคการเมืองในซีกฝ่ายค้าน อาจมีจุดยืน อุดมการณ์ หรือแนวคิดทางนโยบายที่แตกต่างกันได้ แต่ต้องมีจุดร่วมในการทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ไม่ให้ทำงานผิดทิศผิดทาง
การอธิบายด้วยเหตุผลดังว่า คงพอก้อมแก้มรับฟังได้อยู่บ้าง เมื่อย้อนดูวัตรปฏิบัติทางการเมืองของกล้าธรรม ที่ตัวอยู่ฝ่ายค้านแต่ใจฝักใฝ่รัฐบาล โดยเฉพาะการแหกมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2570 ทั้งๆ ที่วิปฝ่ายค้านมีมติไม่เห็นชอบหรืองดออกเสียง
ความไม่ชัดเจนในสถานะของพรรคกล้าธรรมว่ายืนอยู่ในจุดไหนกันแน่ ในขณะที่ฝ่ายค้าน กำลังเตรียมทำศึกใหญ่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล จึงจำเป็นต้องปรับกล้าธรรมออกจากการเป็นวิปฝ่ายค้าน แต่ยังคงให้เวลาอภิปรายหรือโควต้าอื่นๆ ในฐานะฝ่ายค้านอยู่
พูดให้ชัดคือ ไม่อยากให้คนของกล้าธรรมจำแลงกายเป็นไส้ศึกอยู่ในวิปฝ่ายค้านนั่นเอง!
ว่ากันว่าในค่ำคืนเดียวกับที่ ‘พริษฐ์’ ประกาศตัดกล้าธรรมออกจากฝ่ายค้านนั้น ณ มุมหนึ่งของมหานครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีข่าวการโคจรมาเจอกันของสองนักการเมืองจากประเทศไทย
โดยคนหนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ที่แวะประชุมทีมไทยแลนด์ ก่อนบินต่อไปประชุมใหญ่ประจำปีสหประชาชาติ ที่มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ส่วนอีกคนเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง แต่สวมหมวกอีกใบเป็นนายกสมาคมกีฬาทางน้ำ
การพบกันของทั้งคู่ มีข่าวสะพัดมาถึงประเทศไทยว่าคุยกันเรื่องปรับ ครม.ดึงพรรคสีเขียวเข้าร่วมรัฐบาล
งานนี้จริงเท็จอย่างไร ยังต้องรอการพิสูจน์ แต่ฝ่ายค้านที่มีสัมผัสไวพอๆ กับการเดินทางของแสง ได้ตัดสินใจ “อัปเปหิ” ชิงลงมือก่อน ขับกล้าธรรมออกจากการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านทันทีในคืนนั้น
นอกจากเหตุผลข้างต้น ฝ่ายค้านที่มีพรรคสีส้มเป็นแกนนำ ยังมีอารมณ์สะสมจากคดีฮั้ว สว.ที่คนของกล้าธรรม ไปกลับคำให้การในสำนวนจนเป็นเหตุให้คดีพลิก เป็นคุณกับคนการเมืองในค่ายสีน้ำเงิน หลุดบ่วง กกต.ไปได้ทั้งหมด
เมื่อเดินมาถึงจุดนี้ พรรคส้มจึงทบต้นทบดอกขับกล้าธรรม ไม่ให้ร่วมวงสังฆกรรมกับฝ่ายค้านอีกต่อไป
ทีนี้การจะปรับ-ไม่ปรับ ครม.และพรรคกล้าธรรมจะอยู่อย่างไร ในทางการเมืองมีโอกาสเกิดขึ้นได้ทั้งสองทาง คือ ทางแรก ปรับครม.นำพรรคกล้าธรรมเข้าร่วม เป็นรัฐบาล 350 เสียง โดยไม่แตะเก้าอี้รัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ตามสัญญาที่ให้ไว้เดิมตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาล แต่เลือกเฉินเนื้อภูมิใจไทย 3-4 เก้าอี้ ให้กับพรรคกล้าธรรม
ทางที่สอง ยังไม่ปรับ ครม.โดยให้สถานะการเป็นรัฐบาลนอกทำเนียบฯ กับพรรคกล้าธรรม อย่างที่ดำรงตนอยู่มาระยะหนึ่งแล้ว และอยู่ในสถานะที่ละไว้ในฐานที่เข้าใจ เป็น “รัฐบาลนอกทำเนียบฯ” ต่อไป
นี่คือ อีกมิติของการเมืองไทย พ.ศ.นี้ ที่ได้เห็นการปาดหน้า “ปรับวิปฝ่ายค้าน” ก่อนการปรับ ครม.และได้เห็นพรรคการเมืองที่ดำรงตนเป็น “รัฐบาลนอกทำเนียบฯ” ทำให้สถานะพรรคกล้าธรรมเวลานี้ จึงไม่ต่างอะไรกับการ “อยู่ก่อนแต่ง” หรือหอบผ้าหนีตามรัฐบาลภูมิใจไทย
เอาให้เท่หน่อยตามสไตล์เพลงลูกทุ่งอีสานก็ต้องบอกว่า หมั้นบ่มีมื้อแต่ง?!




