EP.ที่ผ่านมา ต้องขออภัยจากความผิดพลาดเรื่องข้อมูล 2 นายทหาร จากกองทัพภาค 2 ที่ ‘แม่ทัพยูร’ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ขยับไปลงตำแหน่งหลักในทัพภาคที่ 4 โดยคนแรก ข้อมูลถูกต้อง พันเอกณัฐวุฒิ มาฆะเซ็น ดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 15 ผู้พันอัตราพันเอก
ส่วนคนที่สองไม่ใช่ พันเอกชาญฤทธิ์ ฮันสราช ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 49 แต่ข้อมูลที่ถูกต้อง คือ พันเอกวิทยา สาริยา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจ กรมทหารพรานที่ 45 กรมที่รับผิดชอบพื้นที่ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส
ส่วนพันเอกชาญฤทธิ์ เป็นลูกหม้อทัพภาค 4 ที่ใกล้ชิดอดีตแม่ทัพท่านหนึ่ง ไม่ใช้นายทหารที่ข้ามห้วยมาจากทัพภาค 2 พร้อมกับ ‘แม่ทัพยูรับ
สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่ทัพภาค 4 หลังการปรับ การขยับตำแหน่งส่งคนนอกต่อเนื่องลงในตำแหน่งหลัก ตั้งแต่กลางปี 2568 ที่ส่ง พล.ต.ชาคริต อุจะรัตน์ จากผู้บัญชาการกองพลรบพิเศษ ลงไปเป็นรองแม่ทัพภาคที่ 4
ก่อนที่ตุลาคม 2568 จะส่ง พล.ท.นรธิป โพยนอก รองแม่ทัพภาคที่ 2 ลงไปเป็นแม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมส่ง พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส สลับกับผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 15 ที่ถูกส่งกลับมาเป็นผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานีแทน
ก่อนที่การโยกย้ายระดับผู้บังคับกองพันก็ดึง พันเอกณัฐวุฒิ มาฆะเซ็น และพันเอกวิทยา สาริยา 2 นายทหารคู่ใจของ ’แม่ทัพยูร‘ ลงในหน่วยหลัก
กระทั่งล่าสุด แม่ทัพยูร ก็สะบัดปากกาลงนามย้ายลูกหม้อทัพภาค 4 พันเอกหาญพล เพชรม่วง ออกจากตำแหน่งผู้บังคับกองกำลังทหารพรานจังหวัดชายแดนภาคใต้ และส่งพันเอกสิทธิศักดิ์ เจนบรรจง ลูกหม้อรบพิเศษที่ลงไปรับราชการในภาคใต้ หลังจบหลักสูตรเสนาธิการทหารบก เข้ามาแทน
6 ตำแหน่งหลักในทัพภาค 4 ที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยใช้นายทหารจากนอกพื้นที่มารับผิดชอบ แม้จะดูไม่มากนัก แต่ก็ยังส่งผลสะเทือนในระดับหลายริกเตอร์
‘แม่ทัพยูร’ และพล.ต.ยอดอาวุธ ผบ.ฉก.นราธิวาส ดูจะตกเป็นเป้าสำคัญสำหรับนายทหารจากต่างถิ่นที่ถูกจับตามองมากที่สุด เพราะเป็นตำแหน่งหลักที่ส่งผลการขับเคลื่อนทั้งงานนโยบาย และงานยุทธการในพื้นที่
พล.ท.นรธิปในฐานะหัวเรือใหญ่ แน่นอนว่า ตกเป็นเป้าหมายใหญ่สุด เพราะถือว่า คุมทั้งกำลัง คุมทั้งนโยบาย และการขับเคลื่อนทรัพยากรทั้งระบบของกองทัพภาค 4
ส่วนพล.ต.ยอดอาวุธ ที่ถูกส่งลงมาคุมพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ก็ตกเป็นเป้าหมายรองลงมา เพราะนราธิวาสถือเป็นพื้นที่สำคัญทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง
พล.ท.นรธิป เจอรับน้องหนักๆไป 2 เรื่อง คือ น้ำท่วมหาดใหญ่ หลังเพิ่งรับตำแหน่งหมาดๆก็เจอน้ำท่วมใหญ่เต็มพื้นที่ จนแทบไปไม่เป็น เพราะไม่ชำนาญทั้งพื้นที่ และยังไม่คุ้นกับกำลังพล แต่ยังรอดมาได้ เพราะทัวร์ส่วนใหญ่ไปลงที่ ‘นายกแป้น’ ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ เจ้าของวาทะ “เราเอาอยู่” แทน
หลังน้ำลดก็มาเจอวาทะเด็ดเรื่องปอเนาะและตาดีกาจนนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และรัฐมนตรีกลาโหม พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ต้องเดินทางลงไปในพื้นที่ และออกหน้าเคลียร์ใจกับผู้นำมวลชนและผู้นำศาสนา
ส่วน ‘รองด้วง’ เจอลองของในยุทธการปิดเมืองโกลก ด้วยการลอบวางระเบิดปั๊มน้ำมันในพื้นที่หลายแห่ง จนพล.ต.ยอดอาวุธ ตัดสินใจลงนามประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่ และประกาศท้ากองกำลัง BRN ให้กลับมาลองกันใหม่ ถ้าคิดว่า ยังทำได้เหมือนเดิม
นอกจากนี้ยังเจองานมวลชน ที่มีการร้องเรียนในประเด็นใช้เฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินลาดตระเวนกดดันกลุ่มผู้ก่อเหตุในยามวิกาล และมีการกล่าวหาหน่วย ฉก.นราธิวาสว่า ใช้อาวุธยิงลงไปในสวนยาง ทำให้ชาวบ้านหวาดผวา และไม่กล้าออกไปกรีดยางในเวลาค่ำคืน
ขณะที่ ‘รองคิ้ว’ พล.ต.ชาคริต ที่ขยับมาจากกองพลรบพิเศษ โดยลงมาก่อนแม่ทัพยูรและรองด้วงนั้น ยังไม่อยู่ในภาวะถูกกดดันมากนัก เพราะรองคิ้วทำงานในพื้นที่ภาคใต้มานาน ทั้งในฐานะผบ.หน่วยสันติสุข และนายทหารที่ชำนาญด้านการข่าว
สถานการณ์กดดันทั้งจากมวลชน และกลุ่มกำลังติดอาวุธที่ยังก่อเหตุต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายเชื่อว่า ทั้งแม่ทัพยูร และพล.ยอดอาวุธ น่าจะอยู่ในภาวะเพลี่ยงพล้ำ จนมีเสียงร่ำลือว่า แม่ทัพยูรอาจอยู่ได้แค่ครึ่งปี ส่วนรองด้วงก็คงต้องกลับทัพภาค 1 ในช่วงปลายปีนี้ ถึงขั้นมีการปล่อยชื่อว่าที่แม่ทัพภาค 4 คนใหม่ และผบ.ฉก.นราธิวาสคนใหม่ออกมาแล้ว
แต่พลันที่แม่ทัพยูรผ่านฤดูโยกย้ายกลางปีมาแบบฉลุย พร้อมเริ่มปรับขยับกำลังพลทั้งในระดับนายพล พันเอกพิเศษและระดับผู้บังคับกองพัน แม่ทัพยูรก็ดูเหมือนเท้าจะหยั่งเหยียบพื้นในทัพภาค 4 แบบมั่นคงมากขึ้น
ตุลาคม 2569 น่ะถึงแน่ แต่จะผ่านตุลา 2569 ไปขยับขึ้น ‘พลเอก’ ที่เมษา 2570 หรือไม่ ตรงนี้ยังเป็นปัญหา เพราะยังมีโจทย์หินอีกหลายโจทย์ที่รอพิสูจน์ทราบ
โจทย์ทางยุทธการ วันนี้ ’แม่ทัพยูร‘ จะอาศัยความจัดเจนด้านการบริหาร ลงนามมอบหมายงานยุทธการ และศูนย์สันติวิธีให้กับ ‘รองคิ้ว‘พล.ต.ชาคริต ดูแลแบบเต็มตัว ด้านหนึ่งก็เหมือนจะเป็นการกระจายงาน และเหมือนมอบให้พล.ต.ชาคริต รับผิดชอบงานหลัก ในฐานะแคนดิเดตแม่ทัพภาคที่ 4 คนต่อไป
แต่อีกด้านก็ทำให้พล.ท.นรธิป ในฐานะแม่ทัพภาค 4 ถอยตัวออกจากพื้นที่รับผิดชอบงานนโยบายมากขึ้น และให้ความสำคัญกับพื้นที่ภาคใต้ตอนกลางและภาคใต้ตอนบน อันเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ได้มากขึ้น
5 เดือน ก่อนการโยกย้ายปลายปี เป็นห้วงเวลาที่แม่ทัพยูร ต้องพิสูจน์ตัวเองให้เห็น และเข้าตาพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ว่าพร้อมจะแก้ปัญหาพื้นที่ภาคใต้ต่อหรือไม่ เพราะหากพลาดเพียงก้าวเดียว ก็อาจไม่ได้ไปต่อ แล้วพอแค่นี้ทันที
ประการสำคัญ ว่ากันว่า…“งานนี้มีเพื่อนรักบางคน รอส้มหล่นใส่เท้า เพราะแต่งตัวใส่รองเท้าวิ่ง ขยับเข้าหาผู้ใหญ่ เสนอตัวพร้อมเป็นต่อ หากแม่ทัพยูรบังเอิญสะดุดขาตัวเอง”
ถึงว่า ช่วงนี้เหตุถึงได้เกิดถี่ๆ เกิดบ่อยๆ และเกิดในพื้นที่สำคัญที่ยิงปืนนัดเดียว ผู้ก่อเหตุอาจได้นกถึง 3 ตัว ทั้งเก้าอี้แม่ทัพ และเก้าอี้ ผบ.ฉก.นราธิวาส
นก 2 ตัวแรก เป็นเก้าอี้แม่ทัพ ที่อาจได้ทั้ง แม่ทัพปัจจุบัน และว่าที่แม่ทัพ เพราะหากงานยุทธการผิดพลาด ไม่เพียงแม่ทัพยูรต้องตกเป็นแพะ แต่ ’รองคิ้ว’ แคนดิเดตว่าที่แม่ทัพคนใหม่ก็อาจจะได้รับผลกระทบโดยตรงในฐานะรองแม่ทัพที่รับผิดชอบงานยุทธการเช่นกัน
ส่วนนกตัวที่ 3 ตำแหน่ง ผบ.ฉก.นราธิวาส เก้าอี้ที่นั่งขวางเส้นทางผลประโยชน์ตลอดแนวชายแดนไทย-มาเลเซียตั้งแต่อำเภอเมือง อำเภอตากใบ อำเภอสุไหงโกลก อำเภอแว้ง ไปจนถึงอำเภอสุคิรีน เก้าอี้ที่นั่งขวางเส้นทางลำเลียงยาเสพติด และนั่งทับแหล่งพักยาเสพติด
เก้าอี้ตัวนี้หาก ผบ.ฉก.นราธิวาส ยังชื่อ พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ก็จะเป็นพื้นที่ซึ่งขบวนการผลประโยชน์ทั้งพึ่งทั้งพักไม่ได้เลย ความพยายามในการกดดันเพื่อเปลี่ยนตัวผบ.ฉก.นราธิวาส จีงยังคงแรง และต่อเนื่อง ทั้งบนดินและใต้ดิน
แต่ล่าสุด “อาจจะยังนะ อาจจะยังไม่มีข่าวดี” สำหรับขบวนการผลประโยชน์ชายแดนภาคใต้ เมื่อข่าวว่า มาตรการเข้มข้นของรองด้วง แม้จะถูกวิพากษ์ว่า กร้าวเกินไป และกระทบต่อการใช้ชีวิตปกติของชาวบ้าน
กระนั้น อีกด้านก็มีผู้ใหญ่เปรยดังๆมาตามสายลมว่า แม้จะกร้าว แต่ก็เห็นผล และเห็นชัดว่ามีความเปลี่ยนแปลงทันที จนแว่วๆว่า ‘รองด้วง‘ อาจได้อยู่ต่อ และอาจจะอยู่ยาว เพียงแต่เปลี่ยนตำแหน่งจากรองแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 4 แทน
4-5 เดือนนับจากนี้จึงระทึกยิ่งว่า นอกจาก ‘แม่ทัพยูร’ จะไปต่อหรือพอแค่นี้แล้ว ‘รองด้วง‘ จะได้อยู่ต่อ…แล้วอยู่ยาวหรือไม่…ต้องรอดูกันต่อไป




