รัฐบาล “หนู” อยู่ได้เพราะแจก?!
ทันทีที่ปรากฎคลิปภาพ อนุทิน ชาญวีรกูลนายกรัฐมนตรี แจกเงินแบ็งก์พันให้กับประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม ที่เขตสายไหม เมื่อกลางดึกคืนวันอังคารที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งประเมินด้วยสายตา เงินปึกที่อยู่ในมือน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 2- 3 หมื่นบาท
ต่อมาได้รับคำอธิบายเรื่องจำนวนเงินว่า ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเงินเดือนที่หลวงจ่ายให้ ซึ่งไปเปิดดูเงินเดือนนายกฯ ก็พบว่ามีเงินเดือน กับเงินประจำตำแหน่งรวมกัน อยู่ที่ 125,590 บาท
แต่คำถามไม่ได้อยู่ที่จำนวนมากหรือน้อย เอามาจากไหน สะอาดหรือไม่สะอาด ที่คนสงสัยคือ ทำได้หรือไม่ เหมาะสมหรือเปล่า ตรงนี้ต่างหากที่สังคมตั้งคำถาม?
ซึ่งมีคำชี้แจงจากคนที่เป็น กกต.เก่า สมชัย ศรีสุทธิยากร บอกไม่ผิด เพราะไม่ใช่ช่วงที่มีการเลือกตั้ง ไม่มีประกาศกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง
“ดังนั้น นักการเมือง พรรคการเมือง จะแจกข้าวสาร แจกน้ำดื่ม หรือแจกเงิน โดยจะเป็นเงินตัวเองหรือที่รับบริจาคมาก็สามารถกระทำได้ ไม่ผิดกฎหมายเลือกตั้งในเรื่องให้หรือสัญญาจะให้”
อาจารย์สมชัย สาธยายต่อเรื่องความเหมาะสมว่า ชาวบ้านตอบว่าเหมาะสมแน่ เพราะจะให้อะไรก็ถือว่า เป็นการรับความช่วยเหลือ บรรเทาความเดือดร้อน แต่หากมองในบทบาทหน้าที่ คนที่ถูกน้ำท่วมทั่วประเทศ คงอยากเห็นนายกฯ ทุ่มเทสติปัญญากับการให้ความสำคัญต่อการใช้กลไกของรัฐ แก้ไขปัญหาน้ำท่วมทั้งในระยะสั้นและระยะยาวมากกว่า
“ยกเว้นสามารถเดินแจกแบ็งค์พัน ทุกคน ทุกที่ที่น้ำท่วมได้" อาจารย์สมชัย เหน็บส่งท้ายไว้
อีกคนเป็นอดีต สว. ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม มีความเห็นเช่นเดียวกันว่า ในมิติทางกฎหมาย ถ้าเป็นเงินส่วนตัวจริง การมอบเงินช่วยผู้ประสบภัยคงทำได้โดยไม่ผิดอะไร แต่ในมิติความเหมาะสมของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีข้อถกเถียงที่สำคัญกว่าเรื่องผิด-ไม่ผิด
“เพราะนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ไม่ใช่เพียงในฐานะบุคคลธรรมดา การหยิบเงินสดแจกเฉพาะคนที่อยู่ตรงหน้า อาจเกิดคำถามอย่างน้อยสามเรื่อง คือ ความเสมอภาคของผู้ประสบภัย เหตุใดคนที่พบตัวนายกรัฐมนตรีจึงได้รับเงิน แต่ผู้ประสบภัยอีกจำนวนมากไม่ได้รับ”
อดีตสว.ดิเรก ย้ำว่า การแยกบทบาทระหว่าง “ความช่วยเหลือส่วนตัว” กับ “การช่วยเหลือของรัฐ” และภาพของความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับประชาชนว่าควรตั้งอยู่บนระบบสิทธิและหลักเกณฑ์ หรือการให้เงินเฉพาะหน้าโดยบุคคลผู้มีอำนาจ
“ยิ่งในกรณีนี้ รัฐบาลมีระบบเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยอย่างเป็นทางการอยู่แล้ว โดย ครม.เพิ่งอนุมัติงบกลางฉุกเฉิน 4,000 ล้านบาท และรัฐบาลกำหนดให้การช่วยเหลือผ่านหลักเกณฑ์ การสำรวจผู้เสียหาย และช่องทางรับเงินอย่างเป็นระบบ พร้อมกับที่ กทม.ก็ระบุว่าจะใช้เกณฑ์ ปภ.และพิจารณาความเสียหายตามจริงให้กับทุกคน”
ทั้งสองคนเห็นไปทางเดียวกันว่า ในทางกฎหมายสามารถทำได้ “ไม่ผิด” แต่มีคำถามเรื่องความเหมาะสม?!
ส่วนเหตุผลที่นายกฯ อนุทิน บอกกับสื่อว่า ถุงยังชีพที่เตรียมไปแจกหมดพอดี ไม่รู้จะให้อะไร จึงมอบในสิ่งที่มีอยู่ติดตัวไป ก็เท่านั้นเอง แต่ดูเหมือนคนที่ฟังจะไม่เชื่อและมองเป็นการเตรียมการไปด้วยซ้ำ
แน่นอนว่า การใช้เงินแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ครั้งแรกของนายกฯ อนุทิน เพียงแต่ก่อนหน้านี้เป็นการจ่ายซื้อข้าวปลา อาหาร แจกแบบเหมายกถาด ยกแข่ง ยกร้าน ให้ชาวบ้านในชุมชนรับประทานกัน เพิ่งมาครั้งนี้แหล่ะที่ควักเงินแจกกันสดๆ
ผิด-ถูกอย่างไรค่อยไปว่ากัน แต่จากนี้ไปได้เกิดวัฒนธรรมใหม่ในการช่วยเหลือประชาชนของนักการเมืองขึ้นแล้ว
แต่สำหรับรัฐบาลชุดนี้ หากย้อนไปตั้งแต่เป็น “อนุทิน 1” มาถึงปัจจุบัน เริ่มจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งแจกเงินกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือค่าใช้จ่ายให้ประชาชนแบบ 60:40 หลวงจ่ายให้ 60 ประชาชนควักเอง 40 ในการจับจ่ายซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและน้ำดื่ม
โครงการนี้ต่อยอดมาจาก “โครงการคนละครึ่ง” สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และใช้มาตั้งแต่เป็นรัฐบาลอนุทิน 1 พอมาถึงรัฐบาลอนุทิน 2 ก็ทำต่อเนื่องมา 2 เฟส รวมระยะเวลา 5 เดือน ที่สำคัญเงินที่ใช้ในโครงการเป็นเงินที่ไปกู้มา หรือเรียกกันว่า “กู้มาแจก”
ไม่นับการแจกอย่างอื่นที่จะตามมาอีกในอนาคต อาทิ โครงการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงาน ที่จะอุดหนุนการติดไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน หลังละ 5 หมื่นบาท และการสงเคราะห์ในอีกหลายรูปแบบในเสื้อคลุมประชานิยม
กว่าจะสิ้นอายุขัยของรัฐบาลชุดนี้ คงต้องหาเรื่องแจกอีกสารพัด อย่างนี้ไม่เรียก รัฐบาล “หนู” อยู่ได้เพราะแจกจะให้เรียกอะไร?!




