บนความไม่แน่นอนของพรรคกล้าธรรมต่อการเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ แต่ยามนี้ ห้วงเวลาสำคัญของการพูดคุย ช่วงสำคัญของการเจรจาต่อรอง ผู้นำจิตวิญญาณของพรรค ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า กลับไม่อยู่เมืองไทย
ผู้กอง...เลือกที่จะเดินทางไปต่างประเทศแบบยังไม่บอกกำหนดกลับ พร้อมส่งสัญญาณแข็งกร้าวก่อนไปแบบมีนัยยะ
“พรรคกล้าธรรมไม่กลัวถูกบีบ ใครบีบมาเดี๋ยวสวนกลับ”
“คนเรายามรัก น้ำต้มผักก็ว่าหวาน”
“คนที่เป็นนักการเมืองอยากชนะการเลือกตั้ง ส่วนคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งอยากเป็นรัฐบาล”
“ในชีวิตไม่เคยทะเลาะกับใครก่อน แต่ใครทะเลาะกับผมก็กลับไปฝันร้าย”
แม้จะเป็นคำพูดผ่านสีหน้าที่มีรอยยิ้ม แต่เป็นยิ้มแบบเย็นๆ ยิ้มแบบมีความนัย สื่อที่อยู่ในวงแถลงข่าวของพรรคกล้าธรรม เมื่อวันที่ 19 กัมภาพันธ์ 2569 หรือกระทั่งคนที่ดูผ่านสื่อผ่านโซเชียลมีเดีย ก็ไม่น่าที่จะอ่านความรู้สึกในใจของผู้กองไม่ออก
ความรู้สึกที่สะท้อนถึงอารมณ์คุกรุ่นที่แสดงออกผ่านสีหน้าไม่ได้ พร้อมประโยคเด็ด
“เล่นการเมืองต้องเป็นรัฐบาลเสมอหรือ”
ผู้กองธรรมนัส ยังไม่อยากพูดถึงการเข้าร่วมรัฐบาล ด้วยการชวนสื่อติดตามผลการนับคะแนน และข้อชวนสงสัย ทั้งบัตรเขย่ง บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพราะเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าการจัดตั้งรัฐบาล
ท่าทางไม่แคร์ ของร้อยเอกธรรมนัส ที่แสดงความพร้อมลงเลือกตั้งใหม่ หากการเลือกตั้งต้องตกเป็นโมฆะ สะท้อนความในใจ และส่งซิกไปยังเพื่อนที่เคยร่วมโหวตกันมาในการเสนอชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568
พรรคกล้าธรรมที่ล่าสุดอาจจะยังนะ อาจจะยังไม่อยู่ในสมการของรัฐบาลอนุทิน 2 ที่เริ่มออกอาการพร้อมตีรวน หากยังไม่มีสัญญาณบวกจากพรรคภูมิใจไทย พรรคแกนนำที่มี 193 เสียง ทั้งที่พรรคกล้าธรรมแสดงความจริงใจด้วยการถอยเงื่อนไข แม้กระทั่งการส่งคืนกระทรวงเกษตรฯให้กับภูมิใจไทยไปจัดสรรใหม่ และยอมแม้จะไม่ที่นั่งให้ร้อยเอกธรรมนัส
ไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรค มีสีหน้าท่าทางให้การสัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวล่าสุดแบบออกอาการมากขึ้นกว่าทุกครั้ง เมื่อบอกว่า “ตลก…ไม่มีที่ไหนเขาทำกัน” ในคำถามที่สื่อถามว่า ภูมิในไทยขอให้โหวตนายกรัฐมนตรีก่อน แล้วค่อยมาเกลี่ยเก้าอี้รัฐมนตรีในภายหลัง
ท่าทีของทั้งผู้กองและแกนนำพรรคกล้าธรรม ที่เริ่มแสดงออกทั้งอาการน้อยใจ และอาการไม่พอใจที่แสดงออกมาบนสีหน้า และคำพูดให้ชวนคิดของผู้กองธรรมนัส เป็นท่าทีที่แกนนำพรรคภูมิใจไทยอาจต้องตกผลึกทางความคิดครั้งใหญ่
“เลือกเสือก็กลัวเสือ ไม่เลือกเสือก็เกรงเสือ” เป็นอาการ “ยักตื้นก็ติดกึก ยักลึกก็ติดกัก” ที่เดินทางไหนก็ไม่ง่าย
ประการสำคัญ ต้องวิเคราะห์ให้ลึกไปถึงเบื้องหลังของคนชื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า เพราะตลอดเส้นทางชีวิตของคนชื่อ ‘ธรรมนัส’ ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านฝน ผ่านพายุมาอย่างโชกโชน
แมวเก้าชีวิต ที่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนเส้นทางเดินมาแล้วหลายครั้ง ไม่แน่จริง ไม่มีวันเดินมาถึงวันนี้ วันที่นำพรรคการเมืองใหม่ ชนะการเลือกตั้งขึ้นมาเป็นพรรคอันดับ 4 ด้วยจำนวน สส. 58 ที่นั่ง และกำลังเป้นพรรคตัวแปรที่สำคัญในเวลาเพียงปีเศษ หรือขยับจริงๆก็ไม่ถึงปี
เส้นทางแมว 9 ชีวิต ’ธรรมนัส พรหมเผ่า’
กว่าจะถึงวันนี้จากเด็กพะเยาที่ไปโตนราธิวาส และขึ้นมาเติบโตในเมืองหลวง ผู้กองนัส เปลี่ยนชื่อมาแล้วถึง 5 ครั้ง เปลี่ยนนามสกุลอีก 2 ครั้ง ภายใต้ชื่อ ยุทธภูมิ โบพรหม ,พชร โบพรหม ,พชร พรหมเผ่า ,มนัส พรหมเผ่า และธรรมนัส พรหมเผ่า
ครั้งหนึ่ง…เคยมีชื่อเล่นที่ถูกตั้งโดยสื่อว่า ตุ๋ย หรือ ผู้กองตุ๋ย จนคนจำนวนมากที่เกิดไม่ทัน คิดว่า เป็นชื่อเล่นจริงๆของร้อยเอกธรรมนัส กระทั่งในวิกิพีเดีย ยังระบุว่า ตุ๋ย เป็นชื่อเล่นของผู้กอง ทั้งที่ผู้กองธรรมนัส ชื่อเล่นตั้งแต่เด็กจนโต คือ นัส
ส่วนชื่อ ‘ตุ๋ย’ ของผู้กอง มาจากสื่อที่ตั้งฉายาให้จากกรณีที่ผู้กองเคยถูกกล่าวหาว่า เกี่ยวพันกับการฆาตกรรม ดร.พูลสวัสดิ์ จิราภรณ์ เมื่อปี 2542 ถ้าจะถามว่า ทำไมถึงชื่อ ’ตุ๋ย‘ คงต้องรบกวนไปเสิร์ชหากันเอง
เส้นทางชีวิตที่ 1
เส้นทางชีวิตของผู้กองธรรมนัส เริ่มหักเหและก้าวเข้าสู่ชีวิตการเป็นทหาร ด้วยการสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารได้ในปี 2525 เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 25 เลขประจำตัว 12339 และจบโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า หรือ จปร.รุ่น 36
จากนักเรียนเรียนดี รุ่นพี่ที่รุ่นน้องในโรงเรียมเตรียมทหาร และจปร.รัก นักเรียนนายร้อยหนุ่มที่เป็นจิตอาสาในงานสาธารณะของโรงเรียน หากบอกวันนั้นว่า วันนี้ชีวิตของ นนร.ยุทธภูมิ โบพรหม หรือ ธรรมนัส พรหมเผ่า จะโลดโผนปานนี้ คงยากที่จะมีใครเชื่อ
รุ่นน้องและรุ่นพี่ใกล้กัน ทั้งตท. 23-27 ในโรงเรียนเตรียมทหารและจปร. รู้จัก ’นัส‘ หรือ ’พี่นัส‘ ในฐานะนักเรียนเรียนดี เป็นหัวหน้ากองร้อย
นนร.ยุทธภูมิ ทั้งยังเป็นคนแรกของ ตท.25 ที่สมัครเข้าสังกัดกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ หรือ ทม.ที่เข้าไปคัดตัวนักเรียนนายร้อยในสมัยนั้น เพื่อให้เพื่อนที่ลังเลและพยายามเลี่ยง มีโอกาสได้เข้ารับราชการในหน่วยหลักของกองทัพบก ทำให้การรับราชการครั้งแรกของผู้กองธรรมนัสเริ่มต้น ’ว่าที่ร้อยตรี‘ ในตำแหน่งรองผู้บังคับหมวด กองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ หรือ ร.1 พัน 4 รอ.
ร.1 พัน 4 รอ. ในเวลานั้น เพิ่งได้รับการอนุมัติให้เป็นแยกการขึ้นตรงออกจาก ร.1 รอ. เป็นหน่วยขึ้นตรงหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย ที่เพิ่งสถาปนาหน่วยในสมัยบิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้บัญชาการทหารบก
จุดเริ่มต้นในหน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ทำให้แทบไม่มีใครเชื่อว่า หลังจากนั้นเขาจะเดินออกนอกเส้นทางเหล็กของชีวิตนายทหารได้มากขนาดนี้ เพราะหากเส้นทางการรับราชการของ ว่าที่ ร.ต.ยุทธภูมิ โบพรหม เมื่อปี 2532 ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปีนี้
ร้อยเอกธรรมนัส ซึ่งเกิดวันที่ 18 สิงหาคม 2508 ก็จะเกษียณอายุราชการไปแล้ว เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 และคงไม่ได้เกษียณอายุราชการที่ยศร้อยเอก เพราะการออกมาอาสาสมัครเข้ารับราชการในหน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ หรือ ทม.ในวันนั้น วันนี้ผู้กองก็คงเกษียณอายุราชการที่พลเอกอย่างแน่นอน
แต่หากมองลึกๆ และติดตามเส้นทางชีวิตของผู้กองธรรมนัสแบบต่อเนื่อง จุดเริ่มต้นของตำแหน่งนี้ ในวันนั้น อาจเป็นจุดเริ่มต้นดั่งลมใต้ปีกของผู้กองธรรมนัสในวันนี้
เพราะหลังเข้ารับราชการเมื่อปี 2532 ชีวิตของผู้หมวดหนุ่มยุทธภูมิ ก็โลดโผนโจนทะยานแบบที่แม้เจ้าตัวก็คงไม่คาดคิด
ปี 2534 เพียง 2 ปีหลังก้าวออกมาจากรั้วแดงกำแพงเหลือง ผู้กองก็ถูกปลดจากราชการเป็นครั้งแรกมาเป้นทหารกองหนุน แบบไม่มีเบี้ยหวัด ด้วยข้อหากระด้าง กระเดื่อง เนื่องจากขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา…อันเป็นดั่งสิ้นสุดชีวิตที่ 1 ของแมว 9 ชีวิตอย่างผู้กองธรรมนัส
เริ่มต้นชีวิตที่ 2 …แต่เพียงปีเดียว ผู้กองก็เริ่มชีวิตที่ 2 ของตัวเอง
ปี 2535 ได้ทำเรื่องขอกลับเข้ารับราชการใหม่ แต่ครั้งนี้เปลี่ยนสังกัดไปเป็นกำลังพลของกองทัพเรือ สังกัด กรมกำลังพลทหารเรือ ในยุคที่ พล.อ.บรรจบ บุนนาค เป็น รมว.กลาโหม เมื่อได้รับอนุมัติให้เข้ารับราชการ ก็ขอเปลี่ยนเหล่ากลับไปสังกัดทหารบก
ดูตามท้องเรื่องแล้ว ชีวิตของผู้กองก็ควรจะกลับเข้าสู่เส้นทางการรับราชการแบบปกติ
แต่วันที่ 1 ตุลาคม 2536 ผู้กองก็จบเส้นทางชีวิตที่ 2 ของตัวเองอีกครั้ง เมื่อถูกปลดออกจากราชการรอบสอง ฐานหนีราชการในเวลาประจำการ โดย พล.อ.อ.สุวิช จันทรประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงกลาโหม ซี่งได้รับคำสั่งจาก พล.อ.วิจิตร สุขมาก รมว.กลาโหมลงนามในคำสั่งปลด
ปี 2536 อันเป็นห้วงเวลาเดียวกับที่มีบันทึกว่า ช่วงนั้นผู้กองธรรมนัสถูกตำรวจออสเตรเลียจับกุมที่โรงแรมพาลาจ ริมชายหาดบอนได ใจกลางกรุงซิดนีย์ เมืองหลวงของออสเตรเลีย ในข้อหามีส่วนร่วมในขนยาเสพติดเข้าประเทศ
ร.อ.ธรรมนัส ถูกจับเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2536 หลังจากนั้นวันที่ 1 ตุลาคม 2536 มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ถอดยศทหาร และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 26 ตุลาคม 2536 พร้อมกับให้มีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่ 18 มกราคม 2536
อันมีใจความว่า “มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ถอด ร.ท.ยุทธภูมิ โบพรหม สังกัดกองทัพบก ซึ่งได้กระทำความผิดฐานหนีราชการทหารในเวลาประจำการ ออกเสียจากยศ ตั้งแต่ 18 มกราคม 2536“ โดย ชวน หลีกภัย ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
นั่นหมายถึงการกระทำของ ร.ท.ยุทธภูมิ โบพรหม เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2536 มิได้กระทำในขณะดำรงตำแหน่งร้อยโทของกองทัพบก เพราะผลการถอดยศทหารและปลดออกจากราชการมีผลตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2536 ก่อนการกระทำที่ถูกกล่าวหากว่า 3 เดือน
นอกจากนี้ยังหมายถึง ร.ท.ยุทธภูมิ ได้กระทำการที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นความผิด ในห้วงเวลาที่หนีราชการในขณะประจำการ
อันหมายถึง การไปออสเตรเลียของร.ท.ยุทธภูมิ เป็นการไปในฐานะส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องใดใดกับกองทัพบก
รายละเอียดการถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดแบบใด อยากอ่านละเอียด แนะนำให้อ่านใน รายงานพิเศษของ อิสสริยา พรายทองแย้ม ผู้สื่อข่าว BBC ในสำนักข่าวบีบีซีไทยวันที่ 8 ตุลาคม 2562
แต่การถูกจับกุมและถูกถอดยศในครั้งนั้น ก็เป็นการสิ้นสุดชีวิตที่ 2 ของผู้กองธรรมนัส แบบที่หากเป็นผู้คนปกติก็ยากที่จะหวนกลับเข้าสู่เส้นทางเดิมได้อีก
ผู้กองธรรมนัส เคยกล่าวในการตอบคำถามการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาว่า เขาถูกคุมตัวไว้แค่ 8 เดือน และไม่ได้เป็นการจำคุก แต่กักขังไว้ เพื่อรอการเป็นพยานในคดี หลัง 8 เดือนถูกส่งตัวไปทำงานในฟาร์มแห่งหนึ่ง อันเป็นขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมในออสเตรเลียที่เรียกว่า Plea-bargain หรือที่เรียกว่า กระบวนการต่อรองระหว่างอัยการโจทก์กับจำเลย โดยจำเลยยอมรับผิดต่อข้อหาที่อัยการโจทก์ตั้ง เพื่อแลกกับการไม่ถูกตั้งข้อหาเพิ่ม หรือ ข้อหาที่ร้ายแรงกว่า
ผู้กองบอกในการอภิปรายครั้งนั้นว่า ได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2540 เพราะไม่มีหลักฐาน หรือพยานที่จะยืนยันการกระทำที่ถูกกล่าวหาว่า เป็นความผิดได้ จากนั้นก็ถูกทางการออสเตรเลียเนรเทศออกนอกประเทศทันที
เส้นทางชีวิตที่ 3…เส้นทางสายพิเศษ
การถูกเนรเทศกลับไทยในครั้งนั้น เหมือนเป็นการเริ่มต้นเส้นทางชีวิตที่ 3 ของผู้กองธรรมนัสแบบไม่คาดคิด ทั้งที่เดิมตั้งใจจะไม่กลับประเทศ และเตรียมตั้งรกรากที่ออสเตรเลียแล้ว
เพราะทันทีที่กลับถึงเมืองไทย จากยุทธภูมิ ผู้กองเปลี่ยนชื่อและนามสกุลเป็นคนใหม่ ในชื่อ พชร พรหมเผ่า
จากนั้นทำเรื่องขอกลับเข้ารับราชการอีกครั้ง เพราะความผิดวินัยฐานหนีราชการ ได้รับการล้างมลทินแล้ว จากพระราชบัญญัติล้างมลทิน เมื่อปี 2539 โดยยื่นเอกสารตามขั้นตอนของกองทัพบก ซึ่งผ่านการตรวจสอบและการรับรองความประพฤติ เมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม 2540
แม้กระบวนการขอเข้ารับราชการจะสะดุดไปบ้าง เพราะถูกทักท้วงจาก พล.อ.ธีรรัตน์ พุทธานนท์ เจ้ากรมเสมียนตรา เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2540 ว่า การขอเข้ารับราชการใหม่ ต้องทำเรื่องขอพระราชทานยศคืนก่อน เพราะก่อนนี้ผู้กองถูกถอดยศทหารไปแล้ว ตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2536
'บิ๊กแอ๊ว' พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ปลัดกระทรวงกลาโหม ในเวลานั้น ได้ลงนามอนุมัติรับคำสั่ง รมว.กลาโหม ให้บรรจุไปก่อน พร้อมลงนามในหนังสือถึงสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ขอให้นำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อขอพระราชทานยศคืน
กระทั่งวันที่ 18 ธ.ค. 2540 มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานยศทหารกลับคืน ที่ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 26 ธ.ค. 2540 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ พชร พรหมเผ่า กลับคืนยศทหารเป็น "ร้อยโท" ตามที่เคยได้รับพระราชทานอยู่แต่ก่อนตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค.2540 เป็นต้นไป
ที่บังเอิญ เกิน บังเอิญ คือ ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ คือ อดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย อันเป็นคนเดียวกับผู้ที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการถอดยศ และชื่อของ ชวน หลีกภัย ยังคงเกี่ยวข้องกับยศของผู้กองธรรมนัสอีกครั้งในเวลาต่อมา
เพียงแค่ชีวิตที่ 3 ของแมว 9 ชีวิตที่ชื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า อันดำเนินมาถึงชื่อ พชร พรหมเผ่า ยังโลดโผนขนาดนี้ อีก 6 ชีวิต จะชวนติดตามขนาดไหน
จากชีวิตแรกถึงชีวิตที่ 3 มีความพิเศษตรงลมใต้ปีกในแต่ละช่วงเวลา
ถูกปลดออก 2 ครั้ง ถอดยศ 1 ครั้ง มีพรบ.ล้างมลทิน 1 ครั้ง ถูกจับ แต่แค่ถูกกักขัง กลับมาประวัติไม่เสีย ขอกลับเข้ารับราชการ ขอพระราชทานยศคืน แต่ละขั้นตอนใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน
เข้ากองทัพบกไม่ได้ ก็ลัดไปเข้ากองทัพเรือ แล้ววกกลับมากองทัพบก
ชีวิตช่วงที่ 3 มาเริ่มต้นกับคนชื่อ “แอ๊ว” ที่ต่อมา ไปอยู่กับคนชื่อ “ไอซ์”
ชีวิตนับจากนี้ จนถึงปีที่นำพรรคกล้าธรรมชนะการเลือกตั้งมา 56 เขต และได้ สส.บัญชีรายชื่ออีก 2 คน รวม 58 สส. จะเป็นอย่างไร ติดตามในบันทึกให้จำ “เลือกตั้ง 69” ปริศนาลมใต้ปีก “ธรรมนัส พรหมเผ่า” แมว 9 ชีวิต “ฆ่ายังไงก็ไม่ตาย” EP.4/4
อยากเขียนสั้นๆ อ่านง่ายๆ แต่ทำไม่ได้สำหรับชีวิตคนชื่อ ‘ธรรมนัส พรหมเผ่า’ จริงๆ
EP.ถัดไป มาอ่าน ใคร คือ คนที่ ธรรมนัส เคารพ ยำเกรงและเกรงใจ และใครที่ ธรรมนัส เคารพ เกรงใจ แต่ไม่ยำเกรง



