“ทักษิณ” ฝันสลาย
กม.นิรโทษกรรมไม่รวมคดีโกง
พลันที่ปรากฏข่าว ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี ส่งทนายความไปยื่นร้องขอนิรโทษกรรม ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา
โดยให้เหตุผลต้องการ “ล้างมลทิน” เรื่องที่กล่าวหาและได้รับโทษไปแล้ว ต้องการทำมาหากิน ใช้ชีวิตสงบสุขในวัยสูงอายุและ “ไม่ประสงค์ยุ่งเรื่องการเมือง” อีก
เหตุผลบางข้อที่ยกมา ฟังดูคุ้นหู เพราะเคยนำมาใช้ต่างกรรมต่างวาระหลายครั้ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะเรื่องไม่ยุ่งการเมือง เพราะมันฝังลึกอยู่ในดีเอ็นเอ และยังคงมีบทบาทสูงอยู่ในพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้น
ฉัตรชัย บางชวด ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข บอกถึงกระบวนการขั้นตอนการพิจารณาว่า ต้องนำคำร้องเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ ที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธาน
“นายทักษิณ มีสิทธิยื่นและหากยื่นมาแล้ว จะต้องนำเข้าที่ประชุมเพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายที่จะพิจารณาได้หรือไม่ ถ้าเข้าข่ายก็จะส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีรองนายกฯ ปกรณ์ นิลประพันธ์ เป็นประธาน”
คำร้องของทักษิณจะเข้าข่ายได้รับพิจารณาตาม พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้หรือไม่ ปลัดสำนักนายกฯ ให้รอการประชุมก่อน ซึ่งตอนนี้กำลังรวบรวมคำร้อง คาดว่าจะประชุมเร็วๆ นี้
“เรื่องของการยื่นมีหลักการอยู่แล้ว ต้องมาดูว่ามีเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่ ถ้าเป็นคดีทั่วไปไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องก็ไม่เข้าข่าย ซึ่งหลายกรณีอาจต้องมีการอ้างหลักฐานหรือมูลเหตุทางการเมือง”
เรื่องนี้นักวิชาการด้านกฎหมาย ‘วัส ติงสมิตร’ ซึ่งเป็นอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ให้ความเห็นไว้ว่า “สาระสำคัญของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้อยู่ที่ มาตรา 3 ซึ่งยกเว้นเด็ดขาดมิให้นิรโทษกรรมในคดีทุจริตประพฤติมิชอบ ความผิด มาตรา 112 และความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส”
ดังนั้น แม้ตาม มาตรา 6 (1) จะให้อำนาจคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขในการวินิจฉัยชี้ขาดและให้คำวินิจฉัยนั้นถือเป็นที่สุด แต่คณะกรรมการฯ จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบของกฎหมายแม่บทอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะบทบัญญัติห้ามมิให้นิรโทษกรรมคดีทุจริตหรือประพฤติมิชอบตามมาตรา 3
“คำร้องของนายทักษิณ ชินวัตร จึงถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาชิ้นสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามใช้กลไกกฎหมายความปรองดอง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญหน้ากับหลักนิติธรรมและข้อจำกัดทางกฎหมายที่บัญญัติไว้อย่างรัดกุม”วัส ติงสมิตร ให้ความเห็นไว้
ขณะที่ ถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำกลุ่ม กปปส.หนึ่งในผู้ที่อยู่ในข่ายได้รับนิรโทษกรรม แสดงความข้องใจต่อท่าทีของทักษิณที่ดำเนินการเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์อันใด สร้างความสับสนหรือเรียกร้องความสนใจ “เรียกร้องความเห็นใจหรือดันทุรัง” พร้อมขอให้หยุดการกระทำ ไม่ไปสร้างความยุ่งยากกับคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข
“ขอเรียนไปยังทนายความของนายทักษิณ ชินวัตร ว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 3 ไม่นิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ถูกดำเนินคดีฐานทุจริตประพฤติมิชอบ ซึ่งชัดเจนมาก ไม่ต้องตีความอะไรเลย จะอ้างว่าอายุมากแล้ว ไม่ยุ่งการเมืองแล้ว ไม่ใช่เหตุผลที่บัญญัติไว้ในกฎหมายที่จะได้รับการนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้”
จตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำคนเสื้อแดง เป็นอีกคนที่สงสัยในท่าทีของทักษิณ เพียงแต่มองแตกต่างจากคนอื่นๆ โดยโยงเข้ากับสถานการณ์การเมืองในเวลานี้ ที่ฝ่ายค้านกำลังจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
“ทักษิณตัดสินใจยื่น ย่อมรู้อะไรเป็นอย่างดีและเป็นการยื่นในห้วงเวลาที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่คดีที่ทักษิณเหลืออยู่แทบเป็นความว่างเปล่า เพราะมีแต่คดี 112 ในศาลอุทธรณ์ ปัญหาคือทักษิณกำลังคิดอะไรอยู่ จึงเปิดเกมรุกทั้งศาลภาษีและอ้างสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งจะล้างมลทินอย่างไร จึงน่าสนใจที่สุด”
แม้ทักษิณ จะขอโดยสารนิรโทษกรรมไปพร้อมกับ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ในช่วงที่กำลังจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดยพุ่งเป้าไปที่ระบอบ “น.หนู” แต่เนื่องจากเกณฑ์การนิรโทษกรรมถูกกำหนดไว้ในกฎหมาย อำนาจไม่ได้อยู่ที่คณะกรรมการฯ
ดังนั้น โอกาสที่จะขอล้างมลทินไปกับกฎหมายฉบับนี้ของทักษิณ จึงเป็นฝันสลาย ยากจะผ่านด่านมาตรา 3 ที่ปิดประตูลั่นดาลไว้แน่นหนา เว้นแต่จะใช้ไสยศาสตร์ทางกฎหมายเท่านั้น!!




