ทางรอด 44 สส.พรรคส้ม

1 เม.ย. 2569 - 10:31

  • คดี 44 สส. พรรคส้ม เดินเกมสู่ศาลฎีกาเต็มรูปแบบ

  • 10 สส. ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ในสภาชุดปัจจุบัน ลุ้นศาลจะสั่ง ‘หยุดปฏิบัติหน้าที่’ หรือไม่

  • เงื่อนเวลา ‘สส.ชุดเก่า-ชุดใหม่’ ที่อาจเป็นตัวแปรชี้ชะตาคดี

ทางรอด 44 สส.พรรคส้ม

คดี 44 สส.พรรคส้ม ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีร่วมกันยื่นขอแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 เดินทางมาถึงจุดที่ต้องส่งคำร้องไปให้ศาลฎีกาพิจารณาตามขั้นตอนแล้ว

ถึงเวลาที่ 10 สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งกลับมาทำหน้าที่ในสภาชุดปัจจุบันอีกครั้ง ต้องลุ้นกันตัวโก่งหลังศาลประทับรับฟ้องจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นหรือไม่ หาไม่แล้วจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ยาวไปจนกว่าศาลจะมีคำตัดสิน

ทั้ง 10 สส.ต่างล้วนเป็นมวยหลักของพรรคส้ม อาจต้องถูกแช่แข็งไปยาว ๆ นานแรมปีเลยทีเดียว

แต่ฝ่ายกฎหมายพรรคส้ม นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งอยู่ในกลุ่ม 10 สส.ด้วย ได้เตรียมยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้ทั้งหมดอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อ ซึ่งอ้างเหตุผลประกอบจำแนกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

หนึ่ง ในรายของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ ที่เป็นหัวหน้า ปชน.นั้น กำลังจะเป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ หากสูญเสียการปฏิบัติหน้าที่ไป ก็จะเป็นผลเสียต่อระบอบประชาธิปไตยมากกว่า

สอง ในรายของ ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ เป็นแคนดิเดทนายกรัฐมนตรี ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของพรรคการเมืองที่มีเสียงเกิน 25 เสียง สามารถเสนอชื่อต่อสภาได้ หากเปิดสภาไปแล้วมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

สาม ในส่วนสส.ที่เหลือทั้งบัญชีรายชื่อและระบบเขต ล้วนเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ที่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในสภาเช่นกัน

ดูจากเหตุผลทั้ง 3 ข้อข้างต้น อาจจะมีน้ำหนักไม่มากนัก เพราะในแต่ละข้อที่ยกมานั้น มีบุคคลอื่นในพรรคสามารถผลัดเปลี่ยนขึ้นมาทำหน้าที่แทนได้ และทางพรรคเองก็จัดเตรียมแผนการรองรับเอาไว้แล้ว

ทีนี้จุดที่น่าสนใจอยู่ที่เหตุผลของ สุรพงษ์  อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช.ที่ตอบคำถามสื่อเรื่องการต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ซึ่งฟังเผิน ๆ เหมือนเป็นคำตอบพื้นฐานทั่วไป แต่มีบางส่วนโดยเฉพาะคำหลังที่ต้องขีดเส้นใต้ไว้หนา ๆ 

"ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าจะมองเรื่องนี้อย่างไร เนื่องจากในขณะถูกร้อง สส.ดังกล่าวเป็น สส.อยู่ในสมัยเดิม แต่ปัจจุบันได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ จำนวน 10 คน ซึ่งอยู่ในรายชื่อ 44 สส.ด้วย  จึงต้องดูว่าศาลฎีกาจะสั่งรับคำร้องและสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่"

ในส่วนของคำร้องที่ส่งไปศาลฎีกานั้น เลขาธิการ ป.ป.ช.ย้ำว่า "ต้องเสนอให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ไปด้วยอยู่แล้ว  ซึ่งกระบวนการจะไปจบที่ศาล"

ความจริงการเสนอแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 น่าจะมีเหตุผลแจ่มชัดอย่างที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ โพสต์แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวไว้ล่าสุดที่ว่า

"ขอยืนยันอีกครั้งว่า การเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจโดยแท้ของผู้แทนราษฎร และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการทำงานในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ - ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับร่างกฎหมายหรือไม่ - การทำหน้าที่ของพวกเราอย่างการเสนอร่างแก้ไขกฎหมาย ไม่ควรถูกนำไปดำเนินคดีในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง"

หากไม่นำเอาเหตุผลอื่น ๆ ที่เขียนไว้มาพูดถึงด้วย ก็ย่อมเป็นที่ประจักษ์ว่า ทั้งคณะรัฐมนตรี สส.และประชาชนทั่วไป ล้วนมีสิทธิในการเสนอร่างกฎหมายต่อสภาทั้งสิ้น ซึ่งรวมถึงรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูก ก็เสนอแก้ไขได้ด้วยเช่นกัน

ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ มีกระบวนการตรากฎหมายกำหนดไว้อยู่แล้ว ต้องผ่านความเห็นชอบกี่สภา กี่วาระ และด่านสุดท้ายก่อนนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ยังต้องผ่านศาลรัฐธรรมนูญก่อน หากมีข้อสงสัยว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

เมื่อพิจารณาตามหลักเกณฑ์และองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว การกระทำของ 44 สส.พรรคส้ม จะเป็นการกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรงตามการชี้มูลของ ป.ป.ช.หรือไม่ ผู้ถูกร้องน่าจะมีเหตุผลที่สามารถยกขึ้นมาต่อสู้ในศาลได้

ส่วนการจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หลังศาลประทับรับฟ้องหรือไม่ ย่อมอยู่ที่ดุลพินิจของศาล แต่ประเด็นที่เลขาธิการ ป.ป.ช.หยิบยกขึ้นมากรณีถูกร้องในสภาชุดก่อน กับการเป็นสส.ในสภาชุดปัจจุบัน

ตรงนี้แหล่ะที่เป็นเส้นแบ่งที่ต้องใส่ดอกจันเอาไว้หน่อย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์