ผลการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่เพียงสังคมจะช็อคกับผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยมาเป็นอันดับ 1 ด้วยจำนวน สส.193 ที่นั่ง ขณะที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยถดถอยลงไปอย่างหนัก
พรรคประชาชนเหลือเพียง 116 ที่นั่ง จาก 151 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทยเหลือ 74 ที่นั่ง จาก 141 ที่นั่ง พรรคส้มถดถอยไป 23.17 % ส่วนพรรคเพื่อไทยเสียหายมากกว่า เพราะหดหายไป 47.51 % พรรคภูมิใจไทยโต 71 ที่นั่งในปี 2566 มาเป็น 193 ที่นั่งในปี 2569 เพิ่มขึ้น 122 ที่นั่ง หรือโตขึ้น 171.83 %
แต่ที่น่าสนใจมากกว่าการเติบโตแบบก้าวกระโดดของพรรคภูมิใจไทย คือ พรรคกล้าธรรม เมื่อพรรคกล้าธรรมชนะการเลือกตั้งระบบเขตถึง 56 เขต ได้คะแนนรวม 3,847,563 คะแนน ได้คะแนนบัญชีรายชื่อ 606,312 คะแนน เท่ากับสส.บัญชีรายชื่อ 2 ที่นั่ง รวมมีที่นั่งสส.ในสภาอย่างไม่เป็นทางการ 58 ที่นั่ง
พรรคกล้าธรรมได้ที่นั่งอย่างเป็นกอบเป็นกำในภาคเหนือ จำนวน 17 เขต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13 เขต ภาคใต้ 12 เขต ภาคกลาง 5 เขต ภาคตะวันตก 5 เขต และภาคตะวันออก 4 เขต รวม 56 เขต
กล้าธรรมยังมีเขตที่ผู้สมัครของพรรคมาเป็นอันดับสองอีก 12 เขต ซึ่งนั่นหมายถึงถ้าพลิกชนะ กล้าธรรมอาจจะมี สส.ในระบบเขตถึง 68 เขต อันเป็นตัวเลขที่สร้างปรากฏการณ์ สร้างความมหัศจรรย์ของพรรคกล้าธรรม พรรคเกิดใหม่ที่จดทะเบียนในนามพรรคเศรษฐกิจไทย เมื่อปี 2563 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็นพรรคกล้าธรรม เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2566
พรรคกล้าธรรม ใช้เวลาเพียง 2 ปีเศษ นับจากวันเปลี่ยนชื่อพรรค เติบโตเป็นพรรคที่มีว่าที่สส.ถึง 58 คน จากเดิมที่เคยมี สส. ซึ่งถูกขับออกจากพรรคต่างๆเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรค ที่ประกอบด้วย
สส.จากพรรคพลังประชารัฐ 20 คน สส.จากพรรคเล็ก คือ พรรคใหม่ พรรคพลังสังคมใหม่ พรรคท้องที่ไทย พรรคครูไทยเพื่อประชาชน พรรคละ 1 คน รวม 24 คน และมาได้สส.เพิ่มอีก 1 คน จากการชนะเลือกตั้งซ่อมสส.เขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำให้พรรคกล้าธรรมมีสส. ในสภาก่อนการเลือกตั้ง 2569 จำนวน 25 คน
เลือกตั้ง 2569 พรรคกล้าธรรมได้ว่าที่สส.อย่างไม่เป็นทางการ 58 ที่นั่ง เพิ่มขึ้น 33 ที่นั่ง หรือโตขึ้น 132 % อันเป็นตัวเลขการเติบโตที่เป็นรองเพียงพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น
ชัยชนะของภูมิใจไทย อาจสร้างความแปลกใจ เพราะก่อนนี้คาดการณ์กันว่า พรรคภูมิใจไทยน่าจะได้เพียง 150 – 160 ที่นั่ง และจะได้คะแนนระบบบัญชีรายชื่อไม่เกิน 4 ล้านคะแนน
แต่เมื่อประมวลความพร้อม ทั้งการกวาดต้อนจำนวน สส. จากหลายพรรค และดึงบ้านใหญ่เข้ามาจับมือกันในหลายพื้นที่ รวมถึงความพร้อมทั้งอำนาจรัฐและกระสุนดินดำ ก็ไม่ได้เกินความคาดหมายมาก
ตรงกันข้ามกับ 56 ที่นั่งของพรรคกล้าธรรมในระบบเขต ที่แม้จะมีอดีต สส.ในพรรค 25 คน แม้จะมีอดีตสส.เก่าก่อนหน้านั้น และแม้จะมีผู้สมัครที่พอมีฐานทางการเมืองในท้องถิ่นลงสมัครบ้าง แต่ในอีกหลายเขต โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ซึ่งผู้สมัครส่วนใหญ่เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ แต่กลับชนะการเลือกตั้งในคะแนนที่ท่วมท้น ทิ้งอดีตสส.เจ้าของพื้นที่แบบขาดลอย เป็นปริศนาที่หลายฝ่ายชวนขบคิด
มหัศจรรย์พรรคกล้าธรรม…มหัศจรรย์ธรรมนัส
“มหัศจรรย์พรรคกล้าธรรม” ในการเลือกตั้ง 2569 จากพรรคเกิดใหม่ ไม่มีผู้สมัครในปี 2566 มามี สส.ในช่วงกลางเทอมเมื่อปี 2568 จำนวน 25 คน จนมีว่าที่ สส. 58 คนในปี 2569 ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์ที่เกิดจากความบังเอิญ ความฟลุ๊ค หรือภาวะถดถอยของพรรคใหญ่อย่างพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน
แต่เป็นความมหัศจรรย์ที่มีต้นทางจาก “มหัศจรรย์ธรรมนัส” ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้เป็นเสมือนดั่งแมว 9 ชีวิต ที่ฆ่าอย่างไรก็ไม่มีวันตาย
‘ผู้กองธรรมนัส’ สร้างพรรคกล้าธรรม ขึ้นมาจากพรรคเศรษฐกิจไทย พรรคการเมืองที่ว่ากันว่า ปลัดฉิ่ง ฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่งคนมาจดทะเบียนก่อตั้งพรรคเอาไว้ เพื่อเป็นพรรคสำรอง กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินทางการเมือง และจำเป็นต้องเคลื่อนคนจากพรรคพลังประชารัฐมาสังกัดพรรคการเมืองใหม่
ผู้กองเริ่มย้าย สส.ในสังกัดจากพรรคพลังประชารัฐ จำนวน 19 คน รวมตัวเขาเป็น 20 คน พร้อมสส.จากพรรคเล็กอีก 4 พรรค เข้ามาสังกัดพรรคกล้าธรรมในปี 2567 หลังเกิดความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐ อันเป็นการสิ้นสุดเส้นทางการเดินบนถนนการเมืองในฐานะขุนพลคู่ใจ ลุงป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคในขณะนั้น
เหตุการณ์ครั้งนั้น เป็นเหตุที่สร้างรอยร้าว และรอยเจ็บลึกในหัวอกของนักรบอย่างลุงป้อมอย่างหนัก จนหลายครั้งที่ลุงป้อม มักจะหลุดปากเอ่ยถึงผู้กองกับคนใกล้ชิด ด้วยคำเปรียบเปรยที่ค่อนข้างรุนแรง ด้วยความรู้สึกเหมือนถูกปล้น ทั้งปล้น สส.ของพรรค และปล้นทุนทางการเมืองที่มอบให้ผู้กองธรรมนัสดูแล
ความจริงจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ มีเพียงลุงและผู้กองเท่านั้นที่รู้ ส่วนคนอื่นยากที่จะรู้ทั้งหมด เพราะบางเรื่อง มีแค่ลุงและผู้กองที่ตกลงกันเพียงลำพัง ในฐานะขุนพลผู้รู้ใจและวางใจ
ผู้กองเริ่มต้นจากต้นทุนอดีต สส. 24 คน ก่อนจะได้เพิ่มจากชัยชนะของนายกฯโอ ก้องเกียรติ เกียรติสมบัติ ในพื้นที่เขตเลือกตั้งที่ 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2568 ทำให้มี สส. 25 คน ซึ่งแม้จะอยู่ในจำนวนที่สามารถเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีได้ หากมีการสรรหานายกรัฐมนตรีกันใหม่ แต่พรรคกล้าธรรมก็ไม่มีผู้ที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอยู่ดี เพราะในการเลือกตั้งปี 2566 พรรคไม่ได้ส่งผู้สมัครลงสมัครรับเลือกตั้ง อันไม่ได้เสนอชื่อรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเอาไว้
พรรคกล้าธรรม เริ่มมีบทบาททางการเมือง ตั้งแต่ยังมี สส.แค่ 4 คนจาก 4 พรรคเล็ก ขณะที่อาจารย์แหม่ม นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นหัวหน้าพรรค และร.อ.ธรรมนัส พร้อม สส.อีก 19 คน ยังไม่ถูกขับออกจากพรรคพลังประชารัฐ โดยเข้าร่วมรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ร่วมกับพรรคเพื่อไทย แทนพรรคพลังประชารัฐ
อาจารย์แหม่มได้รับการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร โดยมี อิทธิ ศิริลัทธยากร เป็นรัฐมนตรีช่วย
ส่วน ร.อ.ธรรมนัส ถูกขอให้ไม่รับตำแหน่งใดใด เนื่องจากเกรงจะเข้าข่ายผิดจริยธรรมการเมือง หลังจาก นายกฯเศรษฐา ทวีสิน โดนคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว กรณีแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ผู้กอง แม้จะอยู่เบื้องหลัง และไม่ได้เป็นรัฐมนตรี แต่ก็เทคแอคชั่นเสมือนช่วยรัฐมนตรีว่าการ
การประชุมที่บ้านพิษณุโลก เพื่อหารือข้อยุติเกี่ยวกับมาตรการรองรับภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่มีอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร นั่งหัวโต๊ะพร้อมทีมที่ปรึกษา ร.อ.ธรรมนัสก็เข้าร่วมในฐานะตัวแทนพรรคกล้าธรรม
ข้อตกลงทางการค้าที่กระทบต่อสินค้าทางการเกษตร ไม่สามารถหาข้อยุติได้ เมื่อร.อ.ธรรมนัส ไม่ยอมลดเงื่อนไขสำคัญบางข้อ โดยเฉพาะการอนุญาตให้อเมริกานำเข้าสินค้าเกษตรบางประเภท
แม้อดีตนายกฯทักษิณ หนึ่งในคนที่ผู้กองยอมเรียกว่า “นาย” จะทุบโต๊ะ และขอให้ตกลงตามข้อเสนอของทีมเจรจาซึ่งนำโดยพิชัย ชุณหวชิร หัวหน้าทีม
แต่การประชุมวันนั้น ร.อ.ธรรมนัส ก็ไม่ยอมถอย เพราะกังวลว่า จะกระทบต่อจำนวนเกษตรกรจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงเกษตรและพรรคกล้าธรรม ไม่สามารถออกไปตอบคำถามเกษตรกรทั้งหมดได้ จนทักษิณ ต้องสั่งปิดการประชุม และให้ทุกฝ่ายไปหาข้อตกลงนอกรอบ
นั่นเป็นครั้งแรกที่ ร้อยเอกธรรมนัส แสดงแสนยานุภาพของตัวเองต่อหน้าคนที่เขาเรียกว่า “นาย” และต่อหน้าที่ประชุมที่ส่วนใหญ่เป็นคนของพรรคเพื่อไทย และเป็นคนที่นับถือทักษิณ เสมือนหนึ่งนายใหญ่
การแสดงที่อาจเป็นสัญญาณเตือนให้ทักษิณ และพรรคเพื่อไทยเห็นว่า ธรรมนัสในปี 2568 ไม่ใช่ธรรมนัสคนเดิมในปี 2542 ที่เริ่มเข้ามาทำงานการเมืองกับพรรคไทยรักไทย
ธรรมนัสในปี 2568 ไม่ใช่ธรรมนัสที่พร้อมระดมมวลชนออกมาร่วมปกป้องรัฐบาลในปี 2548 ก่อนจะถูกรัฐประหารในปี 2549 และยังไม่ใช่ธรรมนัส คนที่พร้อมเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อไทย หลังอดีตนายกฯเศรษฐาต้องพ้นจากตำแหน่ง
พรรคกล้าธรรม ภายใต้การบริหารอยู่เบื้องหลังของผู้กองธรรมนัส ถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อตัดสินใจหันหลังให้กับพรรคเพื่อไทย ในการโหวตนายกรัฐมนตรี หลังนายกฯอิ๊งค์ แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
พรรคกล้าธรรม นำโดยผู้กองธรรมนัส แสดงเจตจำนงค์ที่จะนำ สส. 25 เสียง สนับสนุนพรรคภูมิใจไทยที่เสนอชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี
แม้จะเป็นที่รู้กันว่า การเข้าร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยในวันนั้น เป็นภาวะการณ์ที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่นั่นก็คือ…จุดเริ่มต้นสำคัญอีกครั้งของพรรคกล้าธรรม
จุดเริ่มต้นที่ทำให้ร้อยเอกธรรมนัส กลับเข้ามานั่งตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทนรวงเกษตรและสหกรณ์อีกครั้ง โดยมีอาจารย์แหม่ม นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และอรรถกร ศิริลัทธยากร เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา
จุดเริ่มต้นอันเป็นหมุดหมายสำคัญ และเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่ที่เปิดโอกาสและเปิดช่องทางการเติบโตของพรรคกล้าธรรม แบบที่หลายคนคาดไม่ถึง
จากพรรคที่เกจิและนักวิเคราะห์ปรามาส และให้น้ำหนักที่นั่งไว้สูงสุดไม่เกิน 40 ที่นั่ง มาเป็นพรรคซึ่งมีที่นั่ง 58 ที่ และเกือบจะมีมากกว่านั้น ถ้าให้เวลาหาเสียง หรือเตรียมการมากกว่านี้อีกสัก 1 เดือน
จุดเปลี่ยน และจุดเริ่มต้นที่สำคัญของพรรคกล้าธรรม ที่นำไปสู่ชัยชนะในหลายพื้นที่จะเป็นอย่างไร ขอยกยอดไป EP.4/2 เพราะการเขียนถึงมหัศจรรย์ธรรมนัสและมหัศจรรย์พรรคกล้าธรรม ยังคงมีรายละเอียดที่ลึกกว่านี้ โดยเฉพาะ EP.4/3 ที่จะลงลึกในรายละเอียด “ลมใต้ปีกร้อยเอกธรรมนัส ไขปริศนา…ทำไมฆ่ายังไง…ก็ไม่ตาย” โปรดอดใจรอ




