หนก่อนอาจจะได้ผล เพราะเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับเผด็จการ กลิ่นอาย คสช.ยังตลบอบอวลอยู่ ทำให้กระแสเบื่อลุง และไม่ต้องการให้‘สืบทอด’อำนาจมีสูง ส่งผลให้พรรคส้มได้รับชัยชนะเป็นแชมป์เลือกตั้งหนนั้น
นอกจากกระแสข้างต้นแล้ว การต่อสู้กันเองของนักการเมืองกลุ่มบ้านใหญ่แต่ละพื้นที่ ยัง‘ตัดคะแนน’กันเอง ทำให้ผู้สมัครของพรรคส้มมาเป็นที่หนึ่ง ได้สส.ยกทีมในหลายจังหวัด
แต่มาหนนี้ปัจจัยหลายๆ อย่างเปลี่ยนไป พรรคส้ม ที่เคยเป็นสินค้าใหม่ทางการเมืองเมื่อหกปีที่แล้ว เริ่มเป็นของเก่า แถมผ่านพิสูจน์การใช้งานมาสองสมัย ในสายตาผู้บริโภคย่อมตัดสินใจได้ว่าจะยังใช้สินค้ายี่ห้อเดิมต่อหรือไม่
การเลือกตั้งที่จะมีขึ้น พรรคส้มจึงไม่มีกระแสเป็นแรงส่งเหมือนครั้งที่ผ่านมา
เมื่อผู้นำพรรคส้ม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ รีบ‘ทิ้งไพ่’ ใบสำคัญลงมาตั้งแต่มวยยังไม่ทันขึ้นเวที ย่อมมีความสุ่มเสี่ยงไม่น้อย เพราะไม่ใช่ปฏิบัติการ‘ตีหัวเข้าบ้าน’ แต่จะเป็นคำประกาศที่คาไว้จนถึงวันลงคะแนนในอีกกว่าสี่สิบวันข้างหน้า
ถ้ามุกนี้ไม่แป๊ก ทำให้พรรคส้มแห้งตายคาสนามเสียก่อน ก็จะเป็นเดิมพันให้ผู้ลงคะแนนได้ตัดสินใจเลือก ระหว่างตัวแทนฝ่ายอนุรักษ์นิยม กับฝ่ายเสรีนิยมหรือฝ่ายประชาธิปไตยแบบก้าวหน้า
บีบให้เป็นการต่อสู้กันของสี ‘น้ำเงิน-ส้ม’ เท่านั้น
ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ถูกกันออกไปเป็นไม้ประดับ แม้แต่พรรคเพื่อไทย ก็ไม่ได้อยู่ในสายตา เพราะไม่เหลือสภาพเป็นคู่ชิงอันดับหนึ่งในสนามเลือกตั้งหนนี้ได้ และถูกวางให้เป็นพรรคตัวแปร เหมือนที่ ยศชนันท์ วงศ์สวัสดิ์ ตอบคำถามสื่อไว้ ‘เราร่วมได้หมดครับ’
ล่าสุดจากผลโพลสองสำนัก ‘นิด้า-สวนดุสิต’ ที่ออกมา แม้ ปชน.จะยังนำมาเป็นที่หนึ่งในบรรดาคนและพรรคที่จะได้รับเลือก แต่คะแนนไม่ได้ ‘ทิ้งห่าง’ เหมือนในอดีต แถมยังถูกแชร์ไปยังพรรคและคนอื่นๆ ในระดับที่เกือบจะไล่เรี่ยกัน ในขณะที่คะแนนไม่เลือกใครหรือยังหาคนเหมาะสมไม่ได้ กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก
คนกทม.เกือบครึ่งยังหาคนหาพรรคที่ถูกใจไม่ได้
เมื่อผลออกมาแบบนี้ ความหวังที่ ปชน.ตั้งใจจะให้เป็น ‘ส้มทั้งแผ่นดิน’ หรือกวาดเก้าอี้สส.กทม.เอาไว้เองทั้ง 33 เขต ก็คงยากและในทางกลับกันสนามเลือกตั้ง กทม.เที่ยวนี้ เก้าอี้สส.คงกระจายไปหลายๆ พรรค ทั้งส้ม แดง ฟ้า และน้ำเงิน ซึ่งเที่ยวนี้มีโอกาสสูงที่จะตอกเสาเข็มในพื้นที่เมืองหลวงได้
หรือแม้แต่พรรคการเมืองอื่นๆ อาทิ พรรคเศรษฐกิจ ไทยสร้างไทย รวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ หรือโอกาสใหม่ ล้วนมีสิทธิสอดแทรกเข้ามาในบางเขตได้เช่นกัน
เพราะฉะนั้น สำหรับพรรคส้ม ที่ประกาศ ‘มีน้ำเงิน ไม่มีส้ม’ และพร้อมเป็นฝ่ายค้านหากได้สส.ไม่ถึงครึ่งของสภา จึงมีโอกาสสูงที่หลังเลือกตั้ง จะได้กลับมาทำหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบเป็นคำรบสาม ซึ่งเท่ากับทำ‘แฮททริก’เป็นผู้นำฝ่ายค้านฯ ติดต่อกันสามสมัยรวด
การประกาศคำโตในสถานการณ์นี้ของพรรคส้ม จึงเสมอกับปักป้ายจองเก้าอี้ผู้นำฝ่ายค้านฯ เอาไว้แต่เนิ่น ๆ


