"เขาเป็นสส.แล้ว มีเอกสิทธิ์คุ้มครองอะไร ก็ต้องดู"
ข้อความข้างต้น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม(กธ.) ตอบคำถามสื่อในวันที่กระทรวงยุติธรรม แถลงข่าวจับกุมเครือข่ายเว็บพนันออนไลน์ ซึ่งมี ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม รวมอยู่ด้วย
ก่อนหน้านั้น "ชนนพัฒฐ์" ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสส.สงขลา เขต 4 และผ่านการรับรองจาก กกต.ได้ไปรายงานตัวต่อสภาในวันที่ 4 มีนาคม ก่อนเวลานัดหมายของพรรคกล้าธรรม ที่ไปรายงานตัวพร้อมกันในวันที่ 6 มีนาคม
บังเอิญที่ในช่วงสายวันที่ 5 มีนาคม เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ.และปปง.เข้าตรวจค้นบ้านพักชนนพัฒฐ์ หาหลักฐานเพิ่มเติมในคดีค้างเก่า ที่ ปปง.มีมติยึดทรัพย์สิน จำนวน 159 ล้านบาท โดยเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
การชิงไปรายงานตัวก่อนคนอื่น ๆ ในพรรคของชนนพัฒฐ์ ถูกมองเป็นการหาเกราะป้องกันตัวไว้ก่อน นั่นคือ เอกสิทธิ์สส.อย่างที่ผู้กองธรรมนัส พูดไว้ข้างต้น แต่เอกสิทธิ์ดังกล่าว รัฐธรรมนูญให้ไว้เฉพาะ "อยู่ในสมัยประชุม" เท่านั้น
กรณีของสส.ชนนพัฒฐ์ จึงไม่เข้าเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 เนื่องจากยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรก จึงอยู่นอกสมัยประชุมที่ต้องยึดตามกรอบวรรค 3 ที่บัญญัติไว้ว่า
"ถ้าสมาชิกสภาผู้แทนนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาถูกคุมขังในระหว่างสอบสวนหรือพิจารณาอยู่ก่อนสมัยประชุม เมื่อถึงสมัยประชุม พนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณี ต้องสั่งปล่อยทันทีถ้าประธานแห่งสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกได้ร้องขอ โดยศาลจะสั่งให้มีประกันด้วยหรือไม่ก็ได้"
วันนี้ สส.ชนนพัฒฐ์ จึงไม่ได้มีเอกสิทธิ์ใดคุ้มครอง อาจมีความต่างจากชาวบ้านทั่วไปอยู่บ้าง ก็ตรงที่นอกจากมีที่อยู่เป็นหลักแหล่งแล้ว ยังมีสถานะเป็นสส.ที่ต้องให้เกียรติ
ส่วนเรื่องคดีความต่อจากนี้ สส.ขนนพัฒฐ์ จะบริหารจัดการโดยอาศัยเหลี่ยมคูทางกฎหมายอย่างไร คงดูได้ไม่ยาก เพราะเริ่มต้นก็ชิงไปรายงานตัวต่อสภาก่อนหน้าเจ้าหน้าที่เข้าค้นบ้านหนึ่งวัน และไม่ได้อยู่ในบ้านวันที่เจ้าหน้าที่เข้าค้น
วันก่อน สส.ชนนพัฒฐ์ บอกผ่านสื่อจะไม่ไปพบพนักงานสอบสอบตามหมายเรียกในวันที่ 12 มีนาคม เพราะติดภารกิจประชุมรัฐสภาและอาจมีหนังสือแจ้งไปยังหน่วยงานที่ออกหมายเรียกตามระเบียบแทน
ล่าสุดการประชุมรัฐสภานัดแรกจะมีขึ้นในวันที่ 14 มีนาคม ไม่ใช่ 12 มีนาคม ดังนั้น ต้องรอดูว่าสส.ชนนพัฒฐ์ จะใช้วิธีการใดดึงเช็งรอให้เข้าสู่สมัยประชุมรัฐสภาก่อน เพื่อใช้เอกสิทธิ์คุ้มครอง ซึ่งอาจทำหนังสือขอเลื่อนนัดหรือปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ แล้วรอการหมายเรียกครั้งที่สอง
ตรงนี้แหละ ที่คดีสส.ชนนพัฒฐ์ จะเป็นเผือกร้อนในมือของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 เพราะในรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 มีคำว่า "เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากสภาที่ผู้นั้นเป็นสมาชิก"
นั่นคือ หากดีเอสไอ มีหนังสือมาถึงสภาขอตัวไปสอบปากคำหรือดำเนินคดีที่ประชุมจะอนุญาตหรือไม่
ที่ผ่านมาสภามีทั้งอนุญาตและไม่อนุญาต โดยแรกๆ จะเข้มงวดกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญมาตรานี้ ไม่ว่าจะเป็นการร้องขอจากสมาชิกเจ้าของคดีเอง เพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินคดีที่ไม่ให้ล่าช้าก็ตาม แต่สภาก็ไม่อนุญาต เพราะเกรงจะเป็นการเปิดช่องให้ละเมิดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ
ทว่าตอนหลังที่ประชุมสภามีความยืดหยุ่นมากขึ้น มีการอนุญาตในบางรายที่เห็นสมควร ดังนั้น กรณีของสส.ชนนพัฒฐ์ จึงต้องวัดใจสภาชุดที่ 27 ว่าถึงวันนั้นจะมีมติอย่างไร จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่นำตัวไปดำเนินคดี
อนุญาต เพราะเห็นเป็นการดำเนินคดีต่อเนื่อง ที่เจ้าตัวเองมีคดีค้างเก่าถูกปปง.มีมติให้ยึดทรัพย์สินอยู่ก่อนแล้ว
ไม่อนุญาต เพราะแม้มีคดีเดิมต่อเนื่องกัน แต่พฤติกรรมแห่งการดำเนินคดี เข้าข่ายขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ มาตรา 125 ใช้อำนาจขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่สส.ของฝ่ายตรงข้าม
รอวัดใจสภาชุดที่ 27 จะเลือกอย่างแรกหรืออย่างหลัง แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบไหนกรณีของสส.ชนนพัฒฐ์ คงหนีไม่พ้นคำว่า "สภาสีเทา" เพราะสมาชิกมีปัญหาเรื่องเทาๆ ตั้งแต่ก่อนเปิดสภา




