ไฟใต้…แค่ก่อเหตุ? หรือเกมเขย่าเก้าอี้ ‘แม่ทัพภาคที่ 4’ ก่อนศึกโยกย้ายนายพล

6 ส.ค. 2569 - 11:16

  • เหตุรุนแรงระลอกล่าสุดกระจุกตัวใน จังหวัดนราธิวาส มากกว่าปัตตานีและยะลา เหตุโจมตีจุดตรวจบ้านบูเก๊ะซามีและสถานีตำรวจ สร้างความสูญเสียต่อกำลังพลอย่างหนัก

  • เป้าหมายอาจไม่ได้แค่สร้างสถานการณ์ แต่เป็นการกดดันโครงสร้างบังคับบัญชา เป็นศึกโยกย้ายนายทหารก่อนประชุมคณะกรรมการกลาโหม

  • แคนดิเดตแม่ทัพภาคที่ 4 และผลสะเทือน หากเกิดการเปลี่ยนตัวก่อนวาระ จับตาการประชุมโยกย้ายนายพล ซึ่งอาจกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ภาคใต้ในปี 2570

ไฟใต้…แค่ก่อเหตุ? หรือเกมเขย่าเก้าอี้ ‘แม่ทัพภาคที่ 4’ ก่อนศึกโยกย้ายนายพล

สถานการณ์ไฟใต้ที่เปรียบเสมือนไฟลามทุ่งเวลานี้ ดูผ่านๆ เหมือนสถานการณ์จะอยู่นอกเหนือการควบคุม ดูรวมๆเหมือนผู้มีอำนาจในพื้นที่จะไม่ทันเกมขบวนการที่เล่นเกมกระจายก่อเหตุ แต่หากเจาะลงไปลึกๆ ลงไปในแต่ละเหตุ จะมีร่องรอยของความเชื่อมโยงระหว่างความเคลื่อนไหว ที่เกี่ยวพันกันอย่างเหมาะเจาะและลงตัว

เริ่มจากพื้นที่เกิดเหตุที่ล่าสุดส่วนใหญ่จะเกิดในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส และเป็นเหตุใหญ่ ที่สร้างความสูญเสียกับกำลังพล ทั้งปฏิบัติการปาระเบิด และยิงถล่ม จุดตรวจบ้านบูเก๊ะซามี การลอบวางระเบิด การโจมตีสถานีตำรวจหลายแห่ง 

ส่วนพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ทั้งปัตตานี และยะลา แม้จะมีเหตุบ้าง แต่ก็ไม่มีความรุนแรงในระดับต้องสูญเสียกำลังพล 

จุดตรวจบูเก๊ะซามีนั้นเด่นชัดสุด 

ชัดตรงที่อาจถึงขั้นกิน 3 ต่อแล้วเข้าฮอร์ส 

ต่อแรก…คือ เป็นจุดตรวจที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 ซึ่งมี พ.อ.วิทยา สาริยา เป็นผู้การกรม

พ.อ.วิทยา เป็นหนึ่งในนายทหารเพียงไม่กี่นายจากกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งติดสอยห้อยตามแม่ทัพยูร พล.ท.นรธิป  โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ลงไปประจำการในพื้นที่กองทัพภาคที่ 4 อันถือเป็นไผ่คนละกอกับคนในทัพภาค 4 

ผลงานของ พ.อ.วิทยา ที่รับมือผู้ก่อความไม่สงบไม่ได้ หรือมีจุดบกพร่องจนจุดตรวจบ้านบูเก๊ะซามีถูกโจมตี จนมีกำลังพลเสียชีวิต 5 นาย แน่นอนว่า ย่อมส่งผลโดยตรงต่อคนที่ลงนามแต่งตั้งพ.อ.วิทยา ลงไปประจำการในพื้นที่นี้

ต่อที่สอง…พื้นที่จังหวัดนราธิวาส อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของหน่วยเฉพาะกิจนราธิวาส ที่นำโดยพล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ หรือ ‘รองด้วง’ ที่จัดกำลังลงไปจากกองทัพภาคที่ 1 อันนับเป็นหน่วย นอกของกองทัพภาคที่ 4 เช่นกัน สถานการณ์ที่ลุกลามในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ก็นับเป็นการท้าทายความสามารถของผบ.หน่วยเฉพาะกิจนราธิวาสโดยเป็นตรงเช่นกัน 

ส่วนต่อที่สาม…ทั้งสองเหตุการณ์เกิดขึ้นภายใต้การบัญชาการของแม่ทัพภาคที่ 4 ‘แม่ทัพยูร’ ผู้เหาะเหินข้ามภูเขา ข้ามห้วยจากกองทัพภาคที่ 2 กระทั่งเกิดความแปรปรวนและรวนเรทั้งทัพภาค 4 พราะมีการวางไลน์สืบทอดตำแหน่งกันไว้หมดแล้ว 

การไปของ ‘แม่ทัพยูร’ จึงส่งผลให้สายธารอำนาจที่เตรียมสืบต่อ…พังทั้งระบบ

ปฏิบัติการโจมตีจุดสำคัญในนราธิวาสรอบนี้ จึงหวังกิน 3 ต่อ เพื่อเข้าฮอร์ส อันเป็นปฏิบัติการทวงคืนอำนาจที่แยบยลยิ่ง 

ทางหนึ่ง ฉก.นราธิวาส ที่รับผิดชอบพื้นที่สำคัญบริเวณแนวชายแดนจังหวัดนราธิวาส ตั้งแต่อำเภอตากใบ สุไหงโกลก แว้ง สุคีริน อันเชื่อมโยงกับพื้นที่สำคัญ อย่างอำเภอรือเสาะ ที่ป็นอำเภอรอยต่อ 3 จังหวัด คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พื้นที่นี้ด้านหนึ่งสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเป็นเส้นทางเชื่อมชายแดนไทย-มาเลเซีย ทั้งทางบกและทางน้ำ ที่มีแม่น้ำโกลกกั้นขวาง 

แต่อีกด้านหนึ่ง นราธิวาส คือ พื้นที่สำคัญของกลุ่มผลประโยชน์นอกระบบ ทั้งการลำเลียงสินค้าเถื่อน ไม้เถื่อน น้ำมันเถื่อน แรงงานเถื่อน อาวุธสงคราม และเป็นแหล่งพักยาเสพติดที่สำคัญก่อนข้ามชายแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน 

ผบ.ฉก.นราธิวาส จึงสำคัญยิ่ง เพราะคุมพื้นที่ทั้งหมด ตั้งแต่แหล่งพักยาเสพติดที่อำเภอรือเสาะ แหล่งพักสินค้าเถื่อนที่มูโนะ ตากใบ และแว้ง

การตัดสินใจส่ง พล.ต.ยอดอาวุธ และกำลังจากทัพภาคที่ 1 ลงพื้นที่นี้ จึงเป็นเป้าประสงค์โดยตรงของพล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ที่ตั้งใจรุดรูรั่วตรงชายแดน และบล็อกเส้นทางผลประโยชน์ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ     

ตลอดเวลาเกือบ 1 ปีที่ ‘ผบ.ด้วง’ ลงมาคุมพื้นที่นราธิวาส สถานการณ์ของกลุ่มขบวนการผลประโยชน์ตึงเครียด และปั่นป่วนทั้งระบบ เพราะไม่มีช่องทางที่จะตั้งโต๊ะเจรจากับผบ.ด้วง

คนที่ใกล้ชิด ผบ.ด้วง ล้วนรู้ดีว่า แค่คุยปกติยังคุยยาก ฉะนั้นจะมาคุยเรื่องผลประโยชน์ ยิ่งไม่มีช่องทางคุย ท่าทีที่แข็งกร้าวและตรงราวไม้บรรทัด อันเป็นบุคคลิกเฉพาะตัวของ พล.ต.ยอดอาวุธ คือ คุณสมบัติพิเศษที่ พล.อ.พนา เลือกให้ลงไปคุมพื้นที่ 

ดังนั้น อย่าแปลกใจที่ทำไม เหตุใหญ่จึงมักจะเกิดขึ้นที่นราธิวาส เพราะการย้าย พล.ต.ยอดอาวุธออกจากพื้นที่ น่าจะเป็นวัตถุประสงค์สูงสุดของกลุ่มผลประโยชน์ทั้งหมด

ส่วน พ.อ.วิทยา สาริยา ผบ.ฉก.กรมทหารพรานที่ 45 อันเป็นสายตรงของ แม่ทัพยูร ยิ่งมองไม่ยาก เพราะผลงานของพ.อ.วิทยา จะบวก หรือ ลบ ก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะกระทบต่อตัว แม่ทัพยูร

การดำรงอยู่ของ พ.อ.วิทยา ไม่ได้มีผลโดยตรงมากนักในกองทัพภาคที่ 4 แต่การยังคงดำรงอยู่ต่อไปของ แม่ทัพยูร ต่างหากเล่า ที่มีผลกระทบดั่งคลื่นลูกใหญ่ที่มีผลต่อกองทัพภาคที่ 4 โดยตรง 

คลื่นลูกใหญ่นี้ ยังกระทบเป็นวงกว้างออกไปนอกหน่วยกองทัพภาคที่ 4 กระทบไปยังกลุ่มผลประโยชน์ที่เคยมีส่วนได้ มีส่วนเสีย อยู่กับงบประมาณของกองทัพภาคที่ 4 และกอ.รมน.ภาค 4

การดำรงอยู่ของ แม่ทัพยูร แม้อีกเพียง 6 เดือน ยังมีผลหนักหน่วงและรุนแรง ต่อตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่อีกด้วย 

เพราะหากทำให้ แม่ทัพยูร มีอันเป็นไป และต้องลุกจากเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 4 ในเดือนตุลาคมนี้ นั่นหมายถึงโอกาสของแคนดิเดตแม่ทัพภาคที่ 4 คนใหม่จะเปิดกว้างทันที ทั้งแม่ทัพน้อยที่ 4 รองแม่ทัพภาคที่ 4 ทั้ง 3 คน รวมถึงนายทหารทัพภาคที่ 4 บางรายที่ย้ายออกนอกหน่วยไปแล้ว

พล.ท.นิติ ติณสูลานนท์ (ตท.26) แม่ทัพน้อยที่ 4 เกษียณอายุราชการปี 2570  

พล.ท.วรเดช เดชรักษา (ตท.27) ลูกหม้อกองทัพภาคที่ 4 ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 3 (ผอ.ศปป.3) สำนักงานปฏิบัติภารกิจรักษาความมั่นคงภายในกองทัพบก (กอ.รมน.)

พล.ต.ชาคริต อุจะรัตน์ (ตท.28) รองแม่ทัพคนที่ 1 เกษียณอายุราชการปี 2572 และเป็นเต็งหนึ่งแม่ทัพภาคที่ 4 คนต่อไป 

พล.ต.กรกฏ ภู่โชติ (ตท.26) รองแม่ทัพคนที่ 2 เกษียณอายุราชการปี 2570 

พล.ต.เฉลิมพร ขำเขียว (ตท.27) รองแม่ทัพคนที่ 3 เกษียณอายุราชการปี 2571  

หากปฏิบัติการเขย่าขาเก้าอี้ พล.ท.นรธิป สำเร็จ ทั้ง 5 คน จะมีโอกาสทันที เพราะต่างก็มีลุ้นในระนาบเดียวกัน แม้พล.ต.ชาคริต จะเป็นเต็งหนึ่ง แต่เมื่อโอกาสเปิด ทุกคนก็ย่อมช่วงชิงตำแหน่งนี้กันเต็มที่

แต่ในแคนดิเดตทั้ง 5 นาย ‘พล.ท.นิติ’ แม่ทัพน้อยที่ 4 ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นเต็งหนึ่ง สำหรับโผที่แม่ทัพยูรถูกย้าย เพราะคุณสมบัติที่เป็น ตท.26 รุ่นเดียวกับพล.อ.พนา ผบ.ทบ. และเป็นน้องรักคนหนึ่งที่อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 ท่านหนึ่งพยายามผลักดัน โดยพยายามเสนอชื่อผ่านทำเนียบรัฐบาลไปยังนายกฯหนู เพื่อขอให้พิจารณา และให้โอกาส พล.ท.นิติ หรือ เจ้าของฉายา ‘ต่อติณ’ ขึ้นเป็นแม่ทัพภาค 4 ในระยะเวลา 1 ปี โดยอ้างเหตุผลว่า เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ พล.ท.นิติ 

พล.ท.นิติ ที่แม้จะมีนามสกุลเดียวกันกับ ‘ป๋าเปรม’ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ และมีหลายคนเข้าใจว่า เป็นหลานชายของพล.อ.เปรม แต่ในความเป็นจริง พล.ท.นิติ เป็นหลานบุญธรรมที่ขอใช้นามสกุลติณสูลานนท์ เท่านั้น มิได้เป็นหลานแท้ๆ 

โผเดือนตุลาคม พล.ท.นิติ ถูกผลักดันจากหลายด้าน โดยพยายามสร้างโปรไฟล์การเป็นนักรบ การเป็นลูกหม้อของกองทัพภาคที่ 4 ที่รู้จักพื้นที่ภาคใต้ดี จากการรับราชการในพื้นที่มาตั้งแต่ร้อยตรี นอกจากนี้ก็ยังเป็นการสืบต่อ ตท.26 ในทัพภาคที่ 4 ได้อีก 1 ปี เพื่อรองรับนโยบายโดยตรงจาก ผบ.ปู ในการสร้างความสงบในภาคใต้ 

แต่กระนั้น หากเป็นคนในทัพภาคที่ 4 จริง จะรู้ดีว่า คนทัพภาคที่ 4 ส่วนใหญ่ ไม่ได้เห็นด้วยกับแนวทางนี้ เพราะข้อมูลของ พล.ท.นิติ ที่ครั้งหนึ่งกองอยู่ในแฟ้มสำนักงาน ผบ.ทบ.ยุค พล.อ.เจริญชัยเป็นข้อมูลที่สะท้อนถึงความรู้สึกของคนกองทัพภาคที่ 4 ที่มีต่อ พล.ท.นิติ

ฉะนั้นโผนี้ มีแต่คนที่ใกล้ชิด พล.ท.นิติเท่านั้น ที่พยายามผลักดัน เพื่อดึงอำนาจแม่ทัพภาคที่ 4 คืนมาจากคนนอกกองทัพ 

ส่วนคนส่วนใหญ่ในกองทัพภาคที่ 4 แม้ไม่ได้ชื่นชอบสไตล์การทำงานของ แม่ทัพยูร แต่หากต้องมีแม่ทัพคนใหม่ชื่อ ‘ต่อติณ‘ คนทัพภาค 4 กลุ่มนี้ ยังเห็นว่า ให้แม่ทัพยูรเป็นต่ออย่างน้อยก็สัก 6 เดือนจะยังดีกว่า เพราะต่างก็ขยาดกับเรื่องบางเรื่อง ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาหลายนาย กลืนไม่เข้า คายไม่ออก

ส่วน ‘บิ๊กอ้วน’ พล.ท.วรเดช แม้จะถือเป็นแคนดิเดตสำคัญอีกคน แต่บิ๊กอ้วนที่เกษียณอายุราชการปี 2571 ก็ดูจะถอดใจไปแล้ว และปีนี้ก็ยังมีโอกาสลุ้นขึ้นเป็นพลเอกอีกด้วย 

ที่เหลือ พล.ต.ชาคริต หรือเสธคิ้ว นั้น เป็นที่รู้กันดีว่า เกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ได้รับความไว้วางใจจากแม่ทัพยูรให้ทำงานแทนในเรื่องสำคัญหลายเรื่อง และยังเกษียณอายุราชการปี 2572 มีเวลาเพียงพอที่จะรอ ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบในการเดินเกม เพื่อชงขึ้นตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 4 ในปีนี้ 

โดยสไตล์ ‘เสธคิ้ว’ ซึ่งเป็นรบพิเศษตัวจริงอีกคนหนึ่ง ย่อมประเมินสถานการณ์โดยรอบได้ลึกซึ้ง และย่อมหลีกเลี่ยงที่จะลงไปรบในสนามที่ยังไม่ควรรบ 

ส่วน ‘รองเขียว’ พล.ต.เฉลิมพร (ตท.27) เกษียณอายุ 2571 แม้จะพอมีลุ้น จากความเป็นลูกหม้อของทัพ 4 ที่หวังใช้ความได้เปรียบด้านการเป็นนายทหารที่เติบโตอยู่ในพื้นที่ และขยับจากกองพลทหารราบที่ 5 กองพลหลักของกองทัพภาคที่ 4 

แต่รองเขียว ก็รู้ดีว่า ศึกรอบนี้ เปลืองตัวเกินกว่าจะลงมาเล่น 

ถ้าจะสู้…รอสู้ในศึกโยกย้ายเดือนเมษายน 70 จะดีกว่า 

สมรภูมิการโยกย้ายเดือนตุลาคม 2569 จึงเหมือนจะเป็น ศึกสายเลือดตท.26 ระหว่างแม่ทัพยูร กับ พล.ท.นิติ 

ฝ่ายแรก…พยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาเก้าอี้แชมป์ 

ฝ่ายหลัง…ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะโค่นแชมป์ลงจากเก้าอี้ 

แม้จะเป็นเพื่อนรุ่น ตท.26 ด้วยกัน แต่ยามนี้ เพื่อนก็ส่วนเพื่อน ตำแหน่งก็ส่วนตำแหน่ง 

เพราะนี่คือเดิมพันสุดท้ายของพล.ท.นิติ ที่เหลืออายุราชการแค่ปีเดียว และหากแม่ทัพยูร ยื้อต่อได้ แม้จะแค่ 6 เดือน แต่ยามนั้น พล.ท.นิติ ก็หมดสิทธิ์ลุ้นตำแหน่งแม่ทัพภาค4 ไปแล้ว

สัปดาห์นี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการกลาโหม เพื่อพิจารณาบัญชีรายชื่อการโยกย้ายนายทหารระดับนายพลของทุกเหล่าทัพ ก่อนจะถึงวันประชุม เกมเขย่าเก้าอี้แม่ทัพยูรก็ถูกโหมโรงกันเต็มที่ 

แม้จะลุ้นยาก…แต่ก็อยากลุ้น

แม้จะล้มยาก…แต่ก็อยากล้ม 

แต่กระนั้น การล้มแม่ทัพยูร จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จ ก็ล้วนแต่ขึ้นอยู่กับ พล.อ.พนา เพราะบัญชีโยกย้ายนายทหารระดับนายพล ฟากการเมือง กระทั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ยังแทรกยาก 

ชะตากรรมบนเก้าอี้แม่ทัพของ พล.ท.นรธิป จึงขึ้นอยู่กับการวัดใจ ผบ.ปู เพราะการย้ายแม่ทัพยูร ก็เหมือนพลาด ที่ส่งเพื่อนไปเป็นแม่ทัพ แต่ภารกิจล้มเหลว

ย้าย แม่ทัพยูร ก็เหมือนแพ้ แพ้เกมกดดันจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ กลุ่มผลประโยชน์ที่ต้องการเปลี่ยนทั้งแม่ทัพ และผบ.ฉก.นราธิวาส 

ภาพการลงพื้นที่ไปเป็นชุดใหญ่ทั้ง ผบ.ทบ. เสธ ทบ. และรอง ผบ.ตร.ที่ลงไปปูพรมเปิดยุทธการปิดล้อม และกดดันกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ไม่นับอดีตผบ.ฉก.นราธิวาส พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ที่วันนี้ลงพื้นที่ไปปฏิบัติหน้าที่ต่างพระเนตรพระกรรณในตำแหน่งองคมนตรี เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 45 

ทั้งหมดน่าจะสะท้อนชัดว่า ขาเก้าอี้ แม่ทัพยูร ยังน่าจะแข็งแรงต่อไปได้อย่างน้อยก็ 6 เดือน อันน่าจะเป็นการดับฝัน พล.ท.นิติ ที่เหลืออายุราชการเพียงปีเดียว 

นอกจากนี้ยังต้องลุ้นต่อว่า เมื่อแม่ทัพยูรอยู่ต่อ จะมีการขยับตำแหน่งอื่น หรือสไลด์ใครออกนอกกองทัพภาคที่ 4 เพิ่มอีกหรือไม่ เพื่อเปิดทางให้แคนดิเดตแม่ทัพภาคที่ 4 คนต่อไปในเดือนเมษายน 70 สามารถทำงานได้แบบไร้ขวากหนาม 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์