“รัฐบาล-กรุงเทพมหานคร” สอบตกแก้น้ำท่วม!?

29 ก.ย. 2569 - 13:32

  • รัฐบาลและกรุงเทพมหานครถูกวิจารณ์อย่างหนักถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ในกรุงเทพฯ หลังฝนตกหนักปริมาณสูงถึง 300 มิลลิเมตร

  • ประชาชนมองรัฐบาล และ กทม.สอบตกในการบริหารจัดการวิกฤตน้ำท่วมส่งผลให้พื้นที่กว้างขวางในเมืองหลวงจมอยู่ใต้น้ำนับตั้งแต่กลางดึกคืนวันศุกร์ที่ 25 กันยายน

“รัฐบาล-กรุงเทพมหานคร” สอบตกแก้น้ำท่วม!?

รัฐบาล-กทม.สอบตกแก้น้ำท่วม

ในอดีตมีผู้ว่า กทม.คนหนึ่ง บอกให้ประชาชนรับสภาพเรื่องปัญหาน้ำท่วม เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองน้ำ พร้อมกับทิ้งวลีเด็ดให้คนที่เลือกมาบริหารเมืองหลวงได้เจ็บใจเล่นว่า “ไม่อยากเจอน้ำท่วมให้ขึ้นไปอยู่ดอย”

ไม่มีใครปฏิเสธเรื่อง กทม.เป็นเมืองน้ำ เพราะตั้งอยู่ปลายสุดเกือบปากน้ำก่อนออกสู่ทะเล ที่ จ.สมุทรปราการ ซึ่งอยู่กับสามน้ำมาตลอด คือ น้ำเหนือ น้ำหนุน และน้ำฝน หากสามน้ำนี้มาบรรจบกันเมื่อไหร่ ย่อมหนีน้ำท่วมไม่พ้นแน่ๆ

ท่วมน้อยใช้เวลาไม่นานเรียก "น้ำรอการระบาย" แต่ถ้าหลายวันถึงเรียกน้ำท่วม

เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ กทม.หนนี้ ไม่ใช่น้ำเหนือหรือน้ำหนุน แต่เป็นน้ำฝนล้วนๆ ที่ตกแช่ ตกนาน ปริมาณมากถึง 300 มิลลิเมตร เกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงทำให้ข้อมูลเดิมที่ประเมินไว้ "เอาอยู่" ต้องมาสารภาพภายหลังว่า "เอาไม่อยู่"

แถมเมื่อเกิดปัญหาขึ้นแล้ว ยังรู้สึกช้า จับต้นชนปลายไม่ถูก กว่าจะตั้งหลักได้ เวลาก็ล่วงเลยข้ามวันข้ามคืน เพิ่งมาเปิดศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย หลังเที่ยงวันจันทร์ที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ทั้งๆ ที่เกิดวิกฤติขึ้นตั้งแต่กลางดึกคืนวันศุกร์ที่ 25 กันยายน

โดยโฆษกป้ายแดง เอกภพ เพียรพิเศษ ประเดิมงานแรกได้แบบขาดๆ เกินๆ เพราะถูกวางตัวมาทำหน้าที่ตอบโต้ประเด็นทางการเมือง มากกว่ามาสื่อสารในภาวะวิกฤติ จึงตอบคำถามเรื่องมีบทเรียนจากหาดใหญ่แล้ว ทำไมปล่อยให้เกิดเหตุใน กทม.อีกว่า

“เรื่องดังกล่าวถือเป็นภัยธรรมชาติ เกิดจากฝนที่ตกในพื้นที่ไม่เกี่ยวกับระบบระบายน้ำเหมือนปี 54 และมีพายุฝนลงมาสมทบ ซึ่งฝนที่ตกในกทม.มีปริมาณมาก ทั้งๆ ที่มีการพร่องน้ำในระบบระบายน้ำไปก่อนหน้านี้แล้ว นี่จึงถือเป็นบทเรียนว่าต้องมีการดำเนินการพัฒนาระบบส่งน้ำให้มากขึ้น และระบบการระบายน้ำในโครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย น่าจะเข้าสู่ที่ประชุมครม. 29 ก.ย.นี้ ซึ่งโครงการนี้จะทำให้น้ำไม่มากองอยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี”

และอีกคำตอบกับคำถามหาผู้รับผิดชอบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“ในทุกเหตุการณ์เรามักจะหาว่าใครผิด การกล่าวหาและโบ้ยไปที่คนผิดอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย และปัดความรับผิดชอบเกินไป แต่ความจริงคือเรื่องของทุกคนทุกหน่วยงาน..เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปหาว่าใครผิด ใครช้าหรือไม่ช้า แต่เราต้องถอดบทเรียนว่า ที่ผ่านมาเราได้เตรียมการดีพอแล้วหรือยัง ทำอย่างไรให้เหตุการณ์กลับมาสู่ความปกติให้เร็วที่สุด”

ไม่ว่าคำตอบข้างต้นของ “หมอเอก” จะถูกใจใคร ไม่ถูกใจใคร สอบผ่านหรือไม่ผ่านก็ตาม แต่มีอยู่คำหนึ่งตรงกับที่นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล พูดไว้ตั้งแต่วันแรกหลังกลับจากต่างประเทศ คือ ถอดบทเรียนจากน้ำท่วมหาดใหญ่

โดยนายกฯ อนุทิน พุ่งเป้าไปที่การทำแผนฟื้นฟูถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา การจัดเก็บขยะ การดูแลด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนกลับไปใช้ชีวิตปกติโดยเร็วที่สุด รวมทั้ง ข้อสั่งการให้รัฐมนตรีทุกคนงดเดินทางไปต่างประเทศในช่วงนี้ เพื่ออยู่บริหารจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ

แต่ที่ว่ามานั้น เป็นเรื่องหลังเกิดเหตุน้ำท่วมแล้ว

เรื่องนี้หากจะถอดบทเรียนกันจริงๆ ต้องย้อนไปตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุน้ำท่วม อย่างที่หาดใหญ่ มีปัญหาการแจ้งเตือน การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปีเปลี่ยนผู้ว่าฯ ไปไม่รู้กี่คน ส่วนคนที่มาใหม่ก็อยู่ได้ไม่ถึงเดือน

นี่คือปัญหาใหญ่อย่างหนึ่งในภาคราชการ ที่มักเลือกคนจากระบบอุปถัมภ์หรือเหตุผลทางการเมืองมากกว่าความรู้ความสามารถ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นจึงไม่สามารถรับมือกับปัญหาได้

บางคนถนัดเดินตามหลังนักการเมือง แต่ขาดความสามารถในงานที่รับผิดชอบ

ส่วนน้ำท่วมใหญ่ กทม.ครั้งนี้ ไม่เฉพาะรัฐบาลกลางเท่านั้น รัฐบาลท้องถิ่นหรือ กทม.และหน่วยงานบริหารจัดการน้ำอย่าง สทนช.ต่างมีปัญหาด้วยกันทั้งหมด เพราะไม่มีการวางแผนรับมือบริหารจัดการน้ำ จนเกิดเป็นมหาอุทกภัยขึ้นในเมืองหลวงอย่างที่เห็น

หากรัฐบาลไม่ประเมินสถานการณ์ผิด สทนช.บริหารจัดการข้อมูลน้ำได้เป็นจริง และผู้ว่า กทม.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งอยู่มาสมัยที่สองแล้ว มองสถานการณ์ได้ทะลุ เตรียมการรับมือให้มากกว่านี้ คนเมืองหลวงคงไม่ต้องเจอกับฝันร้าย

สุดท้ายหลังประเมินจากสุ้มเสียงรอบด้าน งานนี้ทั้งรัฐบาลและ กทม.ต่างสอบตกแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะผู้ว่าฯ ชัชชาติ ที่แต่งตัวรอเข้าสู่การเมืองสนามใหญ่เที่ยวหน้า ต้นทุนที่ทำไว้มจมหายไปกับสายน้ำ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์