หลังปล่อยให้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ในฐานะผอ.ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออก(ศบก.) ยืนโต้ลมรับพายุหมัดเสียงวิพาหษ์วิจารณ์จากสังคมรอบทิศลำพังอยู่นาน
ในที่สุด อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งเพิ่งจะฟื้นจากอาการเมาหมัดที่ลักไก่ขึ้นราคาน้ำมันลิตรละ 6 บาทรวด ก็ได้เวลากางปีกป้องแบบร่ายยาว ไม่ได้ตั้งใจให้ "โกเกี๊ยะ" มาเป็น ผอ.ศบก.ตั้งแต่ต้น เพราะวางตัวให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกฯ อีกคนไว้
แต่ด้วยความเป็นรองนายกฯ อันดับหนึ่ง ซึ่งมีรมว.คมนาคม เป็นกรรมการใน ศบก.ด้วย จึงต้องให้พิพัฒน์ มาเป็น ผอ.ศบก.ด้วยเหตุนี้
ทั้งยอมรับด้วยว่า "พิพัฒน์" มาเขียนใบลาออกเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่ไม่อนุมัติให้ลาออก เพราะทำงานรู้กลไก ซึ่งต้องใช้ประสบการณ์คนเหล่านี้มาทำประโยชน์ให้กับประชาชน พร้อมการันตีจะไม่ยอมให้มีการเอื้อประโยชน์ตัวเองเกิดขึ้น
"สมมุตินายพิพัฒน์เพียงแค่คิดว่า ถ้ามีนโยบายแบบนี้แล้วจะเกิดประโยชน์กับครอบครัวของท่าน ผมก็จับได้ ผมก็รู้ และต้องทราบ รับรองผมให้ความมั่นใจเลยว่าผมไม่มีทางยอมให้เกิดขึ้น"
นั่นเท่ากับว่า นายกฯ อนุทิน ไม่ยอมรับฟังเสียงทักท้วงจากฝ่ายการเมืองด้วยกัน รวมทั้ง นักวิชาการและภาคประชาชน ที่ให้ทบทวนผู้ดำรงตำแหน่ง ผอ.ศบก.เพราะกังวลเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน
เอาเถอะ สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง ความบริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์ เป็นเรื่องเฉพาะตัว ก็ต้องรอดูกันไป
แต่ที่ดูเหมือนนายกฯ อนุทิน จะส่งสัญญาณสวนทางกับสถานการณ์น้ำมันในเวลานี้ คือ ไปบอกว่า "สถานการณ์คลี่คลายมาโดยลําดับ ไม่ใช่เพิ่งเข้ามาสู่ภาวะเป็นปกติวันนี้หรือเมื่อวานก็ดีขึ้นมาเรื่อยๆ และมีการรายงานเข้ามาตลอด"
โดยนายกฯ อ้างถึงมีการใช้เครือข่ายเน็ตเวิร์กของบริษัทผู้ค้าน้ำมันในประเทศ ทั้งปตท.เชลล์และคาลเท็กซ์ ซึ่งมีเครือข่ายการนําเข้าน้ำมันดิบเข้ามา ซึ่งทุกฝ่ายให้คำยืนยันว่าไม่มีความผิดปกติใด ๆ ในการนําเข้าน้ำมันดิบมากลั่น
นอกจากนี้ ทางปตท.ได้นําร่องสั่งน้ำมันดีเซลสําเร็จรูปจากต่างประเทศเข้ามา และนำส่วนนี้ส่งไปยัง สปป.ลาว ยิ่งทําให้สามารถให้ความมั่นใจกับประชาชนได้เพิ่มขึ้น ปริมาณน้ำมันที่จะฟีดเข้าไปในระบบก็จะมีมากขึ้น หากใช้ไม่หมดก็จะเป็นน้ำมันสํารอง และการสํารองก็มีตามกฎหมายอยู่แล้ว
นายกฯ อนุทิน ยังย้ำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจด้วยว่า น้ำมันของเรา มีเพียงพอต่อการให้บริการและถ้าประชาชนให้ความร่วมมือช่วยกันประหยัด ช่วยกันหาพลังงานทางเลือก ช่วยกันลดการใช้น้ำมันเหล่านี้ ก็จะยิ่งทำให้ความมั่นคงในทางพลังงานมีระดับสูงขึ้น
เอาเป็นว่า แม้จะไม่สามารถการันตีในเรื่องของราคาน้ำมันจะถูกลงเมื่อไหร่ เพราะทุกอย่างยังต้องยึดตามกลไกตลาด แต่นายกฯ ตอบคำถามนักข่าวว่า ประเทศไทยยังไม่ถึงขั้นต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงานเหมือนบางประเทศ
ถ้าข้อมูลล่าสุดเป็นอย่างที่นายกฯ ว่าไว้ หลายคนโดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในแวดวงน้ำมันที่มีความกังวลกับสถานการณ์ความไม่แน่นอน ณ เวลานี้ คงยกมือท่วมหัว เปล่งวาจาสาธุการ โล่งอกไปตาม ๆ กัน
เพราะเรื่องนี้หากย้อนไปดูข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ที่เพิ่งแถลงไปหมาด ๆ เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา เวทีเดียวกับที่นายกฯ อนุทิน ยกมือไหว้ขอโทษประชาชนทั้งประเทศนั่นแหล่ะ
โดยข้อมูลของกรมธุรกิจพลังงาน ระบุว่า ปริมาณน้ำมันดิบที่ประเทศไทยใช้อยู่วันละ 1 ล้านบาร์เรล มีเพียงพอสำหรับเดือนมีนาคมตลอดทั้งเดือน แต่สำหรับเดือนเมษายน เรือที่ยืนยันแล้วคาดว่าจะเข้าน่านน้ำไทย มีจำนวน 24.06 ล้านบาร์เรล ส่วนเดือนพฤษภาคม มีเพียง 8.96 ล้านบาร์เรลเท่านั้น
นี่คือสถานการณ์ "น้ำมันสำรอง" ที่ว่ามีพอใช้เกิน 100 วันนั้น จำนวนมากกว่าครึ่งเป็นน้ำมันในอนาคตที่อยู่ระหว่างทาง ส่วนที่เป็นน้ำมันจริงๆ ในแท้งสำรอง 45 วัน ถึงวันนี้เวลาผ่านไปแล้วหนึ่งเดือนเต็ม ๆ เท่ากับเหลือสำรองอยู่ไม่ถึง 15 วัน
ดังนั้น หากเกิดอุบัติเหตุขึ้น ทุกอย่างไม่มาตามนัด นำเข้าน้ำมันไม่ทันตามกำหนดจะทำอย่างไร เพราะเวลานี้นายกฯ อนุทิน ยังส่งสัญญาณไปกันคนละทางกับกรมธุรกิจพลังงาน
รอดูของจริงในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะมีใครออกมายกมือไหว้ขอโทษประชาชนอีกหรือเปล่า




