ในท่ามกลางวิกฤติปัญหาพลังงาน ที่สังคมกำลังควานหาคำตอบเรื่องน้ำมันหายไปไหน?
ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลและทุกหน่วยงาน ต่างยืนยันนอนยันตรงกัน น้ำมันไม่ได้ขาดแคลน มีอยู่ในสต็อกสามารถใช้ได้นานถึง 100 วัน แต่ในปั๊มกลับไม่มีให้เติมหรือมีไม่เพียงพอ ต้องเติมแบบปันส่วนกันอย่างที่ปรากฎเป็นข่าวมานานข้ามสัปดาห์
จนเกิดข้อสันนิษฐานกันไปต่างๆ นานา โดยพาดพิงไปถึง "ขาใหญ่" น้ำมัน ถามไถ่กันให้แซ่ดใครคือ "ไอ้โม่ง" ที่อยู่เบื้องหลังได้ผลประโยชน์จากน้ำมันที่ล่องหน
โรงกลั่นเดินเครื่องเต็มกำลัง รถน้ำมันก็ขนกันแบบเต็มออก ๆ แถมปลดล็อกให้วิ่งขนส่งกันตลอด 24 ชั่วโมง แต่น้ำมันกลับไปไม่ถึงปั๊ม คำถามคือ น้ำมันล่องหนไปไหน
"โกเกี๊ยะ" พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม แกนนำภาคใต้ พรรคภูมิใจไทย(ภท.) ซึ่งเติบโตมาจากธุรกิจน้ำมัน ก่อนจะผันตัวเองเข้าสู่การเมือง และวันนี้ได้รับมอบหมายให้เป็นผอ.ศูนย์ ศบก.ที่มีชื่อเต็ม ๆ ว่า ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ก่อนหน้านี้ รองฯ พิพัฒน์ มักจะพูดถึงธุรกิจน้ำมันแบบกระมิดกระเมี้ยนว่า เคยทำและไม่ได้ยุ่งเกี่ยวมานานร่วมยี่สิบปีแล้ว ก็ไม่แปลกที่จะตอบแบบนั้น เพราะขืนบอกยังทำอยู่ จะเข้าข่ายความผิด "การขัดกันแห่งผลประโยชน์" ในหมวด 9 ของรัฐธรรมนูญ ที่ห้ามทั้ง สส./สว.และรัฐมนตรี เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม
ส่วนที่ "โกเกี๊ยะ" ตอบคำถามสื่อไปแบบนั้น ใครจะเชื่อ ไม่เชื่อ ก็คงไปห้ามไม่ได้
แต่ล่าสุดวานนี้(18 มี.ค.) รองฯ พิพัฒน์ ซึ่งปกติเป็นคนตรงไปตรงมาอยู่แล้ว และนักข่าวก็ชอบเพราะไม่ต้องนำคำพูดไปตีความให้เสียเวลา ได้เปิดใจตอบทุกคำถามเรื่องน้ำมัน ชนิดไม่มีอะไรต้องกั๊ก ในฐานะคนที่อยู่ในวงการคนหนึ่ง
"เป็นที่รู้กันว่าผมนั้นมีสถานีบริการน้ำมัน และผมค้าขายน้ำมัน ผมก็ไม่ได้ซื้อน้ำมันดิบมากลั่นเอง เพราะผมไม่มีโรงกลั่น ผมซื้อวันนี้ผมขายวันนี้ อัตราเสี่ยงผมน้อย ไม่เหมือนโรงกลั่นน้ำมันที่ซื้อวันนี้ อีก 3 เดือนถึงจะได้รับน้ำมันดิบ กลั่นแล้วราคาเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ ฉะนั้น ตัวผมเองในฐานะที่เป็นผู้ค้ากับโรงกลั่น อยู่คนละสถานะ ความเสี่ยงของโรงกลั่นมีมากกว่า เพราะของผมซื้อมาขายไปวันต่อวัน ผมไม่สามารถตอบแทนโรงกลั่นได้ทั้งหมด ฝากผู้ประกอบการและผู้ใช้น้ำมัน ขอให้เข้าใจ ไม่มีใครอยากจะมากลั่นแกล้งใคร"
ประโยคใหญ่ข้างต้น "โกเกี๊ยะ" เหมือนต้องการออกตัวแทนโรงกลั่นที่ต้องแบกรับภาระความเสี่ยงไว้ แต่อีกด้านก็เป็นการสารภาพหมดเปลือกเรื่องการทำธุรกิจน้ำมันของตัวเองไปด้วย
นอกจากนั้น ยังมีประเด็นเรื่อง "น้ำมันล่องหน" ที่ผู้ประกอบการออกมาโวยถูกตัดโควตาน้ำมันลง ร้อยละ 50 รองฯ พิพัฒน์ ก็ตอบแบบร่ายยาวโดยเอาตัวเองเป็นฐานเช่นกันว่า ตนเองก็ไม่สบายใจ และคิดไม่ออก เพราะตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ไปรับน้ำมัน ตนไม่ได้มีปั๊มน้ำมันยี่ห้อเดียว มีทั้งพีทีและยี่ห้ออื่น
รองฯ พิพัฒน์ ยังยกตัวอย่างการทำธุรกิจน้ำมันของตัวเองด้วยว่า ตนจะมีปั๊มน้ำมันแต่ละยี่ห้อ ซึ่งในแต่ละยี่ห้อนี้ในอดีตขอยกตัวอย่าง ปั๊ม ก. ได้รับน้ำมันและขายได้อาจจะวันละ 1-1.5 หมื่นลิตรต่อวัน แต่วันนี้บางยี่ห้อขายให้ปั๊มตนแค่ 4-5 พันลิตรต่อวัน ซึ่งหายไป 1 หมื่นลิตร ต้องถามว่า น้ำมันส่วนนี้หายไปไหน
ในเมื่อบอกว่า โรงกลั่นมีน้ำมันให้ น้ำมันไม่ได้ขาด แล้วน้ำมันส่วนนี้มันล่องหนได้หรือ ฉะนั้น ต้องมีคนโกหกอย่างน้อย 1 คน ในวันที่ 19 มี.ค.เป็นสิ่งที่นายกฯ เชิญผู้ประกอบการในทุกภาคส่วนมาหารือกัน เพราะต้องการรู้ว่า ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ ตนเองก็อยากทราบ เพราะก็โดนนักข่าวถามทุกวันจนเริ่มที่จะตอบไม่ถูกแล้วเหมือนกันว่า จริง ๆ แล้วข้อเท็จจริงมันเป็นอย่างไร ตนรู้อะไรมาก็บอกไปหมด
ความจริงยังมีอีกหลายประเด็นที่รองฯ พิพัฒน์ ถอดใจพูดเหมือนที่บอกนักข่าวไว้ "รู้อะไรมาก็บอกไปหมด" บอกแม้กระทั้งข้อสงสัยเรื่องน้ำมันหายว่า "มีใครนำน้ำมันส่งออกทางเรือไปขายประเทศอื่นหรือไม่"
หลายข้อสงสัยเรื่องวิกฤติพลังงาน อาจได้คำตอบจากวงประชุม ศบก.ที่นายกฯ เรียกทุกฝ่ายมาชี้แจงแบบจับแก้ผ้าดูทีละคน แต่คำพูดเปิดใจ ตรงไปตรงมา เรื่องธุรกิจน้ำมันข้างต้นของรองฯ พิพัฒน์ จะเป็นคำสารภาพที่หมิ่นเหม่ต่อการกระทำขัดรัฐธรรมนูญ หมวด 9 ว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่?




