โค้งสุดท้าย #เลือกตั้ง69 พรรคใหญ่เร่งเปิดสงครามทางอากาศคู่ขนานภาคพื้นดิน หวังชิงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

26 ม.ค. 2569 - 09:54

  • โค้งสุดท้ายเหลือ 3 พรรคหลัก ภูมิใจไทย ประชาชน เพื่อไทย ลุ้นเป็นแกนนำรัฐบาล

  • กลยุทธ์ต่างสี น้ำเงินเน้นเขต ส้มทุ่ม Air War แดงทวงคืนพื้นที่เดิม

  • วิเคราะห์ผลเลือกตั้ง 2569 ไม่มีสีไหนแลนด์สไลด์ครองทั้งแผ่นดิน เตรียมจัดรัฐบาลลูกผสม

โค้งสุดท้าย #เลือกตั้ง69 พรรคใหญ่เร่งเปิดสงครามทางอากาศคู่ขนานภาคพื้นดิน หวังชิงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

บรรยากาศการหาเสียงในช่วงที่กำลังจะเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 เริ่มเข้มข้นขึ้นทุกขณะ ยิ่งใกล้วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะเป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งในเขต นอกเขต และนอกราชอาณาจักร 

ยิ่งใกล้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งจะเป็นวันเลือกจริง การหาเสียงของแต่ละพรรคก็ยิ่งทวีความดุเดือด ถึงลูก ถึงคน มากขึ้น 

ที่ผ่านมานับจากวันเริ่มหาเสียงวันแรก ทุกพรรคใช้การขึ้นเวทีดีเบตทุกเวทีที่สารพัดสำนักข่าว ทั้งเล็ก ทั้งใหญ่ ทั้งแบบออนแอร์ ทั้งแบบออนไลน์ รวมถึงส่งตัวแทนออกรายการให้สัมภาษณ์ในทุกรายการ ทุกสำนักข่าวที่เชิญมา เพื่อทุ่มเทแสดงวิสัยทัศน์ และนโยบายของแต่ละพรรค หวังกระชากใจกลุ่มเป้าหมาย

#การเลือกตั้ง2569 จำนวนพรรคการเมืองอาจจะมากเหมือนการเลือกตั้งในทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ต่างกันที่พรรคใหม่หลายพรรค ไม่มีพรรคไหนประกาศว่า ตัวเองเป็นพรรคขนาดเล็ก เพราะล้วนแต่เป็นพรรคที่ส่งผู้สมัครจำนวนมากทั่วประเทศ และต่างขายนโยบาย เพื่อการเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นรัฐบาลทั้งสิ้น 

แต่เมื่อเดินมาถึงครึ่งทางของการหาเสียง เมื่อกำลังจะเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ที่แต่ละพรรคจะต้องเร่งเครื่อง เร่งสปีดการหาเสียง เร่งลงพื้นที่ เร่งสร้างคะแนนนิยมผ่านทุกช่องทางเท่าที่จะทำได้ 

โค้งสุดท้ายเหลือแค่ 5 พรรคที่มีนัยยะ 3 พรรคที่มีโอกาสขึ้นเป็นหนึ่ง

ภาพของพรรคการเมืองก็เริ่มเด่นชัดมากขึ้นว่าจะเหลือเพียง 5 พรรคเท่านั้น ที่น่าจะมีที่นั่งในสภาผู้แทนราษฏรแบบมีนัยยะสำคัญ และเหลือเพียง 3 พรรคเท่านั้น ที่มีโอกาสเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หรือร่วมเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

5 พรรค ที่คาดว่า จะมีที่นั่งในสภาแบบนัยยะสำคัญ น่าจะเหลือเพียง พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์ เท่านั้น ส่วนพรรคอื่นจะมีที่นั่งเพียงเพื่อเข้าร่วมประกอบร่างที่จะเป็น ฝ่ายรัฐบาล หรือ ฝ่ายค้าน 

ใน 5 พรรค จะเหลือเพียง 3 พรรคที่คาดว่าจะช่วงชิงไปสู่ฝัน เพื่อเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย 

ส่วนกล้าธรรม และประชาธิปัตย์ ยังเป็นได้แค่พรรคขนาดกลาง เกิน 30 – 40 ที่นั่ง เพื่อเติมเต็มให้กับพรรคใหญ่ในการจัดตั้งรัฐบาลแบบมีเสถียรภาพ 

ใน 3 พรรค 3 สี บรรดาเกจิและกูรู ทั้งที่รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง พยายามรู้บ้าง ต่างก็คาดการณ์กันว่าพลพรรคสีน้ำเงินที่นำโดย นายกฯหนู อนุทิน ชาญวีรกูล น่าจะเป็นพรรคอันดับ 1 ที่คาดว่า จะมีที่นั่งไม่ต่ำกว่า 150 ที่นั่ง

ส่วนพรรคประชาชน เกจิการเมืองส่วนใหญเชื่อว่า จะมาเป็นพรรคอันดับ 2 ที่ประมาณ 120-130 ที่นั่ง 

พรรคเพื่อไทย ถูกคาดการณ์ว่า รอบนี้จะตกลงไปเป็นพรรคลำดับ 3 ด้วยจำนวนที่นั่งในสภา ไม่เกิน 120 ที่นั่ง 

เกจิบางรายถึงขั้น ประเมินว่า เลือกตั้งรอบนี้ จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของพรรค ที่จะเป็นพรรคต่ำร้อย 

การประเมินที่ชัยชนะของแต่ละพรรค จะได้ที่นั่งไม่ขาดกันมากนัก ทำให้ทั้ง 3 พรรค ต่างก็เร่งเปิดแคมเปญช่วงโค้งสุดท้ายกันอย่างหนัก ทั้งการเร่งลงพื้นที่แบบ  Ground War และการเปิดสงครามอากาศ หรือ Air War  ผ่านทุกช่องทางทั้ง Main Stream ผ่านหน้าจอโทรทัศน์ และโซเชี่ยลมีเดียทั้งระบบ 

น้ำเงินเร่งเครื่องหวังชนะแบบเขต หลังคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ยังรางเลือน

แนวทางการหาเสียง พลพรรคสีน้ำเงิน ยังคงมั่นใจกับนโยบายคนละครึ่งพลัส ที่ประสบความสำเร็จในช่วงรัฐบาล MOA หรืออีกนัยยะหนึ่ง คือ รัฐบาลระยะสั้น และยังมั่นใจในจุดขายของทีมเศรษฐกิจ ทั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และศุภจี สุธรรมพันธ์ รวมถึงนายกฯหนู และเลขาฯไชยชนก ชิดชอบรวมทั้งพลพรรคก็ยังค่อนข้างมั่นใจในแนวทางพรรคอนุรักษ์นิยมแบบรักชาติ และรักษาอธิปไตย โดยมีจุดขายทั้งตัวนายกฯหนู เลขาฯไชยชนก และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่มีผลงานการเจรจากับเวทีการทูตทั่วโลกในประเด็นความขัดแย้งไทย - กัมพูชา

นายกฯหนู มั่นใจว่า แนวทางนี้จะยังคงเป็นภาพลักษณ์ที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยได้เปรียบคู่ต่อสู้ ทั้งพรรคประชาชน ที่ตกเป็นจำเลยในข้อหาด้อยค่ากองทัพ และพรรคเพื่อไทยที่เป็นจำเลยในข้อหา หลานอังเคิล 

ภาพที่ปรากฏบนหน้าสื่อ ทั้งการเป็นทหารของ ไชยชนก ชิดชอบ ที่ยืนยันว่า สมัครใจเป็นทหาร และเคยผ่านการรับราชการบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชามาแล้ว 

รวมทั้งภาพของเป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล ลูกชายของนายกฯหนู หลานปู่จิ้น ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ที่จับใบแดง และเข้ารับราชการเป็นทหารเกณฑ์ ก็ปรากฏขึ้นตามสื่อแทบทุกสื่อเช่นกัน จะถูก Seeding ด้วยเครื่องมือทางการตลาดแบบออนไลน์ หรือ เป็นการปรากฏขึ้นแบบ Oganic ก็ยากจะคาดเดา 

กระทั่งการปราศัย การให้สัมภาษณ์ของนายกฯหนูหลายครั้ง ที่เน้นเรื่องเขาไม่ใช่หลานใคร ไม่มีใครเป็นอังเคิล และพร้อมโต้ตอบกัมพูชาในทุกๆด้าน รวมถึงจะยังไม่มีการเจรจาเพื่อเปิดด่านค้าขายกับกัมพูชา ทั้งหลายทั้งปวง ก็เป็นการใช้สื่อแบบ Air War ที่พรรคภูมิใจไทยตอกย้ำประเด็นความเป็นพรรครักชาติ พรรคอนุรักษ์นิยมให้เห็นเด่นชัด

พลพรรคสีน้ำเงินตระหนักดีว่า แม้จะยึดยุทธศาสตร์การรบภาคพื้นดินในทุกรูปแบบ เพื่อยึดครองพื้นที่ สส.เขตให้มากที่สุด แต่ประเมินแล้วเต็มที่ก็ไม่เกิน 150 เขต เผลอๆหากพลาดพลั้ง ดับกระแสพรรคเพื่อไทยในภาคอีสานไม่ลง หรือดับกระแสพรรคประชาชนในกรุงเทพ ปริมณฑล และภาคตะวันออกไม่ได้ พรรคภูมิใจไทย ก็อาจเหลือที่ สส.เขตไม่ถึงตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้  

โดยเฉพาะเมื่อยิ่งนับวัน กระแสฮีโร่ของความขัดแย้งไทย-กัมพูชา กลับมิได้บวกกลับมายังภาคการเมือง และพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยเลย เพราะในความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ทั่วประเทศ รู้สึกใกล้เคียงกันว่า กองทัพทุกเหล่าทัพต่างหาก ที่เป็นผู้รักษาอธิปไตย และเป็นผู้เสียสละตัวจริงของแผ่นดิน นักการเมืองแทบไม่อยู่ในสมการของความรู้สึกนั้น 

พรรคภูมิใจไทยกับช่วงเวลาที่เหลืออยู่ จึงยิ่งต้องรุกหนักทั้ง Air War และ Ground War โดยหวังว่า จะใช้ Ground War ยึดภาคพื้นดินได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ และใช้ Air War รุกคะแนนแบบบัญชีรายชื่อให้ได้มากที่สุด จากเดิมที่เคยได้เพียง 1,138,202 คะแนน และได้สส.บัญชีรายชื่อเพียง 3 คน เพราะหากไม่สามารถเพิ่มคะแนนบัญชีรายชื่อขึ้นมาอย่างมีนัยยะสำคัญ พรรคภูมิใจไทยก็ไม่อาจการันตีได้ว่า จะได้รับเลือกตั้งมาเป็นพรรคอันดับ 1 ที่ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล  

สส.เขต นาทีนี้ พรรคภูมิใจไทยอาจมั่นใจแล้วว่า การกวาดต้อนบ้านใหญ่ ตระกูลใหญ่มาจากหลากหลายพรรค ทำให้น่าจะมี 130 เขต อยู่ในมือแบบไม่ยากนัก แต่จะดันขึ้นไปให้ถึง 150 เขต และหวังบัญชีรายชื่อมาหนุนบ้าง นี่ต่างหากคือ การบ้านข้อใหญ่ที่ภูมิใจไทยจะต้องเร่งไปให้ถึงในช่วงวันและเวลาที่เหลือ 

จับตากลยุทธ์สุดท้าย ‘สีส้ม’ ดัน Air War สู้เกมบ้านใหญ่ 

ขณะที่พลพรรคสีน้ำเงินยังสาละวนกับเกมการเมืองแบบรักชาติ พรรคประชาชน เริ่มเดินหน้าขับเคลื่อนเครื่องจักรสีส้ม เข้าสู่เกมที่ตัวเองถนัด ด้วยการเปิด Air War เต็มรูปแบบ ภายใต้กลยุทธเทหมดหน้าตัก ได้เป็นได้ เสียเป็นเสีย ด้วยการรณรงค์ให้หัวคะแนนธรรมชาติ และแฟนคลับสีส้ม เลือกส้มทั้ง 2 ใบ ทั้งคนและทั้งพรรคในทุกเขต

พรรคประชาชนรู้ดี และอ่านเกมออกว่า การกวาดต้อนบ้านใหญ่ ตระกูลใหญ่ เข้าไปรวมกันที่พรรคภูมิใจไทย และการจับมือกันของตระกูลใหญ่ที่พรรคเพื่อไทย เป็นกลยุทธ์ที่ทั้ง 2 พรรค หยิบมาใช้เพื่อลดความร้อนแรงของพรรคสีส้ม

พื้นที่ปริมณฑลรอบกรุงเทพมหานคร ที่ประกอบด้วยจังหวัดสำคัญอย่าง นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาครสมุทรสงคราม ชลบุรี รวมไปถึง ระยอง ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ตราดที่มีที่นั่งสส.เขตรวมกันถึง 51 ที่นั่งเมื่อปี 2566 และ 52 ที่นั่งในการเลือกตั้งรอบนี้

การเลือกตั้งปี 2566 พรรคส้มในนามพรรคก้าวไกลได้ไปถึง 43 ที่นั่งจาก 51 ที่นั่ง การเลือกตั้งปี 2569 ซึ่งมีที่นั่งเพิ่มขึ้น 1 ที่นั่งที่สมุทรสาคร รวมเป็น 52 ที่นั่ง กลยุทธ์การกวาดต้อนบ้านใหญ่มารวมกัน เพื่อลดการแข่งขัน และการแชร์คะแนนกันเอง อาจทำให้พรรคส้มเหลือที่นั่งลดลง โดยคาดว่า จะเหลือเพียง 37 ที่นั่ง

ส่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่พรรคประชาชน ชนะ 32 ที่นั่งในปี 2566 ก็เชื่อกันว่า กระแสความแรงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่นำโดย อภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ และการคัดตัวผู้สมัครของที่นำทีมโดย ‘จั้ม’ สกลธี ภัททิยกุล พร้อมกลยุทธของพรรคภูมิใจไทยที่ดึงตัวอดีตผู้สมัครของพรรครวมไทยสร้างชาติที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งมาเป็นอันดับ 2 ในหลายเขต นำโดย ‘ขิง’ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ก็น่าจะเบรกความร้อนแรงของพรรคสีส้มได้พอสมควร 

เมื่อรวมกับกระแสพรรคเพื่อไทยในกรุงเทพที่ดีวันดีคืน กูรูการเมืองหลายคนประเมินว่า พรรคประชาชน อาจเหลือที่นั่งใน กทม.เพียง 20- 25 ที่นั่ง จาก 32 ที่นั่ง กลยุทธ์บ้านใหญ่รุมสกรัมส้ม และการอาศัยฐานประชาธิปัตย์ รวมไทยสร้างชาติ และเพื่อไทยใน กทม.บางเขต สกัด สส.เขตของพรรคประชาชนนั้น เมื่อกูรูทางการเมืองอ่านออก ก็แล้วไฉนส้มจะอ่านไม่ออก

แคมเปญช่วงท้าย กาส้ม 2 ใบ ล้มบ้านใหญ่ ขยายฐานปาร์ตี้ลิสต์

สงครามทางอากาศ Air War ที่โหมแคมเปญโค้งสุดท้ายออกมาในทุกช่องทาง ให้กาส้มทั้ง 2 ใบ ทั้งคน ทั้งพรรค จึงถูกสาดออกไปในทุกช่องทาง และถี่ยิบ ขณะที่ภาคพื้นดิน Ground War ก็เร่งลงพื้นที่ โดยเน้นพื้นที่เป้าหมาย ทั้งกรุงเทพ ปริมณฑล โดยเฉพาะสมุทรปราการที่ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประกาศว่า เป็นเมืองหลวงของพรรคประชาชน

ช่วงโค้งสุดท้ายในห้วงเวลาชี้เป็นชี้ตาย พรรคประชาชนต้องดึงส้มตัวพ่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กลับประเทศมาผนึกกำลังกับแกนนำของพรรค และทีมก้าวหน้าที่นำโดย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ปิยบุตร แสงกนกกุล และ ช่อ พรรณิการ์ วานิช เพื่อกระหน่ำแคมเปญ เลือกทั้งคน เลือกทั้งพรรค เลือกให้ชนะกันให้ขาด เลือกให้พรรคอันดับ 2 ไม่กล้าจัดตั้งรัฐบาลสู้ 

พรรคประชาชน ประเมินว่า หากแคมเปญนี้ประสบความสำเร็จ จะทำให้สามารถรักษาพื้นที่ยุทธศาสตร์ ทั้ง กทม. ปริมณฑล และภาคตะวันออก ที่มี 88 ที่นั่ง รวมถึงจังหวัดสำคัญในภาคเหนือ ทั้งเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ซึ่งมีที่นั่งรวมกันอีก 16 ที่นั่ง และครั้งที่ผ่านมา สีส้มชนะไปถึง 12 ที่นั่ง พร้อมกับการเพิ่มคะแนนเสียงในระบบบัญชีรายชื่อให้เพิ่มมากขึ้น 

กระนั้น แม้จะโหมแคมเปญขนาดไหน แต่เมื่อประเมินจากก้างสีน้ำเงิน และกระดูกสีแดง ซึ่งขวางคออยู่ 2 ชิ้นใหญ่ แคมเปญกาทั้งคน กาทั้งพรรคของส้มอย่างมาก ก็ทำให้พรรคสีส้ม จะทำได้สูงสูดก็ไม่เกิน150 ที่นั่ง 

โอกาสแลนด์สไลด์แบบ 200  ที่นั่งขึ้นไป หรือเกิน 250 ที่นั่ง จนจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ เหมือนที่พรรคเพื่อไทยทำได้เมื่อปี 2554ยังคงเป็นไปไม่ได้ เพราะพื้นที่สำคัญที่กำหนดการแลนด์สไลด์ คือ พื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งยังยากที่ส้มจะรุกเข้าไปยึดครองได้โดยง่าย

กระแส ‘ดร.เชน’ แม้จะมาแรง แต่แดงทั้งแผ่นดินยังทำยาก

ส่วนพรรคเพื่อไทย วันนี้กระแสเริ่มแรงขึ้นจาก 3 ปัจจัย คือ ปัจจัย ความแรงของ ดร.เชน ยศชนัน  วงศ์สวัสดิ์ ลูกชายของอดีตนายกฯสมชาย และเจ๊แดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ปัจจัยการกลับมารวมกันของคนเสื้อแดง ที่หลายปีก่อนแยกย้ายต่างคนต่างเดินในหลายพื้นที่ และสุดท้ายปัจจัย แคมเปญใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขับเคลื่อนประเทศของ ดร.เชน ที่เริ่มได้รับการตอบรับมากขึ้น  

ทั้ง 3 ปัจจัยทำให้กระแสของพรรคเพื่อไทยเริ่มกลับมาดีขึ้นตามลำดับ เห็นชัดจากกระแสตอบรับในหลายพื้นที่ หลายเวที และเสียงวิจารณ์ในด้านลบต่อตัว ดร.เชนและพรรคพื่อไทย เริ่มไม่รุนแรงและก้าวร้าว เหมือนในอดีต

พรรคเพื่อไทยรอบนี้ทำการบ้านมาดีกว่าปี 2566 ที่ครั้งนั้นหวังเกาะกระแสการกลับมาของทักษิณ  ชินวัตร และการตัดสินใจลงสู่สนามการเมืองแบบเร็วเกินไป ของอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร มากจนเกินไป 

ความพ่ายแพ้ของพรรคเพื่อไทยในปี 2566 นอกเหนือจากความร้อนแรงของพรรคประชาชน ที่ใช้สงครามโซเชียลมีเดีย ที่คู่ต่อสู้มองไม่เห็นถล่มจนไม่ทันตั้งตัวแล้ว ส่วนหนึ่งของความพ่ายแพ้ก็มาจากความประมาท และคิดว่ากระแสทักษิณ และกระแสตอบรับต่อนายกฯอิ๊ง มากพอที่จะเอาชนะในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสาน 

โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งปี 2566 ที่ตรงกับช่วงนายกฯอิ๊งลาคลอด พลพรรคเพื่อไทยในหลายพื้นที่เริ่มไม่ลงสนามแบบต่อเนื่อง คนรุ่นใหม่ของพรรคในหลายเขต นิ่งรอผลคะแนนที่เชื่อว่า ขาดแล้ว จนกลับตัวไม่ทันในช่วงสัปดาห์สุดท้าย เป็นผลทำให้เสียพื้นที่สำคัญในหลายเขต และแพ้พรรคก้าวไกลไปถึง 10 ที่นั่ง 

ว่ากันว่า เพียงรักษาฐานในอีสานได้อีก 6 เขต ภาคเหนือ 6 เขต พรรคเพื่อไทยก็ยังรักษาความเป็นพรรคอันดับ 1 ไว้ได้ตั้งแต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เพราะ 10 ที่นั่งที่แพ้เป็นการแพ้ในระบบบัญชีรายชื่อ ส่วนระบบเขตทั้ง 2 พรรคได้ 112 เขตเท่ากัน

เจาะกลยุทธแม่ละเอียดเพื่อไทย ถอดบทเรียนความพ่ายแพ้ ปี 66 

บทเรียนจากความพ่ายแพ้ในปี 2566 ทำให้พรรคเพื่อไทยเดินเกมละเอียดเป็นอย่างยิ่งในการเลือกตั้ง 2569 ละเอียดตั้งแต่การคัดเลือกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่ผสมกัน 2 GEN 3 แบบ 

ดร.เชน ยศชนัน กับ หัวหน้าหนิม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อาจเป็นคน GEN เดียวกัน แต่คาแลคเตอร์ และจุดเด่นค่อนข้างต่างกันชัดเจน

จุลพันธ์ คือ ตัวแทนของคนการเมือง ที่จะมองอย่างไรก็ยังมี DNA ของคนการเมืองในยุคอดีต 

แต่ ดร.เชน แม้เป็นทายาท นายกฯสมชาย และเจ๊แดง ที่น่าจะเป็นคาแลคเตอร์ของการสืบทอดอำนาจ แต่ดร.เชนกลับมีจุดเด่นของการเป็นอาจารย์ และนักวิทยาศาสตร์มากกว่า และเป็นอาจารย์ รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถสื่อสารกับคนทั่วไปได้แบบเข้าใจง่าย และมีตรรกะของความเป็นไปได้สูง 

GEN เดียวกัน แต่ต่างคาแลคเตอร์กัน ของดร.เชนและหัวหน้าหนิม จึงค่อนข้างชัด ส่วนอีกหนึ่งแคนดิเดต สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นอกจากต่าง GEN แล้ว ยังมีภาพของนักการเมืองรุ่นเก่าแบบชัดยิ่ง ชัดในแง่การเมืองแบบผลประโยชน์ การเมืองแบบต่างตอบแทน

ความละเอียดของกลยุทธพรรคเพื่อไทยรอบนี้ ยังละเอียดไปจนถึงการกำหนดนโยบาย และการแบ่งสัดส่วนการใช้พื้นที่สำหรับสื่อสาร ทั้งการรุกภาคพื้นดิน Ground War และการใช้สงครามทางอากาศ Air War ผ่านทุกช่องทางของทุกแพลตฟอร์มได้อย่างลงตัว 

กระทั่งรูปแบบ Event รูปแบบการจัดเวทีปราศรัยใหญ่ ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ที่ใช้ทั้งแสง

สี เสียง ผ่านเทคโนยีสมัยใหม่ และใช้ทฤษฏีสีในการสะกดคนฟังได้อย่างแนบเนียน ความละเอียดของกลยุทธ์พรรคเพื่อไทย ทำให้วันนี้กระแสเริ่มดีวัน ดีคืน แต่จะดีถึงขั้นแดงทั้งแผ่นดิน เหมือนปี 2554 ยังคงเป็นไปได้ยาก เพราะกระแสรอบนี้ เพื่อไทยยังไม่สามารถยึดครองพื้นที่ชี้ขาดสำคัญ คือ พื้นที่กทม.และปริมณฑลกลับคืนมาได้ 

กระแสความแรงของ ดร.เชนและพรรคเพื่อไทยวันนี้ ยังทำได้เพียงการรุกคืบ และเอาคืนที่นั่งที่เสียไปในการเลือกตั้งครั้งก่อนกลับมาในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสาน

เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน คือ พื้นที่สำคัญในภาคเหนือที่เพื่อไทยตั้งเป้าจะคืนกลับมาจากพลพรรคสีส้ม 

นครราชสีมา 3 เขต ขอนแก่น 3 เขต อุดรธานี 1 เขต ในพื้นที่ภาคอีสาน เป็นพื้นที่เก็บตกสำคัญในภาคอีสาน ที่เพื่อไทยหวังทวงกลับมาจากสีส้ม

นอกนั้นยังต้องยันกระแสความแรงของสีน้ำเงิน เพื่อรักษาเก้าอี้ในพื้นที่ 3 จังหวัดสำคัญ คือ สุรินทร์ ศรีษะเกษ และอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่สู้รบระหว่างไทย-กัมพูชาเอาไว้ให้ได้ 

พร้อมกันนั้น ยังต้องปลุกกระแสการเลือกแดงทั้ง 2 ใบ ทั้งคน ทั้งพรรค เพื่อเพิ่มคะแนน สส.แบบบัญชีรายชื่อได้มากขึ้นอีกทางหนึ่ง พรรคเพื่อไทยถึงจะรักษาเสียงส่วนใหญ่ประมาณ 31 ที่นั่งในภาคเหนือ และ 77 ที่นั่งในภาคอีสาน เพื่อรักษาความเป็นพรรคเกิน 100 และดันคะแนนบัญชีรายชื่อขึ้นมาสู้ 

ปัจจัยทั้งหมดนี้ หากทำได้เข้าเป้าโอกาสการกลับมาสู่การเป็นพรรคอันดับ 1 อีกครั้งก็ไม่ได้ไกลเกินฝัน หรืออย่างน้อยที่สุด ก็รักษาความเป็นพรรคอันดับ 2 ให้ได้อีกสมัย และรอไปสู้ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ เพื่อกลับขึ้นมาสู่ความเป็นที่ 1 ในอนาคต    

บทสรุป 3 สี น้ำเงิน-ส้ม-แดงโค้งสุดท้าย ลุ้น 2 กระแส “คน-พรรค” พร้อมกระสุน

โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง 69 สงคราม 3 สี เพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่ง ความชอบธรรมในการเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จึงต้องลุ้นทั้งกระแสคน และกระแสพรรคที่ต้องอาศัย Air War ในทุกช่องทางและทุกแพลตฟอร์ม รวมถึงกระสุนที่ต้องพร้อมพรัก สำหรับค่าใช้จ่ายการลงพื้นที่ในสงครามภาคพื้นดิน

กระแสคนมา กระแสพรรคมี บวกกับกระสุนดีที่ยิงเข้าเป้าทุกนัด ชัยชนะก็คงไม่หนีไปไหน

อย่างไรก็ตาม แม้กระสุนจะมี กระแสจะมา แต่บทสรุปของการเลือกตั้ง 2569 ที่หนี่งจะเป็น น้ำเงิน ส้ม หรือ แดง แต่ละพรรคก็จะไม่มีน้ำเงินทั้งแผ่นดิน ส้มทั้งแผ่นดิน และแดงทั้งแผ่นดิน 

เพราะที่หนึ่งรอบนื้ เต็มที่อย่างดีก็ไม่เกิน 150 ที่นั่งเท่านั้น อันทำให้ 2 พรรคใหญ่ 1 และ2 หรือ 1 และ 3 หรือ 2 และ3 ยังคงต้องจับมือกันในการจัดตั้งรัฐบาล 

จะเป็นน้ำเงิน-ส้ม น้ำเงิน- แดง หรือ ส้ม - แดง แดง- น้ำเงิน ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งของเย็นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ อันไม่นานเกินรอ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์