จากนี้ไปอีก 31 วันจะได้ออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมกับการเลือกตั้งทั่วไป แต่กกต.เพิ่งปลดล๊อคให้รณรงค์ได้เต็มที่ไปเมื่อวาน(6 ม.ค.69) หลังปล่อยให้เก้ ๆ กัง ๆ กันอยู่นาน อย่างไหนทำได้ อย่างไหนทำไม่ได้
แค่ไหนเรียกว่ารณรงค์ แค่ไหนถึงเป็นการชี้นำ
สุดท้ายยอมเปิดไฟเขียวให้กับทุกฝ่าย ไม่เว้นพรรคการเมือง จะเห็นด้วยเห็นต่างทำได้หมด โดยยกเอาบทบัญญัติว่าด้วยเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ มาตรา 17 มาลบล้างบางข้อจำกัดที่เข้าใจว่าถูกห้ามไว้ใน พ.ร.บ.ประชามติ
ทั้ง ๆ ข้อจำกัดที่ว่านั้น ถูกทะลายลงไปพร้อมกับการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ในครั้งที่ผ่านมา ส่วนคำว่า "ชี้นำ" ก็ตีกรอบไว้เฉพาะฝ่ายจัดการคือ กกต.เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงพรรคการเมืองหรือภาคประชาชนด้วยแต่อย่างใด
แต่ก็เข้าตำรา กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้ แถมกระทะก็เกือบจะไม่เหลือเอาด้วย
เพราะเวลาที่เหลืออยู่อีกไม่กี่วันนั้น อย่าว่าแต่ กกต.ที่ติดเงื่อนไขเวลาด้านธุรการ อันเป็นเหตุให้มิอาจขยายเวลาลงทะเบียนใช้สิทธินอกเขตออกไปตามที่ร้องขอได้ พรรคการเมืองเองก็ตั้งหลักเรื่องรณรงค์ประชามติรัฐธรรมนูญไม่ทัน
สำหรับ กกต.คงพอเข้าใจได้ในข้อจำกัดเรื่องเวลา จากเดิมที่เคยขอไว้ที่อย่างน้อย 70 วัน ในการเตรียมการออกเสียงประชามติ แต่ถูกร่นลงมาเหลือแค่ 30 วัน จึงทำให้จับต้นชนปลายไม่ถูก เมื่อต้องทำประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้ง
ส่วนพรรคการเมือง เอาเข้าจริงก็มีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะนำมารณรงค์ในการออกเสียงประชามติ ไม่ใช่ไม่มีเงิน แต่การใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง ต้องมีระเบียบรองรับ ทั้งการรับเข้าและจ่ายออกไป
พูดง่าย ๆ คือ ยังคลำหาระเบียบไม่เจอจะใช้ข้อบังคับข้อไหนมารองรับ ครั้นจะเหมารวมไปในบัญชีเดียวกับค่าใช้จ่ายการเลือกตั้ง ก็ไม่แน่ใจจะทำได้หรือไม่ และต่อให้ทำได้ก็คงไปเบียดบังงบเลือกตั้งที่กฎหมายจำกัดจำเขี่ยให้ใช้
งานนี้แต่ละพรรคการเมือง อย่างมากคงทำได้แค่หยิบมาเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียง พูดถึงบนเวทีปราศรัยแบบกว้าง ๆ เท่านั้น ไม่ถึงขั้นออกตัวแรง ชนิดเดิมพันเอาเป็นเอาตาย อยากได้รัฐธรรมนููญใหม่ให้เลือกพรรคตัวเอง หรือพรรคไหนไม่เห็นด้วย ก็คงไม่ต้องเสียเวลาไปพูดถึง
จากข้อจำกัดที่ว่า มีผู้เสนอทางออกให้กกต.รับเป็นเจ้าภาพไปดำเนินการ "ปลดล็อค" ให้อีกรอบ คือ ออกระเบียบมารองรับการรณรงค์ประชามติเป็นการเฉพาะ หรือไม่ก็เปิดเวทีกลางให้พรรคการเมืองไปใช้เพื่อการนี้ต่างหาก
ฟังมาว่า ไม่เฉพาะ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จาก iLaw กับ สมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด ที่ไปพบกับ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. แต่อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ ก็ไปขอจับเข่าคุยเรื่องนี้ด้วย
ข่าววงในบอกมีการสารภาพบาปกันด้วย ที่ไปเขียนกฎหมายล็อคไว้ไม่ให้ออกเสียงล่วงหน้าล้อไปกับการเลือกตั้งทั่วไปที่ให้ทำพร้อมกัน จึงต้องดิ้นพล่านหาทางออกกันในตอนท้าย เพื่อหนีประชามติแบบวุ่น ๆ
นี่ยังไม่นับรวมความยุ่งยากของประชาชนผู้ออกเสียงประชามติ ที่ป่านนี้ยัง งงๆ กันอยู่จะต้องไปกาตรงช่องไหน อย่างไร และมีให้กากันกี่ช่อง แม้จะมีการจัดส่งคู่มือ "ข้อมูลเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ เพื่อให้ความเห็นชอบการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" ไปให้ถึงบ้านแล้วก็ตาม
ไม่แน่ใจจะมีสักกี่คนที่มานั่งเปิดอ่านคู่มือจนครบทั้ง 30 หน้า
เอาเป็นว่า ประชามติรัฐธรรมนูญหนนี้ ที่มีปัญหาวุ่น ๆ มาตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง จนถึงปลายทาง คงเป็นเพราะต่างล้วนเป็นมือใหม่หัดขับด้วยกัน ทั้ง กกต.พรรคการเมือง และประชาชน
โดยเฉพาะกกต.ที่ต้องใช้กฎหมายพร้อมกันคราวเดียว 3 ฉบับรวด คือ กฎหมายเลือกตั้งสส.กฎหมายพรรคการเมือง และกฎหมายประชามติ จึงทำให้งงเป็นไก่ตาแตก จับต้นชนปลายไปไม่ถูก
สถานการณ์ของการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เวลานี้ นักการเมืองรุ่นเก่ามองเป็นอารมณ์เดียวกับคำพูดของท่านประธานฯ โคว้ตงหมง ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ ในปี 2518 ที่หลุดคำพูด "ยุ่งตายห่า" ออกมากลางสภาในระหว่างทำหน้าที่อยู่บนบัลลังก์
ประชามติ ที่ตั้งใจให้ทำไปพร้อมกับการเลือกตั้งเพื่อตอบโจทย์เรื่อง "สะดวก ประโยชน์ ประหยัด" สุดท้ายกลายเป็นเรื่องยุ่งตายห่า


