ใบไผ่ The Series บันทึกให้จำ “เลือกตั้ง 69” EP.4/4 ไขปริศนาลมใต้ปีก ‘ธรรมนัส พรหมเผ่า‘ ใครที่ “เกรงใจ แต่ไม่ยำเกรง” ใครที่ “ทั้งยำเกรง ทั้งเกรงใจ”

23 ก.พ. 2569 - 11:17

  • เส้นทางของ ‘ธรรมนัส พรหมเผ่า‘ สะท้อนภาพการเมืองไทย ที่ไม่ได้มีแค่ “พระเดช” แต่มี “พระคุณ” และเครือข่ายที่วางกันยาว

  • ย้อนเส้นทางมลทิน จนกลับสู่สถานะผู้บริสุทธิ์ จนก้าวเข้าสู่วงการเมืองที่วันนี้อาจเผชิญ “ชีวิตบทใหม่” ในบทบาทฝ่ายค้านเต็มตัวหรือไม่?

ใบไผ่ The Series บันทึกให้จำ “เลือกตั้ง 69” EP.4/4 ไขปริศนาลมใต้ปีก ‘ธรรมนัส พรหมเผ่า‘ ใครที่ “เกรงใจ แต่ไม่ยำเกรง” ใครที่ “ทั้งยำเกรง ทั้งเกรงใจ”

ถ้าบอกว่า ที่ผ่านมา ‘ธรรมนัส พรหมเผ่า‘ โลดโผนยิ่งบนเส้นทางของแมว 9 ชีวิต วันนี้ภาพ ธรรมนัส กับแสงเหนือสีเขียวที่ปรากฏเป็น Back Ground อยู่ด้านหลัง และภาพการใช้ชีวิตกับครอบครัวท่ามกลางหิมะ ที่ประเทศฟินแลนด์ ดูจะเป็นภาพที่ประหนึ่งผู้กองธรรมนัส กำลังใช้ชีวิตอีกชีวิตหนึ่ง ชีวิตที่ไม่ได้อยู่ท่ามกลางกระแสการเมืองที่เชี่ยวกราก

ชีวิตที่ถอยห่างออกมาจาก เวทีการต่อรองทางการเมืองที่เข้มข้น และเกมการเมืองที่วันนี้ออกอาวุธกันอย่างอำมหิต 

ใครชนะก็คว้า “ตั๋วแห่งอำนาจ” ใครพลาดก็ “ตกเวที” 

ผู้กองธรรมนัส บินออกจากประเทศไทย หลังจากแถลงข่าวที่พรรคกล้าธรรม อันเป็นการแสดงท่าทีไม่ยี่หระหรืออนาทรร้อนใจกับการจะได้เข้าร่วม หรือไม่เข้าร่วมรัฐบาล ก่อนที่ ‘จุ๊บจิ๊บ’ ธนพร ศรีวิราช ภรรยาคนสวย จะโพสต์ภาพผู้กองกวาดหิมะและย่ำหิมะอยู่กับครอบครัว ระหว่างบินไปพักผ่อนที่ฟินแลนด์  

อันเป็นภาพที่โพสต์ขึ้นท่ามกลางกระแสข่าว พรรคภูมิใจไทยปิดจ็อบการจัดตั้งรัฐบาล ด้วยคะแนนเสียงสนับสนุน 300 เสียง ที่ประกอบด้วย 193 เสียงของพรรคภูมิใจไทย 74 เสียงของพรรคเพื่อไทย และพรรคขนาดเล็กอีก 33 เสียง อันมี 16 เสียงของพรรคไทรวมพลัง พรรคประชาชาติ และพรรคพลังประชารัฐร่วมอยู่ด้วย

หากเป็นตามสูตรนี้ ฝ่ายค้านก็จะประกอบด้วย 118 เสียงของพรรคประชาชน 58 เสียงของพรรคกล้าธรรม และ 22 เสียงของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเล็กอีก 2 เสียง รวม 200 เสียง 

กลายเป็นสูตร ส้ม เขียว ฟ้า สูตรที่ก่อนการเลือกตั้ง สมการ 3 สีนี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้

ส้ม…ประกาศไม่เอาเทา อันส่งสัญญาณตรงไปถึงพรรคกล้าธรรม 

ส่วนฟ้า…ประกาศตรงไป ตรงมา ไม่มีแอบว่า คำว่า ไม่มีเอาเทา คือ ไม่เอาพรรคกล้าธรรม  

สูตร ส้ม เขียว ฟ้า…จึงเป็นสูตรต้องห้ามทางการเมืองทันที 

เมื่อทั้ง 3 พรรค จำต้องมาจับมือกันเป็นฝ่ายค้าน โดยมีส้มเป็นแกนนำ ก็ต้องดูว่า ทิศทางพรรคฝ่ายค้านจะเดินหน้าไปทางไหน 

แค่ประชุมร่วมพรรคฝ่ายค้าน ก็ดูจะทำหน้ากันไม่ถูก มองหน้ากันไม่ติด     

กระนั้น...สูตรนี้ก็ไม่ได้หมายความจบแล้วทั้งหมด ยังต้องรอประกาศรับรองผลการเลือกตั้งของ กกต.อีกครั้ง วันนั้นถึงจะชัดเจน 100% ว่า น้ำเงินจะจับมือกับแดง และพรรคเล็กอีก 33 เสียง เป็นรัฐบาล 300 เสียง เพื่อจัดตั้ง ครม.หนู 2 หรือไม่

ฝ่ายค้าน…จะเป็นกลุ่ม “มีเรา ไม่มีเทา” ที่จะต้องจับมือกับพรรคที่ถูกกล่าวหาว่า “เทา” หรือไม่ 

หากออกเส้นทาง สูตร ส้ม เขียว ฟ้า เป็นฝ่ายค้าน นี่ก็จะเป็นเส้นทางชีวิตอีกเส้นทางของคนชื่อ ‘ธรรมนัส พรหมเผ่า‘ นั่นคือ การทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มตัว 

เพราะนับจากลงเล่นการเมืองอย่างเต็มตัว ผู้กองธรรมนัส ไม่เคยทำหน้าที่ฝ่ายค้านเต็มตัว แม้แต่ครั้งเดียว 

ย้อนไปดูเส้นทางชีวิตของคนชื่อ ‘ธรรมนัส พรหมเผ่า’ กันต่อ 

ชีวิตที่ 4 เส้นทางที่ผกผันของ ’พชร พรหมเผ่า‘

EP.4/3 ฉายให้เห็นเส้นทางชีวิต ที่ 1- 3 ของร้อยเอกธรรมนัส ชีวิตที่เริ่มตั้งแต่ออกมารับราชการครั้งแรก ถูกปลด 2 ครั้ง ถูกถอดยศ 1 ครั้ง ชีวิตเฉียดคุก อันเป็นคุกไกลบ้านมา 1 ครั้ง และสามารถกลับเข้ารับราชการ และได้รับพระราชทานยศคืน จนกลับเข้ารับราชการทหารได้ใหม่ 

ปี 2541 ร้อยโทพชร พรหมเผ่าได้กลับเข้ารับราชการอีกครั้ง ในตำแหน่งทหารสื่อข่าว หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการทหารสูงสุด โดย พล.อ.สุนทร ฉายเหมือนวงศ์ ผู้บัญชาการหน่วยทหารพัฒนา และบิ๊กหมง พล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้ลงนามในหนังสือขออนุมัติ ผ่านไปยังสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม 

กระทรวงกลาโหมในปี 2541 มี ชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ และมี บิ๊กกรด พล.อ.วัฒนชัย วุฒิศิริ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ และครั้งนั้น คนลงนามอนุมัติ เป็น พล.อ.วัฒนชัย ที่ลงนาม เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2541 

ถัดมาเกือบ 6 เดือน ‘บิ๊กกรด’ ได้ลงนามใน คำสั่งกระทรวงกลาโหมเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2541 เรื่อง เลื่อนยศนายทหารสัญญาบัตร โดย ร.ท.พชร พรหมเผ่า ได้รับเลื่อนยศเป็น ‘ร้อยเอก’ อันเป็นยศครั้งสุดท้ายในชีวิตราชการทหารของผู้กองธรรมนัส ที่ยังใช้นำหน้าชื่ออยู่จนถึงทุกวันนี้ 

หลังเข้ารับราชการทหาร ร้อยเอกธรรมนัส หรือ ขณะนั้น คือ ร.อ.พชร เริ่มเบนเส้นทางชีวิตของตัวเองไปสู่เส้นทางการทำธุรกิจ และได้เข้าไปติดตาม เสธฯแอ๊ว พล.อ.อัครเดช ศศิประภา ซึ่งนับว่า เป็นนายทหารซึ่งเป็นผู้กว้างขวาง

งานที่กลุ่มของ ร.อ.พชร เข้าไปเกี่ยวข้องจะมีทั้งการดูแลสถานบันเทิง ในย่านแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง 

การรับจ้างทวงหนี้ และรับจ้างเคลียร์พื้นที่แปลงสำคัญๆที่มีผู้บุกรุกให้ออกไปจากพื้นที่ 

กระทั่งเดือนสิงหาคม 2541 ไม่ถึงปีของการกลับเข้ารับราชการ ร.อ.พชร พรหมเผ่า ก็จบชีวิตราชการอีกครั้ง เมื่อถูกจับในข้อหาร่วมกับลูกน้องอีก 7 คน ทำร้ายร่างกาย ดร.พูลสวัสดิ์ จิราภรณ์ จนถึงแก่ชีวิต 

คดีนี้สร้างมลทินให้กับคนชื่อ ’ธรรมนัส’ เรียกว่า หนักหนา และสาหัสกว่า คดีที่ถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันเกี่ยวข้องกับการลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศที่ออสเตรเลีย  

ผู้กองถึงกับถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ลงมือล่วงละเมิดทางเพศกับดร.พูลสวัสดิ์ ก่อนจะร่วมกันทำร้ายร่างกายดร.พูลสวัสดิ์จนตาย จนเป็นที่มาของกระแสข่าว เรื่องรสนิยมทางเพศ

ผู้กองธรรมนัสถูกควบคุมตัวระหว่างดำเนินคดีถึง 3 ปีเศษ ก่อนจะได้รับการประกันตัวในปี 2544 แต่ระหว่างนั้น ก็ถูกปลดออกจากราชการและถอดยศทหารอีกครั้ง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2541 โดยให้มีผลย้อนหลังไปจนถึงวันที่ 9 กันยายน 2541 “เนื่องจากประพฤติตนไม่สมควรตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ.2476” 

ครั้งนั้น ผู้ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการถอดยศ ยังเป็นคนเดิมกับผู้ลงนามครั้งก่อน คือ คนชื่อ ‘ชวน หลีกภัย’ ที่หวนกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นครั้งที่สอง

นั่นคือ…หมดยุคชีวิตที่ 4 ของ ’ธรรมนัส พรหมเผ่า‘ 

ชีวิตที่ 5 ก้าวเข้าสู่ธุรกิจหวยรัฐ…เส้นทางสู่ 5 เสือกองสลาก

ปีเศษที่อยู่ในคุกเมืองไทย พร้อมๆข้อกล่าวหาทั้งด้านคดีและด้านสังคม ชีวิตของคนชื่อ ธรรมนัส ควรยุติลงตรงนั้น 

แต่ลมใต้ปีกที่ยังเป็นปริศนาว่า อาจจะเป็นดั่งเทพีแห่งโชคของผู้กองธรรมนัส ก็กระพือช่วยอีกครั้ง เพราะปี 2544 พชร พรหมเผ่า ที่ถูกถอดยศไปแล้ว ก็ยื่นเรื่องขอประกันตัวได้สำเร็จ ทำให้ออกมาสู้คดีนอกคุก  

กระทั่งปี 2547 ศาลยกฟ้องคดีที่เขาถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้คนอื่นเป็นเหตุให้เสียชีวิต และเมื่ออัยการเจ้าของคดีไม่อุทธรณ์ คดีก็ถือเป็นที่สิ้นสุด และถือว่า กลับไปเป็นผู้บริสุทธิ์อีกครั้ง

หลังพ้นมลทินจากคดี ผู้กองธรรมนัสก็ไม่ขอกลับเข้ารับราชการอีก โดยให้เหตุผลว่า ไม่อยากกลับไปเป็นทหารอีกแล้ว (ผู้จัดการออนไลน์ 11 กรกฏาคม 2562) 

เส้นทางชีวิตในเวลานั้น ผู้กองธรรมนัส เริ่มทำธุรกิจที่เริ่มต้นไว้ตั้งแต่ปี 2542 อย่างจริงจังในนามธรรมนัสกรุ๊ป ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจรักษาความปลอดภัย โดยมี ‘เสธฯไอซ์’ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต ปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นบางส่วน 

เส้นทางธุรกิจของร้อยเอกธรรมนัส นอกจากธุรกิจรักษาความปลอดภัยที่ทำอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ยังเข้าไปสู่ธุรกิจเป็นผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบบังเอิญอีกด้วย เมื่อลูกหนี้รายหนึ่งเอาสลากที่ได้รับโควต้าชำระหนี้แทนเงินสด และทำให้เขาเข้าไปเป็น 1 ใน 5 เสือกองสลากแบบไม่ได้วางแผนมาก่อน 

ผู้กองตั้งห้างหุ้นส่วนจำกัดขวัญฤดี เป็นนิติบุคคลที่ใช้สำหรับการประกอบธุรกิจนี้ และเป็นผู้ถือโควต้าสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดละ 5,600 เล่ม และยังมี ’ปลื้มจิตต์ กนิษฐสุต‘ แม่ของ ’ขวัญฤดี กนิษฐสุต‘ภรรยาของผู้กองถือในจำนวนเท่ากัน

นั่นหมายถึงเวลานั้น ผู้กองธรรมนัสและแม่ภรรยา ถือโควตาสลากกินแบ่งถึง 12,000 เล่มต่องวด หรือคิดเป็น 30% ของจำนวนสลาก 40,000 เล่ม ที่มูลนิธิสลากกินแบ่งรัฐบาลได้รับการจัดสรรโควต้าจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และเป็น 1 ใน 4 เสือกองสลาก

อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้กองธรรมนัสต้องเข้าไปเกี่ยวพันกับรุ่นพี่คนหนึ่ง คนที่เป็น 1 ใน 2 ที่ร้อยเอกธรรมนัส ให้ความเคารพ นับถือ ยำเกรง และเกรงใจ เพราะเป็นคนจัดระเบียบการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลใหม่ ให้ตัดยี่ปั้วหรือพ่อค้าคนกลางออกจากระบบ และให้คนทั่วไปสามารถมาจองคิวเป็นซื้อสลากกกินแบ่งรัฐบาลไปจำหน่ายผ่านระบบเครือข่ายของธนาคารกรุงไทย ส่วนผู้ค้ารายใหญ่ ก็ให้ขอโควตาในนามมูลนิธิ หรือองค์กรไม่แสวงหากำไร ที่ปัจจุบันยังคงเป็นไปในรูปแบบนี้ 

ระหว่างนั้นผู้กองธรรมนัส ก็เริ่มเข้าสู่เส้นทางการเมือง แต่ยังเป็นเพียงงานสร้างมวลชนในพื้นที่ให้กับพรรคไทยรักไทย โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนคลองเตย ที่วันนี้ยังเสมือนเป็นมวลชนหลักของผู้กองธรรมนัส 

ปี 2550 หลังเกิดเหตุรัฐประหารปี 2549 ธรรมนัส พรหมเผ่า ก็ได้รับพระราชทานคืนยศ ร้อยเอกกลับมาอีกครั้ง หลังได้รับการล้างมลทินอีกครั้ง จากพระราชบัญญัติล้างมลทินปี 2550 ที่ครอบคลุมโทษทางวินัย ทำให้วันนี้เขาถึงยังสามารถใช้ยศร้อยเอกนำหน้านามได้โดยไม่ผิดกฏหมาย 

เส้นทางชีวิตที่ 6 หลังรัฐประหาร 2557  

เส้นทางชีวิตของร้อยเอกธรรมนัส ที่ทำธุรกิจเต็มตัว และยังคงทำงานการเมืองให้กับพรรคไทยรักไทย ค่อยๆขยับบทบาทตัวเองมากขึ้น และได้รับความไว้วางใจจากทางพรรคให้รับผิดชอบมวลชนและฐานคะแนนในกรุงเทพ 

ปี 2557 เขาลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. แต่การเลือกตั้งตกเป็นโมฆะและมีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พร้อมพี่น้องอีก 2 ป. คือ ป.ป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และป.ป็อก พล.อ.อนุพงษ์  เผ่าจินดา

หลังการรัฐประหาร และเริ่มมีมวลชนก่อตัว เพื่อเตรียมต่อต้านรัฐบาลทหาร ชีวิตของร้อยเอกธรรมนัสก็ได้เวลาผกผันอีกครั้ง และนำมาสู่การวางรากฐานทางการเมือง และการวางเครือข่ายในแวดวงธุรกิจมากขึ้น

ร้อยเอกธรรมนัส ที่เวลานั้นถือว่า มีฤทธิ์มากสุดในบรรดาแกนนำมวลชนเสื้อแดงในกรุงเทพ ถูกเรียกไปรายงานตัวในฐานะผู้ทรงอิทธิพลในพื้นที่ และบุคคลสำคัญที่ทำหน้าที่พูดคุยทำความเข้าใจกับเขา คือ นายทหารรุ่นพี่คนหนึ่ง ที่ต่อมาได้รับแต่งตั้งสูงสุดในกองทัพบก

ลือกันว่า การเจรจาที่มีทั้งตึงและหย่อน ข้อเสนอที่รับประกันเสถียรภาพของความเป็นตัวแทนรายใหญ่ ที่จะได้รับการจัดสรรโควต้าจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล ในปริมาณที่ไม่ต่ำไปกว่าเดิม ภายใต้เงื่อนไข จะต้องรับปากรุ่นพี่ท่านนั้นว่า จะไม่มีการนำมวลชนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ 

เงื่อนไขอีกประการที่สำคัญ คือ ต้องพร้อมเปลี่ยนข้าง หันมาสนับสนุนรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ที่ต่อมา ร้อยเอกธรรมนัส ก็เข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งปี 2562 และเป็นหนึ่งในขุนพลและกำลังสำคัญของพลังประชารัฐในยามนั้น 

การเจรจาที่แฝงไปด้วยพระเดชและพระคุณ ระหว่างรุ่นพี่คนนั้นและร้อยเอกธรรมนัส ทำให้รุ่นพี่คนนี้เป็นคนที่ผู้กองยอมรับ ให้ความยำเกรงและเกรงใจ ที่นอกเหนือจาก ‘นายแอ๊ว’ และ ’นายไอซ์‘ แล้ว คนชื่อธรรมนัส ก็ยังไม่เคยก้มหัวให้ใครอีก 

นั่นคือชีวิตที่ 6 ของคนชื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า และรุ่นพี่คนที่ธรรมนัส เคารพ นับถือ ยำเกรง และเกรงใจ 

Ep.ถัดไป ตามมาดูว่าแล้ว ใคร…คือคนที่ร้อยเอกธรรมนัส “นับถือ เกรงใจ แต่ไม่ยำเกรง”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์