EP.ที่ผ่านมา นำเสนอยุทธการสีเทาที่ผนึกกำลังกันระหว่าง ทุนเทา – จีนเทา - PMC เทา ซึ่งมีข้อมูลว่า อยู่เบื้องหลังรัฐบาลตระกูล ‘ตระกูลฮุน’ และมีบทบาทอย่างยิ่งในการรบทั้ง 2 ครั้งของฝ่ายกัมพูชา
EP.นี้ยังคงเกาะติดกับข้อมูลลึกของหน่วยข่าวกรองต่างชาติ ที่ติดตามความเคลื่อนไหวขององค์กรลับ ที่วันนี้พัฒนาขึ้นเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเต็มตัว และเป็นข้อมูลที่ตอกย้ำว่า ทำไม โดรนลาดตระเวนของไทย ถึงต้องห้ามบินผ่านปอยเปต หรืออีกนัยยะหนึ่งอาจต้องห้ามเหนือสีหนุวิลล์ด้วย
ข้อมูลทางลับ พบว่า การรบระหว่างไทย – กัมพูชาทั้ง 2 รอบที่ผ่านมา แม้การขยายตัวของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่นำโดยกลุ่มจีนเทา สแกมเมอร์ และกลุ่มความมั่นคงสีเทา (Gray-Zone Security / PMC) ในกัมพูชาและพื้นที่ชายแดน อาจไม่ได้เป็นต้นเหตุโดยตรงของความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ตามที่ฝ่ายการเมืองบางฝ่ายพยายามกล่าวอ้าง
แต่การเติบโตแบบก้าวกระโดดของเครือข่ายเหล่านี้ ทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง (Accelerator), ตัวบิดเบือน (Distorter) และตัวฉวยโอกาส (Opportunistic Actor) ที่ส่งผลต่อการเพิ่มระดับความรุนแรง ความไม่แน่นอน และความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ของสถานการณ์อย่างมีนัยสำคัญ
การแทรกซ้อนของเครือข่ายดังกล่าว ทำให้ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา พัฒนาเป็นลักษณะของ Gray Zone Conflict มากขึ้น
ความขัดแย้งในรูปแบบนี้ คือ ไม่ปะทะเต็มรูปแบบ แต่ยากต่อการควบคุม ยากต่อการตรวจสอบ และยากต่อการยุติในระยะสั้น โดยเฉพาะในมิติข่าวสาร ความมั่นคงภายใน และการควบคุมพื้นที่ชายแดน
รายงานดังกล่าวระบุว่า ฐานที่มั่นของกลุ่มทุนจีนเทา และกลุ่มธุรกิจความมั่นคงเอกชนสีเทา (PMSC/PMC) ที่ตรวจพบล่าสุดในปี 2025 ซึ่งพบว่า มีความเชื่อมโยง และมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับการจัดหาอาวุธ และการสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายนั้น มีฐานที่มั่นสำคัญอยู่ที่ ปอยเปต และ สีหนุวิลล์
• ปอยเปต (Poipet) ถูกระบุว่า เป็นฐานยุทธศาสตร์ของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อรุกเข้าสู่ตลาดไทย โดยพื้นที่นี้เต็มไปด้วยคาสิโนและคอมพาวด์ "Pig-butchering" ที่ใช้แรงงานถูกกักขังและมีกองกำลังติดอาวุธส่วนตัวควบคุมอย่างหนาแน่น
• สีหนุวิลล์ (Sihanoukville): ถูกระบุว่าเป็นศูนย์กลาง (Hub) ที่ใหญ่ที่สุดของเครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ระดับโลก มีคอมพาวด์ขนาดใหญ่ เช่น Kaibo และ K99 ที่เชื่อมโยงกับการบังคับใช้แรงงานและการฉ้อโกง นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการขยายอิทธิพลทางทหารของจีนที่ฐานทัพเรือเรียม (Ream Naval Base) ซึ่งอยู่ใกล้เคียง
ภาพแรงระเบิดอย่างรุนแรงในตัวอาคารแห่งหนึ่งในเมืองปอยเปต จากการถูกโจมตีทางอากาศของ F-16 ไทย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 โดยเกิดแรงระบิดรุนแรงต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ตอกย้ำข้อมูลทางลับที่ยืนยันว่า ปอยเปตเป็นคลังสะสมอาวุธหนัก ที่อาจจะรวมทั้งของฝ่ายกัมพูชา และของกลุ่มองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้
ส่วนกลุ่มทุนสีเทาที่ พบว่า เป็นกลุ่มหลักที่สนับสนุนทุนจัดหาอาวุธ ให้กับกัมพูชา ประกอบด้วย
• Huione Group: ธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่ถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรในปี 2025 เนื่องจากบทบาทในการฟอกเงินกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มแฮกเกอร์ Lazarus ของเกาหลีเหนือ
• Prince Holding Group: เครือข่ายทุนจีนที่ถูกกล่าวหาว่าบริหารจัดการศูนย์สแกมขนาดใหญ่และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชนชั้นนำทางการเมืองในกัมพูชา
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจาก Huione Group และ Prince Holding Group ที่ถูกระบุว่า เป็นแหล่งทุนใหญ่ในการสนับสนุนการจัดหาอาวุธให้กับกองทัพกัมพูชาแล้ว หน่วยงานด้านความมั่นคงของประเทศตะวันตก ยังจับตามองบริษัทเอกชนจากจีนชื่อ Sageras Defense (Cambodia) Co. Ltd.ซึ่งเป็นบริษัทที่เข้ามาร่วมลงทุนกับ หน่วยงาน General Department of Materials and Technology ของกระทรวงกลาโหมกัมพูชา เพื่อร่วมพัฒนาขับเคลื่อน โครงการนิคมอุตสาหกรรมทางทหาร
นิคมอุตสาหกรรมทางทหารของกัมพูชา เป็นโครงการที่กัมพูชาตั้งเป้าจะให้เป็นพื้นที่พัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีทางการทหารยุคใหม่ โดยเริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมาบนพื้นที่ 825 ไร่ ของเมือง Angk Snuol จังหวัดกำปงสะปือ (Kampong Speu) ชานเมืองพนมเปญ
โครงการนี้เป็นโครงการที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก พลเอก เตีย เซรย ฮา (เตีย เซ็ย ฮา)รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม บุตรชายของเตีย บัณห์ เป็นผู้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดด้วยตัวเอง
เป้าหมายของนิคมอุตสาหกรรมทางทหารแห่งนี้ หรือที่เรียกว่า นิคมอุตสาหกรรม C-01 : C-01 Industrial Park คือ เป็นนิมคมอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ ที่ต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง
มีรายงานว่านิคมอุตสาหกรรมดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับ การผลิตและพัฒนาโดรน ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการใช้โดรนโจมตีฐานที่มั่นของทหารไทยในช่วงเหตุปะทะชายแดนรอบล่าสุด
นอกจากการผลิตในประเทศแล้ว ยังมีรายงานว่าจีนได้ส่งมอบอาวุธทันสมัย เช่น จรวดหลายลำกล้อง Type-90B และขีปนาวุธต่อสู้รถถัง GAM-102 LR ผ่านช่องทางขนส่งทางทหารในช่วงกลางปี 2025 ก่อนเกิดเหตุปะทะ โดยอาจเป็นการนำเข้าผ่านช่องทางข้อยกเว้นการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้
โครงการนี้จึงถูกประเทศมหาอำนาจตะวันตกมองว่า เป็นส่วนหนึ่งของการขยายอิทธิพลทางทหารของจีนในกัมพูชา และเป็นการเสริมฐานอำนาจของชนชั้นนำกัมพูชาที่กุมบังเหียนด้านความมั่นคง
ความเชื่อมโยงในลักษณะดังกล่าว บริษัท Sageras Defense (Cambodia) Co. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนในโครงการนี้ จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า อาจเป็นบริษัทที่ถูกใช้เพื่อการจัดหาอาวุธที่ทันสมัย ที่สามารถนำเข้าชิ้นส่วน อุปกรณ์ และอาวุธบางประเภทเข้ามาในกัมพูชาโดยไม่ถูกตรวจสอบ
เมื่อตรวจสอบข้อมูลของบริษัท Sageras Defense (Cambodia) Co. Ltd. ไม่พบข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ชัดเจน เพราะมีลักษณะการปิดลับข้อมูล พบเพียงว่า เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในกัมพูชาเมื่อเดือน กุมภาพันธ์ 2024 ณ เขต Chbar Ampov กรุงพนมเปญ
ขณะเดียวกัน ยังพบว่า บริษัทนี้เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนป้องกันประเทศของจีน โดยมีการดำเนินงานในลักษณะที่ค่อนข้างลับ (Shadowy) และได้รับการอนุมัติใบอนุญาตลงทุนอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ
Sargeras Defense (Cambodia) Co., Ltd. มีความซับซ้อนและข้อมูลบางส่วนไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะทั้งหมด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความมั่นคง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการจดทะเบียนและรายงานข่าวกรองในปี 2025 ระบุรายละเอียดว่า
รูปแบบการถือหุ้นและพาร์ทเนอร์หลัก
• การร่วมทุน (Joint Venture): โครงการนิคมอุตสาหกรรมทหาร C-01 เป็นความร่วมมืออย่างเป็นทางการระหว่าง General Department of Materials and Technology) ของกระทรวงกลาโหมกัมพูชา และบริษัท Sargeras Defense
• สัดส่วนหุ้น: แม้ตัวเลขสัดส่วนที่ชัดเจนจะไม่ได้รับการเปิดเผยสู่สาธารณะ แต่นักวิเคราะห์ความมั่นคงมองว่าเป็นการถือหุ้นในลักษณะที่รัฐบาลกัมพูชาให้สิทธิประโยชน์ด้านที่ดิน (132 เฮกตาร์) และอำนาจการบริหารจัดการในประเทศ ในขณะที่ฝ่ายจีนสนับสนุนเงินทุนและเทคโนโลยีการผลิต
ข้อมูลการจดทะเบียนบริษัท
• วันที่จดทะเบียน: เดือนกุมภาพันธ์ 2024 (พ.ศ. 2567) ณ กระทรวงพาณิชย์กัมพูชา
• สถานะทางกฎหมาย: จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลในกัมพูชา โดยมีที่ตั้งสำนักงานอยู่ในเขต Chbar Ampov กรุงพนมเปญ
• ความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีน: จากการตรวจสอบข้อมูลแบบเปิด (Open Source) ในโซเชียลมีเดียของจีน เช่น Douyin และ WeChat พบว่า Sargeras Defense มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของจีน
ตัวแทนและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง
• ฝ่ายรัฐบาลกัมพูชา:พลเอก เตีย เซียฮา (Tea Seiha) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ดูแลโครงการและเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์
• ฝ่ายบริหารบริษัท: มีรายงานการว่าจ้างบุคลากรในตำแหน่งสำคัญ เช่น ผู้จัดการฝ่ายนำเข้าและส่งออก (Import/Export Manager) เพื่อดูแลการเคลื่อนย้ายวัตถุดิบและยุทโธปกรณ์ระหว่างจีนและกัมพูชา
ข้อสังเกตเชิงลึกล่าสุด (ธันวาคม 2025)
• ความเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโดรน: Sargeras Defense ถูกระบุว่าเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญสูงในการผลิตโดรนและระบบต่อต้านโดรน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาปี 2025
• การสนับสนุนจากรัฐบาลจีน: บริษัทนี้ถูกมองว่าเป็น "นอมินี" หรือตัวแทนของอิทธิพลทางทหารของจีน (Chinese Foothold) ในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของกัมพูชา เพื่อสร้างขีดความสามารถทางการทหารที่ทันสมัยในภูมิภาค
ข้อมูลโดยสรุป พบว่า โครงสร้างการถือหุ้นของ Sargeras Defense อาจจะเป็นการประสานประโยชน์ระหว่าง กองทัพกัมพูชา และ กลุ่มทุนป้องกันประเทศจากจีน โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างฐานผลิตอาวุธและเทคโนโลยีการรบสมัยใหม่ในดินแดนกัมพูชาโดยตรง
ส่วนบทบาทของบริษัท ในโครงการนิคมอุตสาหกรรมทหาร C-01 พบว่า นิคมแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อผลิตยุทโธปกรณ์หลายประเภท รวมถึง รถถัง, โดรน (UAV) และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทางการทหารอื่นๆ เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้า
นอกจากนั้น บริษัท Sageras Defense (Cambodia) Co. Ltd. ยังเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษด้านเทคโนโลยีโดรน (Drone Technology) และพบว่า Sageras มุ่งเน้นการผลิต อากาศยานไร้คนขับ (UAV) และ ระบบต่อต้านโดรน (Drone Countermeasures)
เทคโนโลยีที่ Sageras พัฒนา ยังถูกตั้งข้อสังเกตว่า มีรูปแบบใกล้เคียงกับโดรนที่ใช้ในสงครามสมัยใหม่ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ซึ่งกัมพูชาได้นำมาใช้จริงในเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ช่วงเดือนธันวาคม 2025
สมมติฐานของข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองจึงประเมินว่า Sageras Defense อาจไม่ใช่เพียงบริษัทผลิตอาวุธทั่วไป แต่เป็น กลไกทางยุทธศาสตร์ ที่ช่วยให้กัมพูชาเปลี่ยนผ่านจากกองทัพสมัยเก่า ไปสู่กองทัพที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Modern Warfare) ภายใต้การสนับสนุนอย่างใกล้ชิดจากจีนในปี 2025
ข้อมูลทั้งหมดจากหน่วยข่าวกรองของประเทศตะวันตก ที่พยายามเชื่อมโยงไปมหาอำนาจในเอเชียอย่างจีน แต่กระนั้นข้อมูลนี้ก็มีผลทำให้มหาอำนาจตะวันตกอย่างสหรัฐอเมริกา ก็ทบทวนท่าทีทางการทหารต่อกัมพูชาเช่นกัน เมื่อล่าสุดสหรัฐได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรกัมพูชา โดยได้ตัดสินใจยกเลิกการห้ามค้าอาวุธ (ITAR) กับกัมพูชาเป็นการชั่วคราว เพื่อดึงกัมพูชากลับมาสู่ความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐ และลดอิทธิพลของจีน
อันเป็นอีกประเด็นที่น่าจับตามองว่า จะเป็นอีกช่องทางให้กัมพูชาสามารถจัดหาอาวุธจากชาติตะวันตก ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มทุนสีเทากลุ่มนี้
ทั้งหมดนี้ข้อมูลที่ไขปริศนาว่า ทำไม? ไทยไม่มีเพื่อนรัก ไม่มีเพื่อนแท้ ในสมรภูมิไทย - กัมพูชาทั้ง 2 รอบ และเราควรเตรียมแผนอย่างไรในการรับมือสงครามทางการทูต และกลยุทธ์สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อมิให้เดินถอยหลังไปสู่รัฐท้องถิ่น ที่มุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายระดับท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างอำนาจรัฐท้องถิ่นแต่เพียงเท่านี้
EP.หน้า มาดูการลงทุนของต่างประเทศในกัมพูชา ไขอีกปริศนาว่า ทำไม? กัมพูชาจึงถูกปกป้องจากนานาชาติมากขนาดนี้


