นับเป็นคมเขี้ยวการเมืองและความเป็นขิงแก่ล้วนๆ ของคนชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ที่อยู่กับการเมืองมานานร่วมสามสิบปี จึงตอบคำถามสื่อเรื่องจับมือตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งไปแบบเปิดกว้าง ไม่ปิดทางใคร
"ทำไมต้องใช้คำว่าจับมือ ใครก็ตามที่ช่วยกันสร้างประโยชน์ให้บ้านเมือง วันนี้คนไทยเราต้องสมัครสมานสามัคคีเป็นหลักก่อน เรามีเรื่องกับเพื่อนบ้านอยู่ เรื่องการเมืองปล่อยไปตามกลไกของมัน ส่วนใหญ่ต้องหลังเลือกตั้งก่อน ใครไปพูดอะไรก่อน เดี๋ยวจะเจอสถานการณ์ พอทำไม่ได้ จะกลายเป็นว่าต้องไปกลืนน้ำลาย วุ่นวายไปหมด"
ไม่รู้ประโยคหลังสุด จงใจกระแทกใส่ใคร พรรคไหนเข้าหรือเปล่า เพราะไม่กี่วันก่อน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ประกาศต่อสาธารณะไปชัดเจน "มีน้ำเงิน ไม่มีส้ม" ไม่ขอเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยด้วย
ต่างไปจาก "เสี่ยหนู-อนุทิน" ที่ยังไม่ลืมมีวันนี้ได้เพราะน้องๆ ให้ ตอบกลับคำถามสื่อที่หัวหน้าพรรคส้ม ประกาศไม่สังฆกรรมร่วมรัฐนาวาสีน้ำเงิน ด้วยท่าทีอ่อนน้อมว่า "ผมเป็นนายกฯ ได้ก็เพราะเสียงของท่าน"
อารมณ์เดียวกับในวันยุบสภากลางดึกคืนวันที่ 11 ธันวาคม ที่เกิดขึ้นอย่างกระทันหัน นายกฯ อนุทินให้เหตุผลว่า เป็นเพราะพรรคประชาชนขอให้ยุบ "เมื่อพรรคประชาชน ไม่สนับสนุนผมแล้ว ขอให้ยุบสภาผมก็ทำตามท่าน เป็นไปตามมารยาทที่ควรจะเป็น"
มองดูเผินๆ ก็เป็นไปตามนั้น แต่ลึกลงไปถือเป็นศิลปะทางการเมือง ที่นอกจากจะรักษาคำพูดที่ให้ไว้ใน MOA ไม่ได้เป็นการหักหลังอย่างที่มีคนพยายามยัดเยียดให้ ทั้งยั้งเปิดกว้าง ไม่ปิดประตูขังตัวเองหลังการเลือกตั้งด้วย
เช่นเดียวกับ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดทนายกฯ พรรคเพื่อไทย ที่เปิดประตูไว้กว้าง เมื่อถูกถามถึงการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง "เราร่วมได้หมดครับ"
ชั่วโมงนี้ จึงมีเพียง ปชน.พรรคเดียว ที่ประกาศเงื่อนไขหาก ภท.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตัวเองขอไปเป็นฝ่ายค้าน
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ การเลือกตั้งที่จะมีขึ้น "น้ำเงิน-ส้ม" จึงไม่ใช่แค่ช่วงชิงการเป็นที่หนึ่งเท่านั้น แต่จะเป็นสองขั้วที่ช่วงชิงจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งด้วย ซึ่งดูจากหน้าเสื่อหน้าไพ่แล้ว โอกาสที่พรรคส้ม จะจัดตั้งรัฐบาลได้ต้องชนะมาด้วยเสียงเกินครึ่งเท่านั้น
เพราะหันซ้าย หันขวาแล้ว พรรคส้มน่าจะหาพันธมิตรได้ยาก
ในขณะที่พรรคภูมิใจไทย แม้จะเข้ามาเป็นที่หนึ่งหรือสองก็ตาม น่าจะมีพันธมิตรที่เกาะเกี่ยวกันไว้อยู่หลายพรรค ทั้ง กล้าธรรม เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ รวมทั้ง พรรคขนาดเล็กทั้งหลาย คงอยู่ในวิสัยที่พูดคุยได้หมด เพราะทุกพรรคล้วนอยากเป็นรัฐบาลด้วยกันทั้งนั้น
นั่นเท่ากับว่า ต่อให้ภูมิใจไทย ไม่ได้เข้ามาเป็นที่หนึ่ง แต่ปชน.ได้เสียงมาไม่ถึงครึ่งสภา ไม่สามารถตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ภูมิใจไทย คงใช้ศิลปะซุ่มจัดตั้งรัฐบาลแข่งได้สบายๆ
เว้นเสียแต่ "ส้ม-แดง" สองพรรครวมกันมีเสียงกินครึ่งแล้วไปตั้งรัฐบาลร่วมกันนั่นแหล่ะ
แต่สมการที่ว่านั้น ชีวิตจริงทางการเมืองสังคมไทยคงไม่อนุญาตให้เกิดรัฐบาล "ส้ม-แดง" เป็นแน่ ส่วนจะเกิดจากเหตุผลใด ให้ย้อนกลับไปดูหนังม้วนเก่า "ดีลลับ" การตั้งรัฐบาลข้ามขั้วหลังการเลือกตั้งปี 2566 ก็คงถึงบางอ้อ
เมื่อเป็นเช่นนี้ พรรคน้ำเงิน จึงเป็นเต็งหนึ่งที่จะจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ส่วนพรรคส้ม ยังต้องลุ้นการชี้มูล 44 อดีตสส.ของ ป.ป.ช.ในวันที่ 25 ธันวาคมนี้ ไม่รู้จะมีใครถูกสอยก่อนเปิดรับสมัครหรือเปล่า?!


