ส่องสถานการณ์ร้อนชายแดนไทย-กัมพูชา EP.12 ส่องมูลค่าการลงทุนต่างชาติ ไขปริศนาทำไม?ไทยถูกทิ้งอยู่ข้างกระดานการเมืองโลก

7 ม.ค. 2569 - 02:39

  • ท่าทีนานาชาติหลังไทย-กัมพูชา หยุดยิงรอบที่ 2 สะท้อนภาพไทยเป็นประเทศกันชน

  • เปิดมูลค่าการลงทุนจากประเทศมหาอำนาจในกัมพูชา จึงเห็นหน้าเห็นหลังท่าทีต่อไทย

  • การบ้านรัฐบาลใหม่ การต่างประเทศต่อเวทีโลกนับจากนี้

ส่องสถานการณ์ร้อนชายแดนไทย-กัมพูชา EP.12 ส่องมูลค่าการลงทุนต่างชาติ ไขปริศนาทำไม?ไทยถูกทิ้งอยู่ข้างกระดานการเมืองโลก

หยุดปีใหม่กันไปหลายวัน พร้อมกับการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงไทย – กัมพูชารอบใหม่ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ที่เป็นผลให้ทั้งทหารไทยและทหารกัมพูชา ต่างก็ได้หยุดพัก ปรับสภาพทั้งร่างกายและจิตใจ กลับไปครอบครัว ต่างฝ่าย ต่างก็ได้กลับไปปรับสภาพความพร้อมกันใหม่ 

ฝ่ายไทยอาจจะหนักหน่อย เพราะนอกจากจะต้องปรับทั้งสภาพร่างกายและจิตใจของกำลังพล ปรับทั้งสภาพความพร้อมรบ ทั้งเครื่องไม้ เครื่องมือ ยุทโธปกรณ์ ยังต้องปรับสภาพพื้นที่ตลอดชายแดนที่รุกคืบเข้าไปยึดกลับมาได้ 

สภาพพื้นที่ที่เสียหายอย่างหนัก จากทั้งปืนใหญ่ ระเบิดจากเครื่องบิน ปืนจากรถถัง และทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาวางเอาไว้ก่อนถอยออกจากพื้นที่ เป็นภารกิจที่หนักอึ้งของทั้งหน่วยทหารช่าง หน่วยสรรพาวุธ ที่ต้องทุ่มสรรพกำลังเข้าไปปรับสภาพให้เร็วที่สุด 

ทุกพื้นที่นอกจากเคลียร์สิ่งปลูกสร้างที่พังลงจากการโจมตีอย่างหนัก ปรับพื้นที่ และถนนให้สะดวกต่อการเข้าถึง ยังต้องเตรียมสร้างบังเกอร์ คูเลต สนามเพลาะ และเบิร์มส่วนบุคคล เพื่อรองรับการเข้าตีของฝ่ายกัมพูชาที่อาจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ตลอดแนวชายแดนที่เคยเป็นเส้นทางการค้าและไม่อยู่ในสภาพที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศ แต่ยามนี้ต้องปรับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ หลังการปะทะทั้งสองรอบ กัมพูชาเปลี่ยนสถานะ จากประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรและคู่ค้าสำคัญ กลายเป็นเพื่อนบ้านที่เป็นภัยคุกคามสำคัญของไทยไปแล้ว

การเตรียมความพร้อมของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จากจังหวัดอุบลราชธานีลงมาจนถึงจังหวัดบุรีรัมย์ จึงเป็นกองทัพที่ต้องพร้อมรบตลอดเวลา 

ยังไม่นับรวมพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 1 และกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรี-ตราด ของกองทัพเรือที่นับจากนี้อาจเปลี่ยนไปจากพื้นที่การค้าชายแดนและพื้นที่ท่องเที่ยว กลายมาเป็นพื้นที่ด้านความมั่นคงเต็มตัว 

ไม่เพียงความพร้อมรบตลอดแนวชายแดน ดูเหมือนที่ฝ่ายไทยต้องปรับอย่างหนัก คือ งานการเมืองระหว่างประเทศ ที่ดูเหมือนไทยจะเพลี่ยงพล้ำกัมพูชาในแทบทุกสนาม และทุกกระดานการแข่งขัน 

เสียงบ่นเชิงน้อยใจจาก ‘บิ๊กเล็ก’ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ทำไมไม่มีประเทศไหนรักประเทศไทยเลย เป็นเสียงบ่นที่ไม่เกินจริง เมื่อท่าทีของหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจตะวันตก หรือกระทั่งประเทศเพื่อนบ้าน อย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย ต่างก็มีท่าทีที่โน้มเอียงไปยังฝ่ายกัมพูชามากกว่าฝ่ายไทย

แม้แต่มหาอำนาจในเอเชียอย่าง จีน ชาติที่เรานับเป็นพี่น้อง ก็ไม่แสดงท่าทีชัดเจนว่า จะสนับสนุนไทย รวมทั้งยังไม่มีทีท่าแข็งกร้าวต่อกัมพูชา ที่เล่นบทเสมือนหนึ่งเด็กเกเรที่เอาแต่ใจ

จีนแม้จะมีบทบาทเด่นชัด สำหรับข้อตกลงหยุดยิงรอบนี้ เพราะเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการเจรจาให้ทั้งสองฝ่ายเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่บทบาทของจีนก็เป็นดั่งคนกลางที่ร่วมยื่นข้อเสนอบางอย่างให้กับกัมพูชา เพื่อให้กัมพูชายอมรับเงื่อนไขการเจรจาของไทยเท่านั้น 

จีน…มิได้เล่นบทพี่ใหญ่ ที่เป็นคนสั่งให้กัมพูชาหยุดยิง 

หรืออีกนัยยะหนึ่ง คือ จีนก็ไม่ได้เล่นบทแข็งกร้าว แบบเดียวกับเมื่อครั้งเปิดสงครามสั่งสอนเวียดนาม หลังเวียดนามแสดงท่าทีจะบุกไทยในช่วงสงครามเย็น จนเวียดนามต้องถอนกำลังรบที่เผชิญหน้ากับไทยกลับไปยันสงครามทางตอนเหนือ เพื่อรับมือจีน

อเมริกา หรือ กระทั่งฝรั่งเศส ชาติที่เป็นเคยเจ้าอาณานิคมของกัมพูชา ยิ่งแสดงท่าทีโน้มเอียงไปยังกัมพูชาอย่างยิ่ง 

อะไร? เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้นานาประเทศ ต่างแสดงความเห็นใจกัมพูชามากกว่าไทย เป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทรวงการต่างประเทศของไทยต้องไปตีให้แตก และกำหนดมาตรการที่ชัดเจน เพื่อรองรับการเมืองระหว่างประเทศที่จะโอบล้อมเข้ามาบีบไทยในประเด็นนี้

แต่ข้อมูลบางข้อมูลที่หน่วยงานด้านความมั่นคง รับตรงมาจากประเทศมหาอำนาจบางประเทศ หรือประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศ ที่ขอให้ประเทศไทยระมัดระวังเป้าหมายการโจมตีทางอากาศ และการโจมตีด้วยอาวุธหนัก 

คำขอที่ขอให้เครื่องบินรบของไทย ทั้ง F 16 และกริพเพน รวมทั้งปืนจากเรือรบของไทย หลีกเลี่ยงการทิ้งระเบิด หรือการยิงปืนใหญ่เข้าไปในพื้นที่พิเศษบางพื้นที่ เช่น โรงไฟฟ้าบนเกาะกง นิคมอุตสาหกรรม และพื้นที่พัฒนาพิเศษ บริเวณใกล้ชายแดน 

ทั้งหมดล้วนเป็นคำขอที่เป็นข้อมูลสำคัญ ข้อมูลที่บ่งชี้ถึงความกังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อพื้นที่ผลประโยชน์ของประเทศมหาอำนาจเหล่านั้น

ทั้งหมดเป็นข้อมูลที่สะท้อนชัดถึงตัวประกัน…ที่กัมพูชามีอยู่ในประเทศ 

ตัวประกัน…ที่ทำให้กัมพูชาเชื่อว่า ไทยจะไม่กล้าเปิดการโจมตีเต็มรูปแบบ 

ตัวประกัน…ที่กัมพูชาเชื่อว่า นานาประเทศเหล่านั้นจะต้องออกมาปกป้องผลประโยชน์ของแต่ละประเทศ 

ซึ่งนั่น คือ คำตอบใน 2 ประเด็นคือ   
ตอบประการหนึ่งว่า ทำไม…ต่างประเทศส่วนใหญ่ ไม่เข้าข้างไทย

ตอบอีกประการหนึ่งว่า  ทำไม…กัมพูชาจึงกล้าเปิดศึกกับไทยแบบเต็มรูปแบบ 

บทสรุปของการรบไทย - กัมพูชา ทั้ง 2 รอบ และเชื่อว่า จะยังคงมารอบต่อๆไปตามมาอีก 

คือ ไทยไม่ได้กำลังถูกท้าทาย แต่กำลังถูก “วัดใจ” จากกัมพูชา และเรากำลังสอบตก

เลิกหลอกตัวเองได้แล้วว่า ความตึงเครียดไทย–กัมพูชาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อง “เข้าใจผิด” หรือ “อุบัติเหตุชายแดน”

เพราะมันไม่ใช่…
และจะไม่ใช่…

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การวัดใจเชิงการเมืองจากกัมพูชาว่า ไทยยังมีน้ำหนักแค่ไหนในเกมแห่งอำนาจในภูมิภาคนี้ และคำตอบที่ได้กลับมาคือ เรามีน้ำหนักต่อรองในเชิงอำนาจเหนือภูมิภาคนี้น้อยลงไปเรื่อยๆ

ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(FDI : Foreign Direct Investment) ในกัมพูชาเป็นตัวเลขที่ฟ้องชัดว่า ทำไมกัมพูชาถึงหาญกล้า เดินหน้าชนไทยเต็มตัวในรอบนี้ 

ในปี 2024-2025 ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในกัมพูชามีการขยายตัวอย่างมาก โดยมีจีน เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดอย่างชัดเจน ขณะที่ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ทั้งในเอเชียและตะวันตกก็มีส่วนร่วมในระดับที่แตกต่างกันไป 

ประเทศมหาอำนาจในเอเชีย จีน เป็นแหล่งเงินทุนหลักและครองสัดส่วน FDI มากที่สุด โดยคิดเป็นประมาณ 45-50% ของยอดรวม FDI ทั้งหมด การลงทุนส่วนใหญ่เน้นไปที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ภายใต้โครงการ Belt and Road Initiative (BRI)

เกาหลีใต้ (South Korea) เป็นนักลงทุนรายใหญ่ในอันดับต้น ๆ โดยมีมูลค่าเงินลงทุนสะสมประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2023 การลงทุนครอบคลุมหลายภาคส่วน เช่น การผลิต เกษตรแปรรูป และมีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (CKFTA) ร่วมกัน

ญี่ปุ่น (Japan) เป็นอีกหนึ่งนักลงทุนที่สำคัญ โดยมักเน้นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานผ่านความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) เช่น โครงการปรับปรุงระบบน้ำประปาและพลังงาน ในปี 2024 ญี่ปุ่นเป็นแหล่ง FDI อันดับ 7 ของกัมพูชา และมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เน้นนักลงทุนญี่ปุ่นโดยเฉพาะ

สิงคโปร์และเวียดนาม ทั้งสองประเทศเป็นนักลงทุนรายสำคัญในกลุ่มอาเซียน โดยสิงคโปร์อยู่ในอันดับต้นๆ (ประมาณ 7% ของ FDI ทั้งหมด) และเวียดนามก็มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง 

ส่วนประเทศมหาอำนาจตะวันตก สหรัฐอเมริกา แม้จะเป็นตลาดส่งออกหลักของกัมพูชา แต่การลงทุนโดยตรงในกัมพูชา ยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศในเอเชีย โดยคิดเป็นสัดส่วนเพียงไม่ถึง 1% ของ FDI ทั้งหมดที่ได้รับอนุมัติในช่วงต้นปี 2025 

ปัจจัยที่จำกัดการลงทุนของสหรัฐในกัมพูชา ได้แก่ ปัญหาคอร์รัปชัน ต้นทุนพลังงานที่ยังสูงลิ่ว และความไม่แน่นอนทางกฎระเบียบ อย่างไรก็ตาม ในเดือนธันวาคม 2025 มีรายงานว่าบริษัทสหรัฐฯ รายใหญ่หลายแห่งได้ให้คำมั่นที่จะขยายการลงทุนในอนาคต

ส่วนสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร การลงทุนจากยุโรปมักอยู่ในรูปแบบของเงินช่วยเหลือและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปภาคส่วนสำคัญ เช่น เกษตรกรรม ประมง และการศึกษา โดยสหราช อาณาจักรเป็นหนึ่งในนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในแง่ของสต็อก FDI สะสม โดยมีมูลค่า 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2023) 

ขณะที่ฝรั่งเศส เน้นการลงทุนด้านพลังงานเป็นพิเศษ ในปี 2025 มีข้อมูลรายละเอียดโครงการสำคัญในจังหวัดเกาะกง (Koh Kong) ที่ฝรั่งเศสเน้นการลงทุนใน พลังงานสะอาดและนวัตกรรมใหม่ เพื่อสนับสนุนนโยบาย Carbon Neutrality 2050 ของกัมพูชา

ข้อมูลการลงทุนทั้งหมด เป็นข้อมูลที่ยืนยันว่า ทำไมตะวันตกถึงไม่เข้าข้างไทย ทำไมประเทศเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ช่วยไทย 

คำตอบ คือ สาเหตุที่ สหรัฐฯ และยุโรป ไม่ได้อยู่ข้างไทย เพราะประเทศเหล่านั้นเลือกอยู่ข้าง “เสถียรภาพที่เขาควบคุมได้”

และนั่น คือ เหตุผลที่ตะวันตกก็ไม่จำเป็นต้องเสี่ยงเพื่อไทย

ไทยจึงกลายเป็นแค่ประเทศ “กันชน”
แต่ไม่ใช่ “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ของประเทศเหล่านั้น

นี่คือ การบ้านข้อใหญ่ ที่รัฐบาลใหม่และกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเตรียมรับมือ สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น

EP.หน้ามาประมวลการรบรอบใหม่ที่เพิ่งจบไปว่า เบื้องหลังชัยชนะ เบื้องหลังการเข้ายึดแต่ละพื้นที่ และทำไม ไทยยังไม่ขึ้นยึดเนิน 745 และพื้นที่รอบเขาพระวิหาร ในการรบรอบนี้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์